อาหารสองอย่างสำหรับมื้อนี้อย่างแรกคือไข่เจียวที่ทำเสร็จไปแล้ว และอาหารอีกอย่างก็คือซุปหัวไชเท้าโดยใช้หัวไชเท้าที่มีในบ้าน เมื่อคิดถึงอาหารหลักของคนทางเหนืออย่างวอวอโถว เสิ่นชิงหลัวก็ได้แต่ส่ายหน้า เธอยังไม่สามารถทำใจให้ชินกับมันได้
วอวอโถวในยุคนี้ไม่ได้มีรสชาติหวานและนิ่มอร่อยน่ารับประทานสักเท่าไหร่ สีของมันจะเป็สีเหลืองแก่ปนเทา รสชาติจืดชืดทั้งแห้งทั้งฝืดคอด้วยเพราะทำมาจากแป้งสาลีหยาบปนเปลือก ยิ่งถ้าคนไม่ชินกับมันแล้วได้กินไปอาจปวดท้องหรือท้องอืดได้เลย
ดังนั้นเสิ่นชิงหลัวจึงเลือกสั่งข้าวหุงสำเร็จจากแอปสั่งกลับบ้านแล้วนำมาใส่หม้อ โดยกะว่าจำนวนที่มีนั้นจะเพียงพอสำหรับท้องของเธอและแม่เฒ่าเสิ่น ความรวดเร็วในการทำอาหารทำให้หญิงชราที่แช่เท้าด้วยน้ำอุ่นอยู่แปลกใจมาก แต่เสิ่นชิงหลัวก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วแก้ต่างไปว่า แม่เฒ่าเสิ่นงีบหลับในระหว่างแช่เท้านั้นค่อนข้างนาน ไม่ใช่เพราะเธอทำอาหารเร็วเสียหน่อย
“อ่า ทำไมรสชาติมันแปลกๆ” ขณะที่ซดน้ำซุปหัวไชเท้าแม่เฒ่าเสิ่นก็ขมวดคิ้ว
“มันไม่อร่อยเหรอคะคุณย่า?”
เสิ่นชิงหลัวถามด้วยความเป็กังวล สำหรับเธอซุปหัวไชเท้านี้แม้จะใช้ซุปก้อนที่ทำจากหมูแท้ๆ และมีเครื่องปรุงครบครันแต่มันไม่มีเนื้อและไม่ได้เคี่ยวกระดูกเอง รสชาติมันจึงธรรมดาเอามากๆ
“มันอร่อยมากเลยต่างหาก ถ้าไม่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าบ้านเราไม่มีเนื้อ ย่าคงคิดว่าใส่เนื้อลงไปด้วย ไข่เจียวนี่ก็เหมือนกัน หลานไม่ได้ใส่แป้งลงไปด้วยหรือ”
เสิ่นชิงหลัวส่ายหัว เธอไม่ได้ใส่แป้งลงไปจริงๆ
แม่เฒ่าเสิ่นเจ็บหัวใจแปลบๆ ทำไข่เจียวแบบไหนถึงไม่ใส่แป้งสาลี แล้วนี่คงใช้น้ำมันแทนน้ำสินะ ดูได้จากปากที่มันแผล็บของตนก็รู้
“ต้ายา หลานใช้น้ำมันมากขนาดไหนกัน ไอ้หยา ไม่ได้ๆ เวลาจะเจียวไข่ต้องผสมน้ำเปล่ากับแป้งสาลีด้วย ไข่เจียวจะได้เยอะขึ้น บ้านเราต้องเก็บไข่ไว้นะรู้ไหม ย่าจะแอบเอาไปขายในเมือง แล้ววันหลังไม่ต้องใส่น้ำมันเราใช้น้ำในการทอดแทนเข้าใจหรือเปล่า”
เสิ่นชิงหลัวจะไปรู้ได้อย่างไรว่าต้องประหยัดขนาดนั้น! เธอก้มกินอาหารเงียบๆ แล้วฟังแม่เฒ่าเสิ่นบ่นต่อไป
“ข้าวขาว!! โอ๊ย ตายๆ”
ปากหญิงชราอยากจะต่อว่าแต่เพราะไม่อยากให้หลานสาวเสียใจ เธอจึงพุ้ยข้าวเข้าปากปิดปากตัวเองซะ ไหนๆ หลานสาวก็ทำให้กินทั้งที ของก็ใช้ไปแล้ว ถึงบ่นไปก็ไม่ช่วยให้อิ่มท้อง
อาหารมื้อนี้ถือว่าเป็มื้อแรกจริงๆ หลังจากที่ได้เกิดใหม่ หลังจากที่รับประทานเสร็จแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้าย กิจกรรมของผู้คนสมัยนี้ไม่มีความบันเทิงใจอะไร จึงไม่แปลกที่จะเข้านอนเร็ว
เสิ่นชิงหลัวกลับไปต้มน้ำเพื่อผสมทำน้ำอุ่นแล้วอาบมันก่อนจะเข้าไปนอนในห้องของตัวเอง บ้านหลังนี้มีห้องแยกเพียงห้องเดียวแต่มีเตียงสองเตียง โดยเตียงเตาด้านนอกแม่เฒ่าเสิ่นจะเป็คนนอน ส่วนห้องที่แยกมามีไว้สำหรับหลานสาวซึ่งก็คือของเธอ
ท่ามกลางแผ่นดินผืนฟ้าที่เหมือนเดิมแต่คนละยุคสมัย ที่นี่ตอนนี้เสิ่นชิงหลัวรู้สึกสงบและเงียบเหงามาก ที่นี่ไม่มีเสียงการทำงานของเครื่องจักร ไม่มีเสียงรถ ไม่มีคนข้างห้องที่เดินไปมารบกวนเธอ มีเพียงเสียงหายใจและหัวใจที่เต้นเป็จังหวะของตัวเองเท่านั้น หญิงสาวเอนตัวลงนอนแล้วเปิดสมาร์ตโฟนตามความเคยชิน เธอไม่อาจทำลายความเงียบนี้ได้ จึงกดสั่งซื้อหูฟังไร้สายมาเพื่อที่จะดูวิดีโอก่อนนอน
เธอพูดไว้เสียดิบดีว่าจะไม่รับความช่วยเหลือจากนางหลี่เจี๋ยและเสิ่นต้าเหว่ย ดังนั้นก็จำเป็ต้องหาเงินเอง เป้าหมายของวันพรุ่งนี้คือการหาเงิน การมีนิ้วทองคำอย่างสมาร์ตโฟนทำให้เธอมีชีวิตในยุคนี้ได้สบายแน่นอน แต่ของหลายอย่างไม่มีที่มาที่ไป นานวันเข้าคนต้องเกิดความสงสัยแน่ ดังนั้นเธอจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องหาลู่ทางทำมาหากิน
เช้าวันรุ่งขึ้นเสิ่นชิงหลัวเคี่ยวโจ๊กเหนียวและข้น รับประทานคู่กับผักดองที่แม่เฒ่าเสิ่นดองเอาไว้พร้อมกับไข่ลวกอีกคนละหนึ่งฟอง
และในระหว่างที่กินมื้อเช้าหญิงสาวก็ได้เอ่ยปากขึ้น“ตอนขากลับฉันเห็นว่าที่มีตลาดนกพิราบอยู่ใกล้สถานีขนส่ง ก็เลยว่าจะหาของไปขายที่นั่น”
“ของป่าฤดูนี้หายากมาก ถ้าอยากเอาของไปขายจริงๆ ก็เอาไข่ที่สะสมไว้ไปขายเถอะ”
แม่ไก่ในยุคนี้เปรียบเสมือนกระปุกออมสิน เพราะแหล่งโปรตีนที่พอจะหาได้ก็คือไข่ ดังนั้นไข่จึงเป็ถังทองเล็กๆ ให้ผู้คน ส่วนพวกเนื้อสัตว์ปีหนึ่งจะได้กินสองหน ในกองการผลิตจะฆ่าหมูแค่สองรอบเท่านั้น
แม่เฒ่าเสิ่นไม่ได้ห้ามหลานสาวในการค้าขาย เธอใช้ชีวิตมานานผ่านโลกมาก็มาก แม้ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าไม่กลัวทหารแดงมาจับ แต่เธอก็กล้าที่จะลองทำอะไรเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
หญิงชราแอบเอาไข่ไปขายในเขตอยู่หลายต่อหลายครั้งเพื่อหาเงินมาจุนเจือหลานสาว และเสิ่นต้ายาคนก่อนเองก็เคยเอาฟืนไปขายเช่นกัน ถ้าฝนตกก็เข้าป่าไปเก็บเห็ดเก็บหน่อไม้แอบเอาไปขาย ป่าในหมู่บ้านถือว่าเป็ของสาธารณะที่ช่วยให้ใครหลายคนมีชีวิตรอดมาได้ในสภาวะที่แร้นแค้นและความไม่สงบทางการเมือง
“ฉันว่าจะขายของกิน ย่าจำได้ไหมที่สถานีขนส่งในเมือง ตอนที่เรากินโจ๊กมีแต่คนสนใจถามว่าฉันซื้อมาจากไหน ฉันว่าสถานีขนส่งที่นี่ก็คงเหมือนกัน ถ้าเราขายของกินอย่างไรก็ขายได้”
แม่เฒ่าเสิ่นทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะถอนหายใจ
“แค่คิดใครเขาก็คิดได้ แต่ลงมือทำมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะหลานเอ๋ย ทุนเราก็ไม่มี จะขายอะไรก็ยังไม่รู้เลย ตั้งร้านมันเสี่ยงถูกจับอยู่นา”
เสิ่นชิงหลัวพูดให้คนเป็ย่าฟัง เธอวิเคราะห์ความเรียบง่ายของการใช้ชีวิตของผู้คนไว้ั้แ่เมื่อคืนแล้ว
“น้ำซุปที่หลานพูดถึงคือน้ำแกงเหรอ? แล้วจะขายกับไข่ต้มใบชา? น้ำซุปจะขายได้ยังไง” แม่เฒ่าเสิ่นส่ายหน้า เธอไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อน
“ไม่ลองก็ไม่รู้นะคะ ตอนที่พวกเรายืนข้างนอกอากาศหนาวจะตาย ตอนนั้นฉันภาวนาว่าขอแค่ได้ดื่มกินของร้อนๆ ให้ท้องอุ่นสักหน่อยก็ยังดี ย่าไม่คิดอย่างนั้นเหรอ แล้วต้นทุนน้ำซุปก็ไม่มาก เรามีผักกาดกับหัวไชเท้าอยู่มันต้องดีมากแน่ๆ ส่วนไข่ต้มใบชาฉันคิดว่ามันดีกว่าการที่เราไปขายไข่สด ทำกำไรได้มากกว่าด้วยเป็การเพิ่มมูลค่าให้ไข่ไงคะ”
“เอาเถอะ ทำก็ทำ!” แม้จะไม่มั่นใจแต่เหตุผลที่หลานสาวชี้นำมา แต่เพราะต้นทุนที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แม่เฒ่าเสิ่นจึงตกลงเห็นด้วย
เสิ่นชิงหลัวนำใบชาเก่าเก็บที่อยู่ครัวออกมา ใบชากระปุกนี้ฝุ่นจับไม่รู้ว่าอยู่มานานเท่าใดแล้ว เธอแอบเปลี่ยนชาด้านในกับใบชาที่ซื้อจากเถาเป่า
“ใบชานี้ได้มาตอนตรุษจีนหลายปีก่อน เก็บทิ้งไว้นานจนลืม ไม่คิดเลยว่ายังหอมฟุ้งใช้ได้อยู่ ฮ่าๆ”
“ย่าคะ ไข่ต้มใบชากับน้ำซุปทำไม่ยาก เดี๋ยวฉันจะเป็คนทำเอง ย่าไปให้อาหารไก่เถอะ”
“ตกลง เดี๋ยวย่าจะไปยืมเกวียนลากบ้านหลินมาด้วย เราจะได้ยกหม้อขึ้นเกวียนแล้วไปอุ่นที่นู่นอีกที”
เสิ่นชิงหลัวไม่ได้คิดถึงเื่นี้เลย เธอคิดไว้แค่ว่าจะเอาของใส่ในช่องว่างมิติ แน่นอนว่าเธอย่อมไม่พูดถึงเื่นี้ มีเกวียนก็ดีเหมือนกันอย่างน้อยๆ เื่การค้าขายก็สมจริงมากขึ้น
วันนี้น้ำซุปที่ทำขายคงต้องใช้ซุปก้อนไปก่อน เอาไว้มีทุนเพิ่มเมื่อไร ค่อยหาข้ออ้างนำโครงไก่ออกมาและเคี่ยวโครงไก่ในวันพรุ่งนี้ โครงไก่เป็ของดี มีเนื้อติดมานิดหน่อยพอให้ได้แทะได้เคี้ยว และผู้ขายอย่างเธอจะได้ทำกำไรได้มากกว่าเดิม
หญิงสาวก้มหน้าก้มตาเตรียมอาหารสำหรับการค้าขายวันแรกจนกระทั่งเกือบแปดโมงเช้าไข่ต้มชาและน้ำซุปของเธอก็พร้อมแล้ว
แม่เฒ่าเสิ่นยกเตาถ่านที่ไม่รู้เอามาจากไหนใส่ลงไปในเกวียนจากนั้นก็หอบฟืนและถ่านจำนวนหนึ่งใส่ลงไปด้วย เสิ่นชิงหลัวถึงกับตกตะลึง
“ย่าเอาเตานี่มาจากไหนคะ?”