ฉันลุกจากที่นอนด้วยความสดใส? กับผีสิ เมื่อคืนฉันฝันร้ายทั้งคืนฉันฝันว่ามีงูใหญ่พยายามเลื้อยไล่ตามจะเข้ามาหาฉันทั้งคืน ฉันพยายามวิ่งหนีมันสุดชีวิตแต่สุดท้ายแล้วมันก็ไล่ตามมาจนทันและรัดตัวฉันแน่นขึ้นเรื่อยๆ ฉันพยายามที่จะต่อสู้กับมันพยายามดิ้นและสลัดมันให้หลุดออกแต่มันก็ไม่ยอมหลุดซักทีแถมยังรัดขึ้นขึ้นมากกว่าเดิมแต่ฉันกลับไม่รู้สึกเ็ปอย่างที่มันควรจะเป็เลยซักนิดมันกลับรู้สึกแค่ว่ามันอึดอัดจนสุดท้ายฉันสะดุ้งตื่นจากความฝันเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ฉันนั่งงงกับความฝันของตัวเองอยู่นานเพราะความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่จะสะดุ้งตื่นมันแปลก มันมีความรู้สึกว่ามันเหมือนแขนของใครบางคนกอดมากกว่าที่จะรู้สึกเหมือนถูกงูรัด มันเหมือนกอดที่มาจากแขนของผู้ชายมันเหมือนกอดของพ่อแต่มันก็ไม่ใช่พ่อ
“ เอส นาฬิกาปลุกนานแล้วทำไมยังไม่ออกมาอาบน้ำอีกละลูก” เสียงพ่อเคาะประตูห้องทำให้ฉันหลุดออกจาภวังค์ความคิดและคิดได้ว่ามันนี้ฉันต้องรีบไปเรียนเพราะต้องไปเตรียมตัวพรีเซนต์งาน
“ ไปเดี๋ยวนี้แหละพ่อ” ฉันรับลุกขึ้นจากเตียงแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัวและแต่งตัวจนเสร็จภายในเวลาอันรวดเร็ว ฉันรีบวิ่งออกจากบ้านก็พบกับพ่อที่ยืนกวามลานบ้านอยู่ ฉันเดินเข้าไปกอดพ่อตามปกติเหมือนทุกวัน แต่ฉันก็ก็ทำให้ฉันฉุดคิดถึงความฝันของตัวเองฉันลองกอดพ่อครั้งแล้วครั้งเล่าแต่มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนในฝันเลยซักนิด
“ เป็อะไรเนี้ยเอส เดี๋ยวกอดเดี๋ยวปล่อยไม่รีบไปเรียนหรอลูก”
“ แปบนะพ่อ ขอลองอะไรบางอย่างก่อน ไหนพ่อลองกอดเอสแน่นๆหน่อยพ่อเอาให้สุดแรงพ่อเลย”
“ เป็อะไรของลูกเนี้ย” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่พ่อก็กอดฉันจนสุดแรง
“ ไม่เห็นเหมือนกันเลย” ฉันพึมพำกับตัวเอง
“ อะไรนะลูก”
“ ไม่มีอะไรพ่อ เอสไปเรียนก่อนนะ สวัสดีคะ” ฉันยกมือสวัสดีพ่อแล้วรีบเดินไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจแล้วรีบบิดคันเร่งเพื่อไปถึงมหาลัยให้เร็วที่สุด จนในที่สุดฉันก็มาถึงซักทีฉันรีบจอดรถและหวังจะวิ่งไปขึ้นลิฟต์ให้เร็วที่สุดแต่สุดท้ายฉันก็ได้แค่หวังเพราะความไม่ดูตาม้าตาเรือของฉันทำให้ฉันเดินไปชนกับผู้ชายคนหนึ่งโดยที่ไม่ได้ตั้งใจอย่างแรงจนเอกสารที่ฉันและเขาถือตกพื้นกระจัดกระจาย
“ ฉะ ฉันขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ฉันรีบพูดขอโทษเค้าพร้อมกับรีบรวบรวมเอกสารที่ตกกระจายเต็มพื้นคืนให้เค้า
“ ไม่เป็ไรครับ ผมเองก็ไม่ได้มองทางเหมือนกัน” เขาพูดพร้อมกับรีบเก็บเอกสารเองเหมือนกันจนทำให้มีจังหวะหนึ่งที่เราเอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มเดียวกันทำให้เค้าจับมือฉันที่กำลังหยิบหนังสือเล่มนั้นก่อนเขาแค่เสี้ยววินาทีเดียว ฉันรีบเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าเขาเพราะความใ
“ เบส!!” ฉันอุทานชื่อของเขาออกมาเมื่อเห็นหน้าของเขาชัดๆ เขาคือเพื่อนในสาขาเดียวกันกับฉันแต่เราไม่เคยได้คุยกันเลยแค่เคยเดินผ่านกันเคยเห็นหน้าค่าตาตอนมาเรียน
“ รู้จักชื่อผมด้วยหรอ รู้ได้ยังไงอะผมยังไม่รู้จักชื่อเธอเลย”
“ ก็พอดีเราเป็คนช่างสังเกตนะ เราจำชื่อเพื่อนได้เกือบทั้งสาขาแล้วแหละเหลืออีกแค่นิดหน่อยก็จำได้หมดแล้ว” ฉันตอบพร้อมกับเก็บหนังสือเล่มสุดท้ายส่งให้เขา “ เราขอโทษนะที่เราเดินไม่ดูทางจนชนนาย พอดีเรารีบนะยังจำข้อมูลที่ต้องพรีเซนต์ได้ไม่ครบเลยจะรีบไปซ้อมต่อ”
“ ไม่เป็ไรหรอกเราเองก็เดินไม่ดูทางเหมือนกันเพราะเรามัวแต่เล่นโทรศัพท์เราเองก็ขอโทษเธอนะ ไหนๆเราก็เรียนเซกเดียวกันแล้วขอเดินไปด้วยดิ”
“ อืมมาสิ” ฉันเดินไปกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องเรียน เนื่องจากว่ามันยังเช้าอยู่ยังไม่ค่อยมีคนใช้ลิฟต์ ตัวลิฟต์มันจึงอยู่ที่ชั้นหนึ่งเมื่อกดเรียกลิฟต์ปุ๊บมันจึงมาปั๊บ
“ นี่เธอรู้จักชื่อเราแล้วแต่เรายังไม่รู้จักชื่อเธอเลย เธอชื่ออะไรหรอ”
“ ฉันชื่อเอส” ฉันตอบเขาแบบขอไปทีเพราะตอนนี้ฉันง่วงนอนมากจนเผลอหาวออกมาแบบไม่รู้ตัว
“ หาวแต่เช้าเลยนะ นอนดึกหรอ” เขาพูดพร้อมกับยิ้มให้ฉันอย่างสดใส เขาก็เป็แบบนี้ของเขามาั้แ่ปีหนึ่งแล้วแหละ เท่าที่ฉันสังเกตเห็นเขาเป็คนที่มีรอยยิ้มอยู่บนหน้าตลอดเวลาไม่เคยเห็นเขาหน้าบึ้งหรือเห็นว่ารอยยิ้มจะหายไปจากหน้าของเขาซักที
“ เปล่าหรอกเมื่อคืนฝันร้ายนะเลยนอนหลับไม่ค่อยสนิท”
“นี่...”
ติ๊ง
เสียงลิฟต์เปิดออกก่อนที่เขาจะพูดอะไรบางอย่างฉันเดินออกไปจากลิฟต์ก่อนเขาพอดีกับที่ฉันหันไปเห็นกลุ่มเพื่อนๆของเขาเดินขึ้นมาพอดี
“ เมื่อกี้จะพูดอะไรหรอ” ฉันหันไปถามเขา
“ เปล่าหรอกไม่มีอะไร” เขารีบตอบแล้วเดินไปหากลุ่มเพื่อนของเขา ฉันมองเขาด้วยความสงสัยแต่ก็เลิกสนใจเขาแล้วรีบเดินเข้าห้องเรียนไป...
เป็กำลังใจให้นักเขียนได้ง่ายๆด้วยการ กดให้ติดตาม กดให้กำลังใจ หรือ คอมเมนต์แสดงความคิดเห็น
หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยผู้อ่านทุกคนด้วย