TheLibrary of lost souls
บทที่7: ความจริงที่ถูกซ่อนเร้น
ชั้นใต้ดิน– ห้องสมุดโบลดเลียน
ผมกะพริบตาสองสามครั้งพยายามปรับสายตาให้ชินกับสภาพแวดล้อมใหม่หลังจากที่ผ่านประตูลงมาสู่ ชั้นใต้ดินของห้องสมุดโบลดเลียนสิ่งแรกที่ผมััได้คืออุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ควบคุมสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ทำให้ผมชะงักและลืมหายใจไปชั่วขณะไม่ใช่เพราะบรรยากาศของห้องเก็บเอกสารเก่า มันเป็เพราะ... ที่นี่ไม่ได้ดูเหมือนห้องสมุดเลยสักนิดเดียวตรงหน้าผม ไม่ใช่เพียงแค่ชั้นวางหนังสือเก่าหรือเอกสารที่ถูกเก็บรักษา แต่มันเป็อะไรที่เหนือกว่านั้นกำแพงโลหะสีดำด้าน ถูกออกแบบให้มีร่องสายไฟเรืองแสงสีฟ้าอ่อนฝังอยู่ในพื้นผิวเหมือนเส้นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดั์เครื่องสแกนข้อมูลล้ำสมัย ถูกติดตั้งตามจุดต่าง ๆ พร้อมกับ แท่นควบคุมฮอโลแกรม ที่สามารถแสดงข้อมูลได้เพียงปลายนิ้วััจอมอนิเตอร์หลายตัว ติดเรียงกันเป็แนวกำแพง แสดงข้อมูลเป็ภาษาที่ผมอ่านไม่ออก และบางหน้าจอแสดงภาพถ่ายจากดาวเทียมหรือแผนที่ของสถานที่บางแห่ง
"อะไรกันวะเนี่ย?"
มันเป็ภาพที่ขัดกับทุกอย่างที่ผมคิดเอาไว้
ก่อนหน้านี้ผมเชื่อว่าห้องสมุดโบลดเลียนจะเต็มไปด้วยเอกสารกระดาษที่จัดเก็บในแฟ้มเก่าๆ แต่ตรงหน้าของผม มันเหมือนศูนย์บัญชาการลับขององค์กรลับในภาพยนตร์ไซไฟมากกว่า
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้ง ชั้นใต้ดินของที่นี่ไม่ได้มีไว้เก็บแค่เอกสารเก่าแน่ ๆ
สายตาของผมหยุดอยู่ที่แท่นเก็บข้อมูลที่อยู่ตรงกลางของห้อง มันมีลักษณะคล้ายกับตู้เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เก็บเอกสารดิจิทัลไปยังปี 1950
หากข้อมูลเกี่ยวกับการบูรณะถูกลบออกไปจากบันทึกของห้องสมุดและหอจดหมายเหตุแห่งชาติมันต้องถูกเก็บไว้ที่นี่แน่ ผมมั่นใจ
“พูดไม่ออกเลยซินะ” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของผมผมหันไปทันที
วาเลอเรียรอสเวลล์ เธอเดินตามมาหลังจากแยกตัวไปพักหนึ่ง
"ฉันเตือนคุณแล้ว ว่ามันอันตรายเกินไปที่คุณจะมายุ่งกับเื่นี้"
"...พวกคุณเป็ใครกันแน่"
เธอแสยะยิ้ม"ถ้าคุณรอดออกไปจากที่นี่ในสภาพปกติ ฉันอาจจะบอกคุณก็ได้"
สิ้นเสียงของเธอเ้าหน้าที่สองคนที่สวมเครื่องแบบสีดำก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด พร้อมกับอาวุธปืนที่เล็งมาที่ผมที่นี่คือ ฐานปฏิบัติการลับของพวกมัน
และตอนนี้ผมกำลังตกอยู่ในอันตรายสุดขีด
วาเลอเรียก้าวเข้ามาใกล้สายตาของเธอเ็าอย่างน่าประหลาด
"คุณค่อนข้างเก่งกว่าที่ฉันคิดนะ" เธอพูด พลางยิ้มบาง ๆ"แต่คุณก็ยังประมาทไปหน่อย"
ประมาทเหรอ? ให้ตายเถอะ... เถียงไม่ออกเลย
“พาตัวเขาไป”
หนึ่งในเ้าหน้าที่เดินเข้ามาหากระชากคอเสื้อผมให้เดินตามมันไป ผมพยายามดิ้นขัดขืน แต่แรงของมันเยอะเกินไป
"ขัดขืนไปก็เปลืองแรงเปล่า ๆ" วาเลอเรียกล่าว"ตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกอื่นหรอก"
“จะพาผมไปไหน?” เธอเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปาก
"คุณพาตัวเองมายังสถานที่ที่คุณไม่ควรเข้ามา""ที่นี่ไม่ใช่แค่ห้องสมุด แต่มันเป็มากกว่านั้น และมีบางอย่างที่โลกไม่ควรรับรู้"
"แล้วมันคืออะไร?"
“ยังไม่ถึงเวลา ริน.... ยังไม่ถึงเวลา”
ทางเดินที่ผมถูกพาไปนั้นมันเป็ทางเดินยาวที่ขนาบข้างด้วยผนังโลหะสีดำ แฝงไปด้วยวงจรเรืองแสงสีฟ้า ราวกับเป็โครงข่ายของระบบคอมพิวเตอร์ขนาดั์ระหว่างที่เดินผ่าน ผมสังเกตเห็น ห้องแล็บกระจกขนาดใหญ่ ที่มีบุคคลในชุดนักวิจัยเดินไปมาพวกเขากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ บางคนกำลังตรวจสอบเอกสารบนจอภาพ บางคนกำลังวิเคราะห์ข้อมูลบางอย่างที่ถูกเข้ารหัสและที่แปลกที่สุด มีเอกสารโบราณบางส่วนถูกสแกนเข้าสู่ระบบ มันไม่ใช่แค่การเก็บรักษาเอกสารแต่มันเหมือนกับการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารโบราณเ่าั้
"ที่นี่มันอะไรกัน พวกเขากำลังทำอะไร?" ผมถามวาเลอเรีย
เธอเดินไปข้างหน้าโดยไม่ตอบคำถามก่อนจะหยุดลงหน้าประตูโลหะบานใหญ่
"คุณกำลังจะได้คำตอบ" เธอกล่าวก่อนจะพยักหน้าให้เ้าหน้าที่คนหนึ่ง
เ้าหน้าที่คนนั้นเดินไปที่เครื่องสแกนแนบฝ่ามือลงไป เสียงประตูโลหะหนัก ๆ ค่อย ๆ เปิดออกเผยให้เห็นภายในห้องขนาดใหญ่ที่แตกต่างจากโซนอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง ใจกลางห้องเป็โต๊ะวงกลมล้ำสมัยที่เต็มไปด้วยหน้าจออินเทอร์เฟซแบบโฮโลแกรมแสดงผลข้อมูลเป็ภาษาโบราณสลับกับรหัสที่ถูกเข้ารหัสไว้ รอบ ๆ ห้องมี ชั้นวางเอกสารเก่าที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็ระเบียบแสงไฟสีขาวสะอาดตาจากเพดานให้บรรยากาศเหมือนห้องทดลองมากกว่าห้องสมุด ผมถูกผลักเข้าไปข้างในกุญแจมือยังคงล่ามข้อมือของผมแน่น ผมหันไปจ้องหน้าวาเลอเรียที่เดินตามเข้ามา เธอยังคงสงบนิ่ง
“พวกคุณจะทำอะไรผม?”
เธอไม่ตอบแต่เดินไปยังแผงควบคุม
ติ๊ง...
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นขณะที่หน้าจอมอนิเตอร์แสดงผลการค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับปี 1950ผมจ้องมองมัน สายตากวาดผ่านรายชื่อไฟล์ที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า
รายชื่อเอกสารบางส่วนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ผมขมวดคิ้วจ้องมองชื่อเอกสารเ่าั้ซ้ำแล้วซ้ำอีก หัวใจของผมเต้นเร็วขึ้น แรงขึ้น แค่เห็นข้อมูลของปี1950 ผมก็แย่แล้ว แต่นี่มันอะไร “ร่องรอยของการค้นพบสิ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่บนโลกใบนี้”มันคืออะไร?
ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าเื่นี้มันต้องไม่ใช่เื่ธรรมดาแต่นี้มันเกินกว่าที่ผมจินตนาการไว้ไปมากแล้ว
ลูคัสนี่นายเอาตัวเองมาพัวพันกับอะไรกันแน่
“ทำไมนิ่งไปแบบนั้นล่ะ นี่ไงสิ่งที่คุณตามหา”วาเลอเรีย เอ่ยขึ้น
ผมไม่ตอบไม่ใช่ไม่อยากตอบ แต่ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ามันทำให้ผมอึ้ง
“มาสิ ริน นี่คือสิ่งที่คุณตามหาอยู่ไง มาอ่านมันสิ”
“นี่คุณเล่นตลกอะไร ทำไมถึงจะให้ผมอ่าน”
“หึ! เหมือนคุณจะจำที่ฉันพูดไม่ได้นะ” “ท้ายที่สุดเดี๋ยวคุณก็จะลืมมันไปอยู่ดี”
ผมยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดเธอลบความทรงจำได้งั้นเหรอ? แต่ข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าผมมันหักลบความนึกคิดในสมองผมไปหมดผมอยากอ่านเอกสารนั่น
ในปี 1950มีโครงการบูรณะครั้งใหญ่ของห้องสมุดโบลดเลียน (BodleianLibrary) ซึ่งเกิดขึ้นหลังาโลกครั้งที่สองห้องสมุดได้รับความเสียหายบางส่วนจากแรงสั่นะเืของะเิที่ตกใกล้เมืองออกซฟอร์ดและมีการเสริมโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมหลายจุด ระหว่างที่ทีมช่างกำลังขุดเสริมฐานรากและซ่อมแซมผนังบางส่วนของห้องสมุดพวกเขาได้ค้นพบทางเดินใต้ดินที่ไม่มีอยู่ในแบบแปลนของอาคาร ช่องลับเล็ก ๆที่อยู่ด้านหลังของชั้นหนังสือโบราณมันถูกปิดผนึกด้วยกำแพงหินที่ดูเก่าแก่กว่าส่วนอื่น ๆ ของอาคาร ภายในทางเดินลับนั้นมีบันไดที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน...และจุดหมายปลายทางของมันคือ ห้องเก็บเอกสารที่ไม่มีอยู่ในบันทึกของมหาวิทยาลัย ทีมสำรวจและบูรณะเริ่มทำรายงานเกี่ยวกับการค้นพบนี้แต่มันก็ถูกหยุดลงอย่างกะทันหันเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากทางลับถูกค้นพบ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดได้รับคำสั่งลับจากบุคคลระดับสูงให้ปิดพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลออกไป
บันทึกการบูรณะในปีนั้นระบุไว้เพียงว่า:
"พื้นที่ชั้นล่างได้รับความเสียหายรุนแรงจึงมีคำสั่งให้ปิดตายเพื่อความปลอดภัย"
ผมจ้องมองข้อความบนหน้าจออย่างตกตะลึงสมองพยายามประมวลผลข้อมูลที่เพิ่งได้รับ หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาพบอะไรบางอย่างใต้ห้องสมุด
“พูดไม่ออกเลยสินะ”
“พวกคุณเจออะไรข้างใต้นั่น? มันยังอยู่ที่นี่ใช่มั้ย?”
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องรู้” “พาเขาไปหา เซบาสเตียน”
สิ้นเสียงของเธอเ้าหน้าที่ชุดดำสองคนเข้ามากระชากแขนของผมให้เดินตามพวกมันไปผมสะบัดแขนอย่างแรง
“ปล่อย! ฉันเดินไปเองได้”
พวกมันเอาปืนฟาดมาที่หน้าผมอย่างจัง“ผัวะ” เืกำเดาผมไหลออกมา
มันกระชากแขนผมอีกครั้งพวกมันลากผมไปตามทางเดิน ทุกอย่างดูเงียบจนน่ากลัว มีเพียงเสียงฝีเท้าที่สะท้อนอยู่ในโถงทางเดินเมื่อประตูโลหะด้านหน้าสไลด์เปิดออก ผมถูกผลักเข้าไปในห้องขนาดเล็กที่มีแสงสีขาวสว่างจ้าทุกอย่างถูกออกแบบให้สะอาดสะอ้านไร้ที่ติ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือน… ห้องทดลอง
ความเย็นะเืไหลวาบไปตามกระดูกสันหลังชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีเงินอ่อนสะท้อนแสงไฟในห้อง ดวงตาของเขาเป็สีเทา แต่มันเแฝงไปด้วยความรู้สึกบางสิ่งที่ผมก็อธิบายไม่ถูกเวลาจ้องไปที่ดวงจาของเขา
เขาแต่งตัวเรียบหรูเสื้อสูทสีดำสนิทถูกตัดเย็บอย่างประณีตแม้ว่าเขาจะไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิดเดียวแต่ผมกลับรู้สึกเหมือนมีแรงกดดันมหาศาลบดขยี้อยู่รอบตัวผม ชายตรงหน้าผมแสยะยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสุภาพ
"สวัสดีครับ... คุณริน"
ผมไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้เลยมันเหมือนผมกำลังถูกไล่ต้อนโดยบางอย่างที่ผมมองไม่เห็น
“คุณเป็ใคร? เป็คนดูแลที่นี่งั้นเหรอ?” ผมถามกลับ พยายามควบคุมเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นแต่น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบและเยือกเย็น
"ชื่อของผมคือ เซบาสเตียน ดอร์เรียน ผมมีหน้าที่ในการทำให้คุณลืมเื่ราวทุกอย่างครับคุณริน"
“อย่ามาพูดบ้า ๆ เื่แบบนี้ใครมันจะไปเชื่อจะบอกว่าคุณมีพลังพิเศษที่สามารถลบความทรงจำได้หรือยังไง?”
“...ถูกต้อง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งแต่หนักแน่น
“ไม่สิ ถ้าจะให้พูดว่าลบก็คงไม่ถูกซะทีเดียว เอาเป็ว่าผมสามารถทำให้คุณไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้จะถูกต้องมากกว่าครับ”
“หมายความว่ายังไง?”
เ้าหน้าที่ชุดดำหนึ่งรายเดินเข้ามาใกล้ผมใช้มีดสั้นปลายแหลมกรีดลงบนปลายแขนของผม
“โอ้ย ทำบ้าอะไรวะ!”
ความเจ็บแล่นเข้ามาแผลไม่ลึกมาก แต่พอให้มีเืไหลออกมา
ผมพยายามดิ้นแต่เ้าหน้าที่อีกคนเข้ามาล็อคตัวผมไว้ เืไหลซึมออกมา… และเ้าหน้าที่ รวบรวมมันลงในขวดเล็กๆ ก่อนจะยื่นให้เซบาสเตียน
เขารับขวดเืจากมือของเ้าหน้าที่ดวงตาสีเทาของเขาจ้องมองของเหลวสีแดงเข้มที่ไหลวนอยู่ข้างใน ราวกับมันเป็สิ่งมีค่าไม่ใช่แค่เืธรรมดา ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ ราวกับเคยทำแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและความเยือกเย็นที่น่าขนลุก ก่อนที่มือเรียวยาวของเขาจะเอื้อมเข้าไปในกระเป๋าสูทหยิบสมุดปกหนังเก่าแก่เล่มหนึ่งออกมา
มันคือ...สมุดปกหนังเก่าแก่เล่มหนึ่ง ปกของมันทำจากหนังเก่าที่ดูเหมือนจะมีอายุหลายร้อยปีมีรอยแตกลายเล็ก ๆ ราวกับมันเคยผ่านกาลเวลามานานเกินกว่าที่ควรจะเป็ แต่ยังคงดูแข็งแรงราวกับไม่เคยเสื่อมสลายหน้าปกดูเหมือนไม่มีลวดลายอะไรพิเศษ แต่ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่ามันมีอักขระโบราณที่แทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเมื่อเซบาสเตียนเปิดสมุดออก หน้ากระดาษภายในกลับไม่ใช่สีขาวธรรมดาแต่มันเป็สีดำสนิท เซบาสเตียนวางสมุดลงบนโต๊ะเบื้องหน้า นิ้วมือของเขาลูบผ่านหน้ากระดาษราวกับมันเป็สิ่งมีชีวิตที่ต้องปลุกให้ตื่น
จากนั้นเขาหยิบปากกาออกมามันเป็ปากกาขนนกสีดำสนิท ที่ปลายขนสะท้อนแสงเงาวูบไหว มันเรียบคมราวกับถูกเหลาอย่างสมบูรณ์แบบที่ปลายปากกาเป็สีแดง คล้ายกับสีของเื
"มาเริ่มกันเถอะครับ"
เสียงของเซบาสเตียนเรียบเฉยก่อนที่เขาจะหยิบขวดเืขึ้นมา นำปลายขนนกจุ่มลงไปในของเหลวสีแดงเข้มอย่างช้า ๆ ทันทีที่ปลายปากกาัักับเืสีของมันเปลี่ยนจากสีดำสนิทกลายสีเป็สีแดงเข้ม ราวกับมันดูดกลืนเื่ราวของผู้เป็เ้าของเืนั่นเข้าไปปลายปากกาัักับหน้ากระดาษ เซบาสเตียนลากเส้นคมกริบด้วยท่าทีสงบนิ่ง บรรจงเขียนตัวอักษรลงไป
“ริน เอเวอร์ฮาร์ท”
อักขระสีเงินปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษสีดำก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป ราวกับถูกดูดซับเข้าสู่สมุด
จู่ๆ หัวของผมก็ปวดอย่างรุนแรง เหมือนกับว่าพร้อมจะะเิออกมา
“อะไรวะ! คุณทำบ้าอะไร หยุดเดี๋ยวนี้!”
ผมรู้สึกถึงบางอย่างในหัวมันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังรุกล้ำเข้ามาในความทรงจำของผม
เซบาสเตียนยกปากกาขนนกขึ้นปลายปากกาสั่นไหว ราวกับมีชีวิต
“ถึงเวลาที่ต้องปิดฉากการสืบสวนของคุณแล้วครับ คุณริน”
เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังตัดสินใจว่า "ขอบเขตของความทรงจำที่ต้องถูกบิดเบือน"ควรเริ่มจากตรงไหน
"ทุกเบาะแสที่นำไปสู่ห้องสมุดโบลดเลียน"
“ทุกความทรงจำของสถานที่แห่งนี้ชั้นใต้ดินของห้องสมุดโบลดเลียน”
"ทุกความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับวาเลอเรีย รอสเวลล์" และท้ายสุด
"ทุกความทรงจำเกี่ยวกับ ลูคัส เอเวอร์ฮาร์ท"
เขาเริ่มลงมือเขียนตัวอักษรสีเงินเรืองแสงปรากฏขึ้นทีละตัวบนหน้ากระดาษ ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไป
ผมพยายามกัดฟันแต่ทุกอย่างเริ่มหนักขึ้นในหัว เงาสีดำบางอย่างพวยพุ่งออกจากสมุดแทรกซึมเข้าไปในร่างของผม
อ๊ากกก...!
ความเ็ปแล่นผ่านกะโหลกราวกับมีบางอย่างถูกฉีกออกจากสมองของผม
ภาพในหัวของผมเริ่มพร่าเลือน
"เรียบร้อยแล้วครับ..."
เขาปิดสมุดเสียงดัง"ปึ้ง!" ดังก้องไปทั่วห้อง ราวกับว่าการจดบันทึกนี้ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์
ผมทรุดลงกับพื้นดวงตาพร่าเลือน ทุกอย่างในหัวว่างเปล่า ผมมาที่นี่ทำไม...?
