ปราณชุดแรกพุ่งตรงลงมาแล้วล้อมรอบร่างของมันไว้
เสียงตัดอากาศที่เร็วและแรงมาพร้อมกับปรากฏการณ์น่าตกตะลึงเมื่อปราณใบไผ่ที่พุ่งลงมาทำให้เกิดเป็กรงขังสีน้ำเงินสูงจากพื้นดินจรดแผ่นฟ้า
เสาแสงสีน้ำเงินเข้มแม้ปรากฏขึ้นกลางป่าร้อยลี้ที่ห่างไกลแต่เพราะมันสูงจนจรดฟ้าและมีพลังปราณเจิดจ้าจึงทำให้มองเห็นได้จากระยะห่างหลายร้อยลี้
แม้สูญเสียดวงตาไปหนึ่งข้างแต่ก็ยังเหลือตาอีกข้างให้มันได้ยลภาพอันน่าสั่นประสาทตรงหน้ากรงแสงสีน้ำเงินที่ล้อมรอบกายมันไว้อยู่ห่างจากตัวมันด้วยรัศมีสิบก้าวแต่มันกลับรับรู้ได้ถึงความเย็นะเืจับขั้วหัวใจ ประหนึ่งมันได้ตกสู่ธารน้ำแข็งที่ทอดตัวสู่ปรโลก
ระหว่างทางเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บทรมานทุกย่างก้าวมิต่างจากมีดแหลมทะลุผ่านฝ่าเท้า ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเ็ปแสนสาหัสเมื่อเยื้องย่างไปจนสุดปลายทางก็พบว่าสิ่งที่รออยู่ไม่ใช่ประตูทางออกแต่กลับเป็ประตูแห่งความตาย
ความเ็ปทรมาน ที่คุกคามมาตลอดเส้นทางสายนี้ยังไม่อาจเทียบกับสิ่งที่ต้องพบเจอหลังประตูสู่ปรภพตรงหน้าเ้าขนเงินไม่มีโอกาสแม้แต่จะโต้กลับ...ต่อให้พยายามดิ้นรนหาทางรอดจากดงดาบทะเลเพลิงข้างหน้าแต่ก็ไร้ทางไป
ปราณที่บำเพ็ญมาเกือบห้าร้อยปีราวกับสลายหายไปอย่างไร้ที่มาแม้แต่แรงจะก้าวไปข้างหน้าก็ยังไม่เหลือเท่าที่มีในตอนนี้คือแรงสุดท้ายที่ยังพอหยัดยืน มิให้ตัวมันล้มลงก็เท่านั้น
เวลาราวถูกแช่งแข็งไว้ในช่องว่างของอากาศมาตรว่าลมหายใจยังเข้าและออกแต่กลับไม่รู้สึกถึงการมีอยู่
ยิ่งภาพต่อมายิ่งทำให้ใจของคนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้ง๔ แทบหลุดออกมาจากอก
ใบไผ่สีน้ำเงินกลางอากาศที่เหลือเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่
พวกมันคลับคล้ายมีดสั้นที่มีชีวิตสามารถแล่นล่องดุจปักษาที่กำลังโบยบินอย่างอิสระเสรียามบินผ่านร่างที่ถูกกักขังไว้ภายในกรงแสงก็เกิดเสียงฉับ ๆ น่าสยดสยองทั้งใบมีดยังพรากเนื้อหนังของร่างสูงใหญ่ไปใบไผ่ไม่ได้กรีดผ่านสร้างรอยบาดเช่นตอนที่ปราณใบไผ่สีเขียวกระทำแต่มันได้เถือเนื้อเถือหนังสัตว์ร้ายตามติดไปกับคมศัสตรา พื้นดินที่หมาป่าระดับหวงเหยียบยืนเวลานี้มีแอ่งโลหิตและเศษเนื้อจากร่างของมันนองอยู่จนเต็มพื้นที่
ขนสีเงินที่เดิมเปียกชุ่มด้วยโลหิตบัดนี้ได้ถูกถากออกเป็ริ้วจนเห็นผิวเนื้อแดงชุ่มแฉะแต่ละริ้วมีเนื้อถูกเซาะหายไปทั้งยังมีเืไหลออกมาไม่ขาดสายใบไผ่ลงมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสัตว์เวทที่น่าเกรงขามกลายเป็หมาป่าไร้ขนิัเปิดออกทุกส่วนเนื้อกายเละเหลวขรุขระดั่งเศษเนื้อที่ชุ่มด้วยเืแลคล้ายอสุรกายจากแดนนรก
เมื่อสายลมแห่งความตายย่างกรายเข้าหา กรงแสงสูงเสียดฟ้ามลายหายใบไผ่สีน้ำเงินนับพันเคลื่อนไหวจับกลุ่มและเรียงตัวกันเป็ปราณรูปกระบี่สีทะเลครามเล่มใหญ่ขนาดสูง ๑ จั้งกว้าง ๔ ฉื่อ ลอยอยู่กลางอากาศโดยคมกระบี่ชี้พุ่งไปยังร่างหมาป่าที่ยืนอยู่ด้านล่าง
สนามพลังที่มันปล่อยออกมามีสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำพลังปราณที่วิ่งวนในสนามมีแรงกดดันระดับรุนแรงจนแม้แต่ผู้ที่ยืนห่างออกไปหลายสิบจั้งอย่างหนานกงฉางเซิน จิ้งหวาง แม่นมซู และเซียวเฉิน ยังต้องถอยหลังไปหลายก้าวใหญ่ไม่ต้องพูดถึงเป้าหมายที่อยู่เบื้องล่างบัดนี้มันถูกแรงกดดันถาโถมจนกระอักโลหิตออกมาหลายคราขณะที่ฝูอวี้ฉยงซึ่งนั่งห่างออกไปสิบก้าวกลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยแม้แต่น้อย
กระบี่ปราณใบไผ่หมุนวนรอบตัวมันเองเกิดเป็เสียงแหวกอากาศสุดแสนสะพรึง
หมาป่าขนเงินเห็นกระบวนท่าสังหารที่ลอยอยู่บนฟ้าก็รู้ทันทีว่าความหวังที่จะรอดชีวิตของมันหมดสิ้นลงเสียแล้วมันทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นทั้งยังเก็บหางอย่างหวั่นหวาดร่างกายเย็นเยียบจนไม่สนใจว่าแอ่งโลหิตที่มันนอนทับอยู่จะเปรอะเปื้อนร่างมันหรือไม่
ในแดนปุถุชนระดับของมันในโลกของสัตว์เวทไม่ต่างจากชนชั้นสูงที่มีอยู่น้อยนิดหากไม่นับเหตุการณ์ถูกตามล่าเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนชีวิตเกือบห้าร้อยปีของมันไม่เคยปราชัยหรือต้องหลบหนีจากสัตว์เวทตัวใดหรือต่อให้ครั้งที่มันาเ็สาหัสจากกลุ่มผู้ฝึกตนชนชั้นนภามันก็ยังไม่จนตรอกหมดสิ้นความหวังเท่ากับตอนนี้
การก้าวพลาดเพราะกิเลสยั่วยวนใจทำให้มันได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า
หากไม่ใช่เพราะกลิ่นยวนใจจากพลังลึกลับที่เด็กหญิงอ่อนแอผู้นี้อยู่มันคงไม่ต้องมายืนที่จุดอับจนจุดนี้เพราะความละโมบอยากบรรลุคอขวดก้าวย่างระดับเสวียนที่ติดขัดมายาวนานหลายสิบปีเพราะไม่อดทนรอให้การจำศีลบรรลุสามสิบปีดังที่กำหนดเพราะไม่คิดพากเพียรบำเพ็ญด้วยตนเองด้วยความมานะบากบั่นวันสุดท้ายของมันจึงมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้
ความหยิ่งผยองไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดินพลันสิ้นสลายร่างสูงที่เคยองอาจกลับสั่นงก ๆ อย่างไม่อาจห้าม
เมื่อท่วงท่าปะาเปิดฉากขึ้นกระบี่ปราณใบไผ่ก็พุ่งลงมาจากฟ้าปลายกระบี่แหลมแทงทะลุร่างของสัตว์ร้ายอย่างไม่พลาดเป้าเสียงร้องดังออกมาดุจเสียงโหยหวนของสัตว์นรกเสียงกรีดร้องแหลมหวีดแสบหูและเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแต่การลงมือครั้งนี้ยังไม่ได้ปลิดชีพมันในทันที
คมกระบี่แทงทะลุเข้าไปและจมหายไปในร่างสูงใหญ่จนหมดเล่ม
เมื่อปราณใบไผ่ดื่มโลหิตภายในร่างของมันจนพอใจก็ถึงกระบวนท่าสุดท้ายเพื่อปิดฉากการแสดง
ใบไผ่นับพันเคลื่อนไหวในกายอย่างโเี้ขอบใบไม้คมกริบตัดชีพจรและกล้ามเนื้อในร่างจนภายในกลายเป็บ่อโลหิตข้นคลั่กด้วยกล้ามเนื้อเนื้อหนัง และอวัยวะภายใน ที่ถูกตัดครั้งแล้วครั้งเล่าจะกลายเป็เศษเนื้อเหลวข้นแม้แต่กระดูกยังถูกป่นจนแตกละเอียดไม่ต่างจากฝุ่นผง
เสียงฉับ ๆ นับร้อยนับพันครั้ง บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของใบมีดภายในกาย ผสานเสียงโหยหวนคร่ำครวญของเ้าของร่างที่เริ่มเบาลง ๆ ไม่ต่างจากเสียงเพรียกิญญาที่สะกดลมหายใจผู้ฟังให้แตกซ่าน
ฝูอวี้ฉยงที่ถูกครอบงำด้วยเพลิงพิโรธจ้องมองภาพสยดสยองตรงหน้าด้วยความเพิกเฉย
ดวงตากลมดำขลับฉายแววทะนงและวางเฉยดุจผู้ยืนอยู่บนยอดสูงสุดของขุนเขาเดียวดายมานับแสนนับล้านปีต่อให้ท้องทะเลครามจะกลายเป็ทุ่งหม่อนพันครั้งต่อให้แม่น้ำเปลี่ยนทิศจากตะวันออกมาตะวันตกพันหนก็ไม่ใช่เหตุที่นางต้องอนาทรร้อนใจ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
หมุนเวียนเปลี่ยนผันคือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ซ้ำๆ มิอาจหลีกหนี
ความตายจึงเป็เพียงไอหมอกขาวยามเช้าตรู่ที่ต้องสลายหายไปเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมา
โพละ !!!!
ในที่สุดร่างของหมาป่าขนเงินก็ะเิขึ้นประหนึ่งถุงหนังสัตว์บรรจุลมจนโป่งพอง เมื่อมันแตกออกก็มีเศษเนื้อและโลหิตข้นคลั่กกระฉูดพุ่งออกมาเป็สายฝนสีแดงกระจายอยู่ในรัศมี๕ ก้าวจากจุดเกิดเหตุ
ปราณใบไผ่ที่พุ่งออกมาก็สลายไปในอากาศทิ้งไว้เพียงภาพสยดสยองที่ไม่มีใครคาดฝัน
เศษเนื้อเหลวเละกองใหญ่โชกชุ่มด้วยโลหิตมีหยดเืกระจัดกระจายด้านนอก จนดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านี้มันคือหมาป่าเวทระดับหวงสูงสุดที่แข็งแกร่งใจกลางบ่อโลหิตข้นคลั่กคือเน่ยตัน[1]สีเงินขนาดใหญ่เท่ากำปั้นขลุ่ยไผ่มรกตหมุนวนรอบตัวมันหนึ่งรอบแล้วดูดเน่ยตันลูกนั้นขึ้นมาก่อนจะเสพพลังบำเพ็ญเข้าไปจนหมดเน่ยตันสีเงินถูกดูดพลังจนสิ้นสภาพกลายเป็ฝุ่นสีเงินลอยฟุ้งไปในอากาศ
ท้องฟ้าที่เคยถูกปกคลุมด้วยเมฆดำแปรเปลี่ยนกลับคืนแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาขับไล่ความหนาวเย็นที่โรยตัวครอบคลุมพื้นที่สรรพเสียงสัตว์น้อยใหญ่ที่หยุดไปก็กลับคืนมาเป็การสิ้นสุด่เวลาสนธยาไร้ชีวิต
ขลุ่ยไผ่บินกลับไปยังผู้เป็นายของมันอย่างรวดเร็วเด็กน้อยยกมือขวาขึ้นรับด้วยสัญชาติญาณเมื่อมันััฝ่ามือของผู้เป็ก็เ้าของก็ย่อกลับสู่ขนาดสองชุ่นแล้วลอยไปเชื่อมต่อกับสายสร้อยที่ฝูอวี้ฉยงสวมอยู่
ภัยร้ายคุกคามชีวิตยุติลงเพลิงที่ลุกโหมด้วยโทสะในกายของเด็กหญิงจึงมอดดับความร้อนที่ปะทุตามเส้นโลหิตทั่วร่างได้หายไปภายในพริบตาเหตุนี้ร่างกายที่ฝืนใช้จนหนักหน่วงมานานจึงถูกผลสะท้อนกลับ โลหิตในอกควบรวมและอัดแน่นจนต้องระบายออกมาจากร่างด้วยการกระอัก
ม่านโลหิตพรวดพุ่งออกมาจากปากของเด็กหญิงก่อนที่ร่างของนางจะเอนพับไปข้างๆ สาวใช้ที่หมดสติอยู่
“เสี่ยวฉยง”หนานกงฉางเซินร้องเรียกหลานสาวอย่างใ เงาร่างปราดเปรียวหยุดอยู่ข้าง ๆร่างกายที่สลบอยู่ที่พื้น เขาย่อกายลงคุกเข่าแล้วรีบจับชีพจรของนางอย่างตระหนกแม้ตัวเขาจะาเ็หนักไม่แพ้กันแต่เขาก็ยังห่วงหลานสาวเป็ที่สุดขณะที่จิ้งหวางซึ่งเคลื่อนร่างติดตามมาก็รีบดูอาการสาวใช้คนสนิทของเด็กหญิง
“ชีพจรปั่นป่วนแต่ไม่ถึงกับเป็อันตราย” เมื่อได้รู้ผลจากการจับชีพจรตรวจอาการชายหนุ่มชุดฟ้าก็คลายกังวลลงเปราะหนึ่งเขาหยิบโอสถฟื้นฟูออกมาแล้วป้อนให้คนที่สลบไสลไป ๑ เม็ดขณะเดียวกันเมื่อจัดการกับอาการของหลานสาวเสร็จเรียบร้อยก็เอ่ยถามจิ้งหวางที่กำลังช่วยดูอาการสาวใช้ข้างกาย
“ชีพจรนางเต้นอ่อนาแของนางสาหัสอย่างมาก”
. “เ้าเปิดปากของนางออกหน่อยข้าจะป้อนโอสถให้นาง” นายท่านสามเอ่ยขึ้นมา จิ้งหวางก็รีบทำตามเมื่อปากของจิงเว่ยเปิดออกมา เขาก็ป้อนโอสถฟื้นฟูแบบเดียวกับที่ป้อนให้ฝูอวี้ฉยง ๑เม็ด จากนั้นก็หยิบโอสถสมานแผลอีกขวดออกมา แล้วยื่นให้แม่นมซูที่กำลังวิ่งมาด้วยความร้อนรุ่ม
“เ้าใส่ยาให้นางก่อน”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”ร่างของหญิงวัยกลางคนคุกเข่าลงสองมือประสานแสดงความเคารพแล้วรับขวดโอสถสมานแผลมาจากนายท่านสามขณะเดียวกันนั้นเองหนานกงฉางเซินที่กำลังจะสอดมือทั้งสองข้างของตนเพื่ออุ้มฝูอวี้ฉยงที่ไม่ได้สติก็รู้สึกถึงความผิดปกติภายในของตน ร่างของเขาเกิดอาการติดขัดชีพจรสับสนจนปราณไม่อาจเคลื่อนไหวได้สะดวกเป็เหตุให้ชายหนุ่มสำลักโลหิตออกมาคำใหญ่
“ฉางเซิน”จิ้งหวางรีบผละมาประคองร่างของชายหนุ่มที่กำลังจะล้มลง
“ข้า”ไม่ทันพูดจบก็สิ้นสติลงไปเสียก่อน จิ้งหวางจึงรีบป้อนโอสถฟื้นฟูให้หนึ่งเม็ดแล้วจากนั้นก็ใส่ปากตนเองหนึ่งเม็ดแล้วรวบกายของคนในอ้อมแขนขึ้นมา ก้าวขาฉับ ๆตรงไปที่รถม้าของตนเอง ขณะเดียวกันก็มีเสียงหวีดแหลมดังขึ้นมาจากไกล ๆ
วีด วี้ !!!!
นกหวีดสัญญาณดังแหวกอากาศเป็จังหวะสั้นยาวซึ่งเป็รหัสที่ใช้สื่อสารกันระหว่างคนใต้สังกัดของจิ้งหวางร่างสูงผึ่งผายเงยหน้าขึ้นก็พบว่าไกลลิบ ๆ ตามีทหารองครักษ์หลายนายกำลังควบอาชามุ่งตรงมาที่เขาคนเหล่านี้คงเป็บรรดาองครักษ์ที่เห็นพลุสัญญาณที่จุดขึ้นก่อนหน้านี้
“ถวายบังคมหวางเหย”ทหารนับสิบะโลงจากม้า แล้วคุกเข่าลงคารวะผู้เป็นายรู้สึกใเพราะในอ้อมแขนของนายเหนือหัวมีร่างไร้สติของคุณชายอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นฉินอยู่แม้มองไม่ชัดแต่ก็เห็นว่าเสื้อผ้าที่คุณชายหนานกงสวมใส่มีร่องรอยขาดวิ่นหลายจุดทั้งด้านหน้ายังมีโลหิตเปื้อนอยู่เป็ดวงใหญ่ส่วนเ้านายของพวกเขาก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกัน
มันเกิดเื่อะไรขึ้นที่นี่กันแน่ไหนจะเสาแสงสีน้ำเงินที่พวกเขาเห็นอีกเล่า
ทุกอย่างคล้ายปริศนาที่ยังไม่อาจหาคำตอบ
“ไม่ต้องมากพิธี”
“พวกกระหม่อมล่วงหน้ามาก่อนแต่ได้ส่งข่าวถึงองครักษ์คนอื่น ๆ แล้ว ไม่เกินครึ่งชั่วยามน่าจะเดินทางมาถึง”หนึ่งในผู้นำองครักษ์เป็ผู้กราบทูลขณะที่สายตาของพวกเขากวาดมองไปรอบด้านด้วยความแปลกใจเพราะองครักษ์ติดตามจิ้งหวางเกือบทั้งหมดยกเว้นหัวหน้าเซียวต่างก็าเ็จนหมดสติไป
ร่องรอยที่เหลืออยู่ในรัศมีร้อยจั้งบอกชัดว่าที่นี่เพิ่งผ่านการสู้รบขนานใหญ่มาทั้งรถม้าที่ถูกทำลายจนพังภิณฑ์ พื้นดินที่เป็รอยลากยาวหลายสิบรอยไหนจะหลาวหินนับร้อยที่ผุดขึ้นจากพื้นห่างออกไปหลายสิบจั้ง แต่ที่น่าสะพรึงที่สุดกลับเป็แอ่งโลหิตโชกชุ่มที่ห่างออกไปราวสองจั้งทางซ้ายมือแอ่งเืนั้นเต็มไปด้วยเศษเนื้อเหลวเละกองใหญ่
“พวกเ้าครึ่งหนึ่งรั้งอยู่ที่นี่จัดการดูแลองครักษ์ที่าเ็และหมดสติส่วนอีกครึ่งหนึ่งคุ้มกันข้ากลับเมืองหลวง ออกเดินทางอีก ๑ ถ้วยชา[2]หลังจากนี้”สิ้นคำสั่งร่างของจิ้งหวางก็อุ้มหนานกงฉางเซินไปวางไว้บนรถม้าที่ประทับทั่วทั้งร่างแผ่ไอเย็นยะเยียบออกมาจนเหล่าองครักษ์มิกล้าชักช้า
หลังจากวางร่างของสหายลงบนเบาะที่นั่งเรียบร้อยแล้วร่างสูงใหญ่ก็เดินลงจากรถม้าเพื่อไปอุ้มร่างของฝูอวี้ฉยง ขณะที่ลุกขึ้นมาจากพื้นก็เอ่ยกับซูเฉี่ยนที่ใส่ยาให้หลานสาวอยู่ด้วยเสียงราบเรียบ
“เ้ากับหลานสาวนั่งรถม้าคันที่เหลือก็แล้วกันนี่เป็โอสถฟื้นฟูปราณเ้าเองก็รีบกินมันเข้าไปเสียมิฉะนั้นอาการาเ็จะลุกลามกลายเป็เื่ใหญ่” พูดจบก็ยื่นขวดโอสถส่งให้แล้วพาร่างของฝูอวี้ฉยงไปยังรถม้าคันเดียวกับหนานกงฉางเซินขณะที่แม่นมซูก็อุ้มหลานสาวของตนไปยังรถม้าโดยสารคันที่เหลือจากนั้นก็หยิบขวดโอสถฟื้นฟูที่ได้รับมาเทยาออกมา ๑ เม็ดแล้วกินเข้าไปอย่างไม่รีรอ
[1]แก่นพลังที่สะสมจากการบำเพ็ญเกิดเป็ก้อนกลมคล้ายลูกบอล
[2]๑ ถ้วยชา ประมาณ ๕ นาที