“แม้แต่พวกเรายังต้องฝืนทนเพื่อให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปได้ แล้วเจ้าว่าชีเหนียงเล่าจะทำเช่นไร?” ตู้หมิงเจวียนพูดออกมาเพียงประโยคเดียวก่อนจะเงียบไป ส่วนเฝิงช่านหรานเองก็มีท่าทีอ่อนใจ
หลายวันมานี้เฝิงช่านหรานกลับไปบ้านเดิม บรรยากาศภายในจวนก็ไม่สู้ดีนัก ก่อนหน้านี้ท่านพ่อกับรัชทายาทถูกลอบสังหารพร้อมกันจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง ทุกคนกลัวว่าท่านพ่อจะเกิดอันตรายขึ้นจึงคิดหาวิธีรั้งเอาไว้ แต่ท่านพ่อเป็นคนนิสัยดื้อรั้น นางนั้นเป็นบุตรีที่ท่านพ่อโปรดปรานมากที่สุดช่วงนี้จึงมักจะกลับไปดูแลท่านพ่อบ่อยๆ เพื่อให้ท่านพ่อมีความสุขขึ้นอีกสักหน่อย
“จะว่าไปก็ใช่ ฐานะอย่างพวกเรายังยากลำบากถึงเพียงนี้ หากเป็นนางคงจะยิ่งลำบากมากกว่านี้เป็นแน่”
สภาพจิตใจของสตรีทั้งสองหนักอึ้งขึ้นมาทันใดจากนั้นจู่ๆ เฝิงช่านหรานก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงส่งสายตาให้สาวใช้สี่เอ๋อร์รีบไปช่วยดูต้นทางให้นาง
“ข้าได้ยินว่าเรื่องของสกุลเยี่ยนเกี่ยวพันกับคดีการลอบทำร้ายเหล่าขุนนางก่อนหน้านี้เรื่องนี้ สามีข้าบอกว่า จะใหญ่หรือเล็ก ล้วนขึ้นอยู่กับความเห็นของท่านผู้นั้น”
เมื่อตู้หมิงเจวียนได้ยินนางพูดถึงเรื่องสกุลเยี่ยนก็รวบรวมสมาธิฟัง นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับสกุลเยี่ยน ในจวนก็เริ่มเงียบเหงาท่านพี่ก็ไม่กล้าถามสิ่งใดมากนัก หลังออกการประชุมที่ท้องพระโรง ทุกวันก็มักจะปิดประตูไม่รับแขกอันที่จริงใช่ว่าสามีของนางจะนิ่งเฉย เพียงแต่เขายังไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมเยือนในคุกหลวงได้แต่อย่างใด
สกุลตู้เองก็ต้องกระทำตัวเลือกระมัดระวังตนไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆ มากนักเพราะเกรงว่าจะถูกคนจับตามอง
เฝิงช่านหรานเองก็เข้าใจถึงข้อนี้ดีดังนั้นพอรู้ข่าวอะไรขึ้นมา ก็จะรีบตรงมาคุยกับตู้หมิงเจวียนทันที
“เรื่องนี้ข้าก็พอรู้มาบ้าง เพียงแต่สกุลเยี่ยนจะทำเรื่องเช่นนั้นได้หรือ เห็นได้ชัดว่าถูกคนใส่ร้ายแน่แท้”
“เรื่องแบบนี้ หากไม่มีหลักฐานย่อมยากที่จะเอ่ยนี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงยังไม่ทรงตัดสินพระทัยเสียที แต่สามีข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าเฉียนแห่งกรมยุติธรรมกำลังตรวจสอบคดีนี้ แล้วเมื่อคืนจู่ๆ ก็มีคำสารภาพปรากฏขึ้นที่ศาลาว่าการ”
ตู้หมิงเจวียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกถึงหัวใจที่บีบรัดจนเจ็บ ลำคอแห้งผากจนยากที่จะเปล่งเสียงออกมา “ทราบหรือไม่ว่าเป็นคำสารภาพอะไร?”
เฝิงช่านหรานส่ายหน้าเรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้ เกรงว่าสามีของนางก็คงรู้ไม่มากนัก นับประสาอันใดกับนาง
เมื่อพูดถึงหลักฐานตอนนี้เฉียนจี้หวั่งรู้สึกปวดศีรษะเป็นอย่างมาก เดิมทีเขากำลังวางแผนเพื่อสืบดูความเชื่อมโยงว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับค่ายโจรเลี่ยหยางหรือไม่ผู้ใดจะคาดว่าเช้ามาก็พบว่าบนโต๊ะทำงานของเขา กลับมีคำสารภาพพร้อมรอยนิ้วมือประทับตราวางอยู่คำสารภาพระบุเรื่องวันเดือนปีในการเจรจาแลกเปลี่ยนอย่างละเอียด รวมถึงบทสนทนากับค่าตอบแทนก็เขียนไว้อย่างชัดเจนนอกจากนี้ ด้านในยังมีกระดาษอีกหนึ่งแผ่น บอกไว้ว่าพยานยังอยู่ หากต้องการพยานสามารถนำตัวมาขึ้นศาลได้ เพียงแต่ต้องรับรองความปลอดภัยของพยานมิเช่นนั้นพยานจะไม่ยอมออกหน้า
เฉียนจี้หวั่งเมื่อได้รับคำสารภาพมาก็เก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง จากนั้นค่อยไปหาลั่วจิ่งเฉิน
“เมื่อวานเจ้าเพิ่งบอกว่ามีคนถูกจับไป วันนี้ก็มีของสิ่งนี้ถูกส่งมาให้ข้าเช่นกันไม่แน่คนที่ถูกจับไปอาจจะอยู่ในมือของพวกเขา” เฉียนจี้หวั่งนำคำสารภาพออกมาแม้รู้ว่าการให้ลั่วจิ่งเฉินดูจะไม่ถูกกฎแต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกว้างขวางและเชื่อมโยงไปถึงพวกเขาอีกด้วย ดังนั้นอย่างไรเขาก็อยากลองเสี่ยงดูสักตั้ง
อีกอย่างเด็กหนุ่มผู้นี้ก็รู้เรื่องราวดีกว่ามาก อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็ถูกดึงให้เข้ามาพัวพันกับคดีนี้ตั้งแต่แรกแล้วหากคิดจะถอนตัวไปตอนนี้เห็นทีคงเป็นไปได้ยาก
แม้จะรู้ว่าการกระทำของตนเองในครั้งนี้นั้นไม่ถูกต้องแต่เฉียนจี้หวั่งก็คิดว่าเล่าให้ลั่วจิ่งเฉินฟังดูจะมีประโยชน์กับตนเองมากกว่าลางสังหรณ์เช่นนี้นำพาประโยชน์มาให้เขามากมายอีกทั้งมันยังช่วยเขาให้รอดพ้นจากความลำบากหลายต่อหลายครั้งทำให้เฉียนจี้หวั่งค่อนข้างมั่นใจกับลางสังหรณ์ของตนเอง
เมื่อจิ่งเฉินดูหลักฐานเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองเฉียนจี้หวั่ง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจ “คำให้การนี้อาจจะจริง แต่รอยนิ้วมือนี้มิใช่การยินยอมที่จะประทับลงไปด้วยตนเองอย่างแน่นอนขอรับใต้เท้าลองดูนี่” จิ่งเฉินชี้ไปยังรอยนิ้วมือเลือด “เลือดเปื้อนไปทั้งฝ่ามือ แม้กระทั่งรอยกดของฝ่ามือก็ยังเห็นรอยเลือดได้ชัดเจนเห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ต้องถูกทัณฑ์ทรมานอย่างหนักเป็นแน่ นิ้วทั้งสิบเชื่อมโยงกับหัวใจหากใช้การทรมานให้รับผิด จะต้องเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ดังนั้นเวลากดประทับรอยนิ้วมือจะไม่สามารถออกแรงมากได้เพราะความเจ็บปวด ดังนั้นรอยประทับก็ไม่ควรชัดเจนเช่นนี้ขอรับ”
“ความหมายของเจ้าคือ คนผู้นี้อาจจะไม่ได้พูดอะไรเลย และอาจถูกทรมานจนหมดสภาพเช่นนั้นหรือ?แล้วที่พวกเขาบอกว่าพยานยังอยู่เล่าจะหมายความเช่นไร?” เฉียนจี้หวั่งรับคำสารภาพมาดูอย่างละเอียด รอยนิ้วมือบนคำสารภาพนั้นดูผิดปกติเหมือนดั่งที่ลั่วจิ่งเฉินกล่าวมาจริงๆ
จริงๆแล้วเขาเองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องตอนที่ได้รับคำสารภาพมาพอลั่วจิ่งเฉินพูดแบบนี้ ถึงได้เจอจุดที่ผิดปกติเสียที
“ในเมื่อมีพยาน เช่นนั้นมิสู้ลองเจอสักหน่อยเล่าขอรับ ทางผู้น้อยเองก็จะเตรียมพร้อมรอปฏิบัติแผนเช่นกันบางทีครั้งนี้เราอาจจะสามารถสาวถึงผู้บงการเบื้องหลังออกมาได้นะขอรับ!”
แผนที่ว่านี้คือแผนที่เคยหารือกับลั่วจิ่งเฉินก่อนหน้านี้เพียงแต่เฉียนจี้หวั่งไม่เห็นด้วยที่จะให้เด็กหนุ่มไปเสี่ยงอันตราย ลั่วจิ่งเฉินมิใช่คนขาดความยั้งคิดในเมื่อเขาตัดสินใจเข้าถ้ำเสือ แสดงว่าเขาต้องเตรียมการไว้อย่างดีแล้ว
ดังนั้นไม่ว่าเฉียนจี้หวั่งจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่อาจโน้มน้าวเขาได้ เรื่องที่ยืนกรานจะทำ คงไม่ล้มเลิกเพียงเพราะการเกลี้ยกล่อมของผู้อื่นหรือเพราะอันตรายเป็นอันขาดอีกทั้งเขาทำเช่นนี้ก็มิใช่เพื่อใครอื่น แต่ทำเพื่อตัวเขาเองคนที่อยู่เบื้องหลังเหมือนต้องการเล่นงานคนสกุลเยี่ยน แต่เมื่อมองลึกๆ แล้วกลับมีแผนการแอบแฝงเป็นแผนการทำลายสกุลลั่ว ที่มีท่านแม่ ตัวเขาและน้องๆ ของเขาเป็นเป้าหมาย
ก่อนออกเดินทางจิ่งเฉินได้ส่งสาส์นกลับไปยังอำเภอเฉา เพื่อต้องการดูว่าทางนั้นมีอันตรายเกิดขึ้นหรือไม่
เฉียนจี้หวั่งที่เข้าไปในตรอกถนนทิศใต้ได้ไม่นานก็ถูกคนจากหลายตระกูลคอยจับตามอง ถนนทิศใต้จึงกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนมากมายจากหลายตระกูลอย่างรวดเร็วเรื่องนี้ สกุลลั่วไม่ได้รู้ตัวเลยแม้เพียงสักนิด มีเพียงลั่วจิ่งซีที่รู้สึกได้ว่าละแวกบ้านมักจะปรากฏคนแปลกหน้ามาให้เห็นเขาจึงยิ่งระมัดระวังความปลอดภัยของครอบครัวมากขึ้น
ส่วนผู้อารักขาลับที่แอบคุ้มกันในที่ลับก่อนที่จ้าวจือชิงจะจากไป ได้บอกเป็นนัยแฝงให้ลั่วจิ่งซีรับรู้ ทำให้เขาสังเกตเห็นผู้อารักขาลับประมาณหนึ่งถึงสองคนเพราะรู้ว่าพวกเขาคือคนของลุงจ้าว ดังนั้นจึงค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวพวกเขา
กลางดึกเขาแอบไปหาผู้อารักขาลับคนหนึ่ง “พี่ชายข้ารู้ว่าท่านอยู่ที่นี่ ข้าอยากรู้ว่าท่านลุงจ้าวจะกลับมาเมื่อใด? แล้วช่วงนี้คนที่วนเวียนอยู่ในละแวกบ้านคือใครกัน? พวกเขาอันตรายหรือไม่?”
ผู้อารักขาได้รับคำสั่งว่าหากถูกจับได้ก็ให้คอยช่วยเหลือสนับสนุนลั่วจิ่งซีอย่างเต็มที่ ผู้อารักขาที่ถูกพบเข้านามว่า สือซานซึ่งอยู่ลำดับที่สิบสามของหน่วยชื่อเซียว
“ผู้น้อยอยู่ขอรับ!” ผู้อารักขาปรากฏตัวออกมาจากเงามืดและออกมายืนตรงหน้าจิ่งซี “ผู้น้อยไม่ทราบว่าจะกลับมาเมื่อใดขอรับ ส่วนคนพวกนั้นน่าจะมีความสงสัยใคร่รู้ต่อที่นี่จึงได้วนเวียนมาบ่อยๆ ขอรับ”
สือซานกับผู้อารักขาลับคนอื่นๆที่เหลือได้รับคำสั่งให้คุ้มครองสกุลลั่ว ดังนั้นพวกเขาจึงคอยเฝ้าระวังอยู่รอบๆ สกุลลั่วตลอดเวลาทำให้ยังไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบผู้คนที่เข้ามาวนเวียนอยู่รอบๆ ละแวกตรอกถนนทิศใต้มากนัก
------