แสงทองยามเช้าทอประกายลอดผ่านช่องม่านมุกที่ถักร้อยด้วยอัญมณีล้ำค่า กระทบเข้ากับใบหน้าเนียนละเอียดของ ถังรัวซี ที่ยังคงจมอยู่ในนิทรา นางขยับกายเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงอาการปวดตุบที่ขมับ ขนตาหนางอนกระพริบถี่ๆ ก่อนจะเบิกโพลงขึ้นเมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมาครบถ้วน
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามาดุจน้ำป่า รสชาติหวานล้ำของสุรา "สุบินนารี" ที่ดูไร้พิษสง แต่กลับทำให้นางผู้ซึ่งเป็ถึงบุตรีแม่ทัพใหญ่ผู้เจนจัดในวงเหล้าต้องคอพับคออ่อนเพียงแค่ไม่กี่จอก และที่สำคัญ...รอยยิ้มเ้าเล่ห์ประดุจสุนัขจิ้งจอกของ
เซี่ยหลานจวิน ที่จ้องมองนางก่อนที่โลกทั้งใบจะดับวูบลง!
นางสะดุ้งตัวลุกขึ้นนั่งพรวดบนเตียงกว้าง
มือเรียวรีบสำรวจใต้ผ้าห่มแพรไหมอย่างรวดเร็ว
“เสื้อผ้า...ยังอยู่ครบ”
นางพึมพำกับตัวเองด้วยลมหายใจที่พรูออกมาอย่างโล่งอก ทว่าเมื่อก้มลงมองที่ปลายเท้า กลับพบว่ารองเท้าปักลายหงส์ถูกถอดวางไว้อย่างเป็ระเบียบข้างเตียง พร้อมกับร่างกายที่ถูกจัดท่านอนและห่มผ้าให้อย่างประณีต
ความรู้สึกอุ่นใจวูบหนึ่งเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกความแค้นเคืองเข้าบดบังจนสิ้น
“บังอาจ! บังอาจที่สุด! กล้ามอมเหล้าข้าที่เป็ถึงบุตรีแม่ทัพงั้นหรือ? เซี่ยหลานจวิน ท่านมันคนปลิ้นปล้อนหน้าหยก ข่าวลือที่ว่าท่านรักพวกตัดแขนเสื้อคงเป็แค่ฉากบังหน้าเพื่อหลอกล่อให้สตรีตายใจสินะ!”
รัวซีกัดฟันกรอด นางกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนที่เป็ดั่งวิมานทองคำ แจกันที่วางประดับอยู่มุมห้องล้วนเป็ของหายากจากโพ้นทะเล ฉากกั้นห้องแกะสลักจากไม้มะเกลือดำสลักลายัทะยานเมฆาที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้แต่เชิงเทียนยังทำจากทองชมพูสลักลายละเอียดยิบ ความร่ำรวยที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูของจวนรุ่ยอ๋องช่างดูน่าหมั่นไส้ในสายตาของสตรีผู้โตมากับกองทัพอย่างนางยิ่งนัก
“ในเมื่อท่านใช้ราชโองการมามัดตัวข้า บีบคั้นให้ข้าแต่งเข้าจวนมาเป็พระชายาประดับจวนของท่าน ข้าก็จะทำให้ท่านรู้ซึ้งว่าการมี ‘เมีย’ อย่างถังรัวซีนั้น จะทำให้เงินในคลังของท่านร่อยหรอเร็วกว่าการทำาข้ามปีเสียอีก!”
ดวงตาคู่งามฉายแววพยศปนซุกซน แผนการหย่าร้างที่รวดเร็วที่สุดไม่ใช่การร้องขอความเมตตา แต่คือการทำให้สวามีทนไม่ได้จนต้องเป็ฝ่ายคุกเข่าขอร้องให้สตรีจอมผลาญอย่างนางใสหัวออกไปจากจวนเองต่างหาก!
“ในเมื่ออยากได้ข้านัก ข้าจะทุบจวนท่านให้เหลือแต่เสาดูซิว่าท่านจะยังยิ้มออกไหม!”
นางก้าวลงจากเตียงด้วยความมุ่งมั่น ทิ้งความอ่อนเพลียไว้เื้ั รัวซีสะบัดชายอาภรณ์อย่างสง่างามก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องหอ มุ่งหน้าไปยังห้องโถงกลางที่นางมั่นใจว่าสวามีตัวดีต้องนั่งปั้นหน้าหยกรอเยาะเย้ยนางอยู่แน่ๆ
ณ ห้องโถงรับรองที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูทว่าแฝงไปด้วยความโอ่อ่า เซี่ยหลานจวิน นั่งอยู่ในท่วงท่าที่เกียจคร้านแต่ดูสง่างามบนตั่งยาว มือหนึ่งถือพัดจีบที่ทำจากกระดูกสัตว์หายาก อีกมือหนึ่งถือฎีการาชการอย่างไม่ใส่ใจนัก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยโทสะเดินตรงเข้ามา เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากโค้งมนหยักยิ้มอย่างที่นางไม่ชอบใจนัก
“ตื่นแล้วหรือหวางเฟย? สุบินนารีของเปิ่นหวางรสชาติถูกปากเ้าจนหลับฝันดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มและคำแทนตัวว่า ‘เปิ่นหวาง’ ช่างฟังดูสูงส่งและห่างเหิน ทว่ารอยยิ้มในดวงตาเขากลับเต็มไปด้วยการยั่วเย้า
รัวซีไม่ได้ตอบคำถาม นางเดินตรงไปที่ชั้นวางแจกันดินเผาลายครามที่เก่าแก่และหายากที่สุด
ใบหนึ่งของจวน นางคว้ามันขึ้นมาด้วยท่าทางท้าทาย
“ท่านอ๋อง ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าเป็คนมือหนัก?”
หลานจวินปิดพัดจีบดัง ฉับ สายตายังคงนิ่งสงบ
“เปิ่นหวางพอจะทราบมาบ้างว่าตระกูลถังเน้นการฝึกพละกำลัง แต่แจกันใบนั้น...”
เพล้ง!!!
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ รัวซีก็เหวี่ยงแจกันล้ำค่าลงบนพื้นหินอ่อนจนแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ เศษกระเบื้องลายครามกระเด็นไปทั่วโถง บ่าวไพร่ที่อยู่แถวนั้นถึงกับสูดลมหายใจเข้าด้วยความตระหนก ทว่าชายหนุ่มบนตั่งกลับเพียงแค่ปรายตามองเศษซากเ่าั้ช้าๆ
“โอ้…ดูเหมือนมือของเ้าจะลื่นไปเล็กน้อยนะรัวซี”
เขากล่าวเสียงเรียบ
รัวซีแสยะยิ้มสะใจ นางคว้าแจกันใบที่สองขึ้นมาทันที
“มิได้ลื่นเพคะ หม่อมฉันแค่รู้สึกว่ามันวางเกะกะตาไปเสียหน่อย หวังว่าท่านอ๋องคงจะไม่ ‘เสียดาย’ ทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้หรอกนะเพคะ?”
หลานจวินขยับกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงโปร่งของเขาดูน่าเกรงขามขึ้นมาในพริบตา เขาเดินก้าวเข้ามาหาพระชายาที่ยืนกำแจกันใบต่อไปไว้แน่น รัศมีอำนาจจากตัวเขาทำให้นางต้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ทว่าเขากลับไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวอย่างที่นางคาดหวัง
เขายื่นมือออกมา แต่อยู่ๆ ก็หันไปเรียกพ่อบ้านที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง
“พ่อบ้าน!”
“พ่ะ...พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
“แจกันดินเผาพวกนี้ทำมาจากวัสดุที่หยาบและหนาเกินไป เวลาแตกเศษของมันจะมีความคมและเหลี่ยมมุมที่อันตรายยิ่งนัก หากเศษพวกนี้กระเด็นไปบาดผิวพระชายาของเปิ่นหวางจนเป็แผลแม้เพียงนิดเดียว เปิ่นหวางจะถือว่าเป็ความผิดร้ายแรงของเ้าที่จัดวางของไร้คุณภาพเช่นนี้ไว้ให้นางทุบ!”
รัวซีชะงักค้าง ใบหน้าที่กำลังจะสะใจกลับกลายเป็ความงุนงง
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
หลานจวินหันกลับมาสบตานาง แววตาของเขาดูอ่อนโยนจนน่าขนลุก
“รัวซี...เปิ่นหวางไม่ได้เสียดายของนอกกายพวกนี้เลยแม้แต่น้อย แต่เปิ่นหวางเสียดายมือเรียวบางของเ้า หากเ้าอยากจะทุบทำลายเพื่อระบายอารมณ์ที่ถูกบังคับแต่งงาน เปิ่นหวางก็ยินดีจะส่งเสริม”
เขากางพัดออกอีกครั้ง
“พ่อบ้าน! ไปเปิดคลังสมบัติที่สาม นำ ‘แจกันหยกมันวาวจากแคว้นซีหรง’ มาวางแทนที่แจกันดินพวกนี้ให้หมด แจกันหยกเนื้อละเอียดเ่าั้
เวลาแตกเศษของมันจะมนและไม่บาดมือ และที่สำคัญ...ผิวหยกของมันลื่นนุ่มมือ รัวซีจะได้ทุบได้ถนัดมือโดยไม่เจ็บผิวและไม่เสียดสีมืออันบอบบางของเ้าจนเกินไป”
รัวซีอ้าปากค้าง แจกันใบที่สองหลุดจากมือลงพื้นตามสัญชาตญาณ เสียงแตกของมันดูจะเบาลงไปทันทีเมื่อเทียบกับคำสั่งของเขา...หยกซีหรง?!
นั่นคือหยกมงคลที่ต้องส่งบรรณาการจากแคว้นห่างไกล มีค่าควรเมืองแจกันเพียงใบเดียวซื้อจวนแม่ทัพของนางได้ทั้งจวน! แต่เขากลับจะเอามาให้ข้านางทุบเล่นเพียงเพราะกลัวนาง ‘เจ็บมือ’ งั้นหรือ?
“นี่ท่าน...ท่านบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?”
นางเค้นเสียงถาม
หลานจวินยิ้มกว้างขึ้น มุมปากโค้งมนดูเ้าเล่ห์ประดุจคนเหนือโลก
“เปิ่นหวางมิได้บ้า เปิ่นหวางเพียงแค่ ‘ร่ำรวย’ จนเหลือเฟือ และที่สำคัญ...ทรัพย์สินพวกนี้มีค่าเพียงเศษดินหากมันมิได้สร้างความสำราญให้กับพระชายาของเปิ่นหวาง”
เขาก้าวเข้าไปใกล้จนรัวซีต้องถอยหลังไปชนกับชั้นวางของ
“ทุบต่อไปสิรัวซี...ทุบให้สะใจเ้า หากหยกซีหรงหมดคลัง เปิ่นหวางยังมีแจกันทองคำสลักมุกจากแดนใต้รออยู่อีกมาก ข้าอยากรู้เ้านัก...ว่าเ้าจะ ‘เหนื่อย’ ก่อน หรือเงินในคลังของเปิ่นหวางจะ ‘หมด’ ก่อนกัน”