หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ เมื่อจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดแล้วจากนั้นนางถอนหายใจ
“เฮ้อ ศิษย์พี่รองต้องเป็ห่วงข้ามากแน่ๆ เลยไม่รู้ว่าตอนนี้พี่รองเป็อย่างไรบ้างแล้ว จะจัดการเ้าพวกนั้นเพียงลำพังได้ไหมนะไม่รู้ว่าเขาได้ทันเรียกคนอื่นๆ มาช่วยหรือเปล่า หรือถ้าเรียกแล้วพวกเขาจะมาช่วยกันทันไหม”หญิงสาวบ่นพึมพำ
“เอาละก่อนอื่นเราต้องฟื้นพลังและรักษาอาการาเ็ภายในก่อนสินะจะได้รีบไปช่วยศิษย์พี่รองได้ ถ้าไปตอนนี้เกรงว่าจะเป็ตัวถ่วงเสียมากกว่า”นางกล่าวพร้อมกับใช้วิชาฝ่ามือเก้าชีวิตเพื่อฟื้นฟูร่างกายของตนเอง
วิชานี้นางใช้ได้อย่างคล่องแคล่วทีเดียวเพราะนางใช้บ่อยเนื่องจากนางใช้เพื่อช่วยรักษาและฟื้นฟูร่างกายให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องรวมถึงตัวนางเองเมื่อได้รับาเ็จากการฝึกและจากการต่อสู้กับผู้อื่น โดยเฉพาะตอนที่พวกนางยังมีพลังเพียงระดับต้นๆตอนที่ยังไม่ถึงระดับปรมาจารย์ แต่ในเวลาต่อมาเมื่อนางปรุงยาได้เก่งขึ้นนางได้หลอมเม็ดยาเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องจำนวนมากเพื่อให้พวกเขาได้ใช้ในยามที่ต้องแยกกันทำภารกิจ
ในบรรดาศิษย์ทั้งสี่ของอาจารย์ มีนางใช้วิชาฝ่ามือเก้าชีวิตได้เพียงคนเดียวเพราะอาจารย์บอกว่าผู้ที่มีธาตุไม้เท่านั้นจึงจะสามารถใช้วิชานี้ได้เพราะพลังไม้เป็พลังแห่งชีวิต และนางเป็ผู้ถือครองสองธาตุได้แก่ธาตุไม้และธาตุไฟ ซึ่งนางมีธาตุไม้ตรงตามเงื่อนไขจึงสามารถฝึกฝนวิชานี้ได้แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่มีธาตุไม้จะใช้วิชานี้เป็เพราะนี่ถือเป็วิชาก้นกุฏิของอาจารย์เลยทีเดียว ที่มอบให้แก่นางมันเป็วิชาสำหรับช่วยรักษาผู้ที่ได้รับาเ็ภายใน ภายนอก รวมถึงการต่อกระดูกหากเป็โรคที่ไม่เกี่ยวกับเชื้อโรค วิชานี้ใช้ได้ทั้งสิ้น แต่มันก็กินพลังปราณและพลังธาตุของผู้รักษาเช่นกัน
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร พลังคือที่สุดใครมีพลังมากกว่าผู้นั้นก็รอด ผู้ใดอ่อนแอก็อาจตายได้ง่ายๆจากที่เมื่อก่อนนางเป็คนใจอ่อนขี้สงสารไม่รู้เท่าทันผู้คนก็ถูกหล่อหลอมให้กลับกลายเป็คนเข้มแข็งและเด็ดขาดมากขึ้น
หลังจากฟื้นฟูร่างกายประมาณสิบนาทีต่อมาหลินเยว่ซิงรู้สึกว่าอาการของนางดีขึ้นมาก นางจึงลุกขึ้นยืน
“จะไปทางไหนดีล่ะเนี่ยพลังลดลงเหลือเพียงแค่ระดับบรรพบุรุษขั้นกลางจะเดินบนอากาศขึ้นไปโดยตรงก็ไม่ได้เสียด้วย หากลดลงเพียงขั้นเดียวและอยู่ในระดับนิพพาน อย่างน้อยเราก็ยังสามารถเดินเหินบนอากาศได้แต่พลังเพียงระดับบรรพบุรุษแบบนี้หากจะเหยียบอากาศก็ทำได้เพียงใช้วิชาเหยียบย่างเวหา แต่มันก็ช่วยได้แค่เพิ่มความเร็วและเหยียบแตะอากาศได้เพียงสี่ห้าก้าวเท่านั้นจากนั้นก็ต้องหาพื้นให้เหยียบอยู่ดี แม้จะดีกว่าวิชาตัวเบามากแต่มันก็สู้ไม่ได้กับการยืนหรือเดินบนอากาศ อ๊า พูดแล้วเจ็บใจจริงๆอย่าให้เจอตัวนะเ้าพวกสารเลว ฮึ่ม” หญิงสาวใบหน้าบูดบึ้งเมื่อนึกถึงความสะดวกที่หดหายไปเมื่อพลังลดลง
“หืม บริเวณนี้ชี่บางเบามาก แปลกจริงๆ” หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อยย่นคิ้วด้วยความฉงน
“ช่างมันก่อนเถอะ ก่อนอื่น ขอดูหน่อยซิว่ารอบๆนี้เป็อย่างไรบ้าง”หญิงสาวกล่าวพร้อมกับใช้วิชาดวงตา์ ซึ่งต้องใช้พลังจิติญญาในการมอง
หลินเยว่ซิงเคยทำให้อาจารย์รู้สึกแปลกใจไม่น้อยไม่คิดว่าตนจะเก็บศิษย์พิเศษเช่นนางมาได้เพราะนอกจากหลินเยว่ซิงจะมีสองธาตุในกายแล้วนางยังมีความสามารถด้านการใช้พลังจิติญญาด้วยแม้ว่านางจะไม่ใช่เพียงคนเดียวที่มีพลังจิติญญา แต่คนที่มีความสามารถด้านนี้ก็ไม่ได้มีมากนักเขาจึงมอบตำราฝึกพลังจิตขั้นพื้นฐานให้นางด้วยต่อมานางมีโอกาสได้พัฒนาทักษะจากผู้าุโคนรู้จักของอาจารย์ที่ใจดีสอนวิชาที่ต้องใช้พลังจิติญญาในการควบคุมให้แก่นาง
หลินเยว่ซิงสามารถมองสำรวจสิ่งรอบกายของนางในรัศมีหลายกิโลเมตรได้แต่มองเห็นได้เฉพาะส่วนที่นางตั้งใจมองสำรวจเท่านั้น จู่ๆ นางก็ย่นคิ้ว
“อะไรกัน ระยะทางที่วิชาดวงตา์ของข้ามองเห็นได้ก็ได้รับผลกระทบจนทำให้มองเห็นได้ในระยะทางที่สั้นลงด้วยหรือนี่ตอนนี้ข้าสามารถมองได้เพียงแค่ประมาณสองกิโลเมตรเท่านั้นเอง แย่จริงๆเลย เฮ้อนอกจากระดับพลังจะลดลดลง พลังจิติญญาก็ลดลงด้วยหรือ แย่ชะมัด”นางอดบ่นไม่ได้เมื่อพบว่าความสามารถของนางลดลงมาก
“เอ๊ะ ตรงนั้นเหมือนเป็บ้านคนเลย มีคนยืนอยู่สองคนด้วยเอ๋...” หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อเห็นคนสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ บ้านหลังนั้นที่อยู่ห่างจากจุดที่นางยืนอยู่ประมาณสองกิโลเมตร
“ทำไมผู้ชายสองคนนั้นถึงแต่งตัวแบบนั้นล่ะทำไมชุดของพวกเขาเป็แบบนั้น ชุดเหมือนกับ...” หลินเยว่ซิงหยุดพูดเพียงเท่านั้นเมื่อมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
บุรุษที่นางเห็นคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีดำมีลวดลายภาพเป็โครงกระดูกถือกระป๋องน้ำอัดลมสวมกางเกงยีนสีซีดๆ และบุรุษอีกคนสวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีน้ำตาล-ขาวปล่อยชายเสื้อทับกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้ม และสวมหมวกแก๊ปสีดำหน้าหมวกมีโลโก้สินค้าที่นางคุ้นเคย เพราะนางก็เคยใช้รองเท้ายี่ห้อนี้เช่นกันก่อนที่นางจะหลงเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งการบำเพ็ญเพียร
“ระหรือว่าข้าได้กลับมายังโลกที่ข้าเคยอยู่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว จะเป็ไปได้ไหม”นางกล่าวเสียงตะกุกตะกักและใจเต้นรัวเร็วกว่าเดิม ลืมเื่ศิษย์พี่รองไปชั่วขณะ
หลินเยว่ซิงใช้วิชาดวงตา์มองไปยังทิศอื่นๆ อีก แต่ก็เห็นมีเพียงบ้านอีกหลังหนึ่งในทิศทางตรงข้ามที่ห่างออกไปประมาณหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆ แต่ไม่มีคนนางจึงตัดสินใจเดินทางไปยังทิศทางที่นางเห็นชายสองคนยืนอยู่เพื่อเข้าไปถามให้แน่ใจนางใช้วิชาเหยียบย่างเวหาเพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางและก่อนจะถึงที่แห่งนั้นอีกประมาณห้าสิบเมตรนางก็หยุดเดิน
“อย่างน้อยก็เพื่อความไม่ประมาทนั่นแหละนะ”นางพึมพำกับตัวเอง แล้วใช้วิชาดวงตา์เพ่งมองเพื่อสำรวจอีกครั้ง
ช่างโชคดีจริงๆที่นางทำเช่นนั้นก่อนจะทะเล่อทะล่าเดินเข้าไปโดยตรง นางเห็นพวกเขาขยับปากคุยกันท่าทางดูไม่น่าไว้ใจ นางอยากรู้สิ่งที่พวกเขาคุยกันแต่วิชาดวงตา์ทำได้แค่เพียงมองเท่านั้น ไม่สามารถฟังเสียงได้แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับนางนางหยิบกระดาษสำหรับเขียนอักขระสร้างยันต์ออกมาจากกำไลมิติสองใบแล้วเขียนยันต์แอบฟัง หลังจากเขียนเสร็จทั้งสองใบ นางพับกระดาษใบหนึ่งเป็รูปนกแล้วใส่พลังจิติญญาเข้าไปจากนั้นก็ปล่อยนกกระดาษให้บินไปใกล้ๆ ชายสองคนนั้น แม้จะเป็นกกระดาษแต่คนทั่วไปก็จะเห็นว่ามันเป็เพียงนกตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ เท่านั้นจากนั้นนางถือกระดาษที่ลงอักขระไว้แล้วอีกแผ่นเพื่อใช้ฟังสิ่งที่ได้ยินผ่านนกกระดาษ
ยันต์แอบฟังของนางหลังจากเริ่มใช้งานแล้วประมาณสองชั่วโมงมันจะเสื่อมสภาพอักขระที่เขียนไว้จะหายไป แม้แต่กระดาษก็ยังเปลี่ยนสี ไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้
“แง้ ฮือ ฮือ อย่าตีหนูเลย หนูกลัวแล้ว ฮือ ฮือ ฮือ”เสียงเด็กร้องไห้ดังเล็ดลอดออกมาจากภายในบ้าน
“ลูกพี่นี่ มืออาชีพด้านการรังแกเด็กจริงๆว่ะฉันละยอมรับความใจระยำของเขาเลย” ชายที่สวมเสื้อยืดกล่าว
“แกหุบปากไปเลยถ้าลูกพี่รู้ว่าแกนินทาเดี๋ยวแกได้เจ็บตัวหรอกจำไอ้จงไม่ได้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้นกับมันเมื่อครึ่งเดือนที่แล้วน่ะตอนนี้มันยังแขนหักไม่ออกจากโรงพยาบาลเลย” ชายสวมเสื้อลายสก๊อตกล่าวห้ามพร้อมตบศีรษะเพื่อน
“เออ ลืมตัวว่ะ แกก็อย่าไปฟ้องเขาเชียวนะ”ชายที่สวมเสื้อยืดยกมือขึ้นลูบศีรษะตนเองป้อยๆ
“นี่มันอะไรกันเนี่ย” จากเสียงที่ได้ยินทำให้หลินเยว่ซิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางจึงใช้วิชาดวงตา์มองเข้าไปภายในบ้านหลังนั้นเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ชายผู้หนึ่งกำลังใช้มือบิดเนื้อที่แขนของเด็กหญิงตัวน้อยวัยประมาณห้าขวบที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางบ้าน มีเชือกมัดตัวเด็กไว้ติดกับพนักเก้าอี้เด็กหญิงตัวน้อยกำลังร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บ ชายอีกคนกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน
“เป็ไงล่ะ เชื่อหรือยังล่ะว่าหลานสาวของคุณอยู่กับผมหรือแค่ฟังเสียงก็ยังไม่เชื่อ อยากให้ผมส่งมือสักข้างไปให้ดูไหมคุณถึงจะเชื่อ”ชายที่ถือโทรศัพท์อยู่กล่าวด้วยใบหน้ารื่นรมย์
ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ปลายสายคุยอะไร ชายผู้นั้นกล่าวต่อ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุยง่ายๆแบบนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย”ชายที่ถือโทรศัพท์มีสีหน้าพึงพอใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมเงินไว้ห้าสิบล้านแล้วเจอกันที่ท่าเรือเอ วันพรุ่งนี้ก่อนเที่ยงหากคุณไม่มาตามเวลานัดผมจะส่งแขนเด็กไปให้ที่บ้านคุณเลย”ชายที่ถือโทรศัพท์กล่าวข่มขู่และแสยะยิ้มน่ากลัว ทำราวกับว่าคนปลายสายเห็นเขา
จากนั้นคนที่อยู่ปลายสายก็พูดอะไรต่ออีกและชายที่โทรศัพท์ก็ยังคงตอบโต้ต่อไป แต่หญิงสาวเลิกฟังแล้วนางหยุดใช้วิชาดวงตา์แล้วใช้วิชาเหยียบย่างเวหาก้าวไปยังบ้านหลังนั้นทันที
“นี่มันคือการลักพาตัวนี่นา ไอ้เลวพวกนี้นี่ไอ้มารสังคม เดี๋ยวแม่จะตบให้เดี้ยง” หญิงสาวกล่าวด้วยความรังเกียจขณะที่ก้าวเท้าไม่หยุดใช้เวลาไม่นานเพราะเพียงแค่ห้าสิบเมตรเท่านั้นสำหรับนางแล้วระยะทางเพียงเท่านี้กับวิชาท่าเท้าของผู้มีพลังระดับบรรพบุรุษไม่ถึงนาทีนางก็มาหยุดยืนตรงหน้าชายสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตู
ไม่พูดพร่ำทำเพลงนางตบหน้าชายที่สวมเสื้อยืดด้วยฝ่ามือไปหนึ่งทีและตบชายที่สวมเสื้อลายสก๊อตด้วยหลังมือไปหนึ่งทีในเวลาที่ต่อเนื่องกันทั้งสองคนรู้สึกเหมือนโดนเสือตะปบหน้ามากกว่าถูกผู้หญิงตบเพราะพละกำลังของหญิงสาวช่างมหาศาลเหลือเกิน พวกเขากระเด็นไปกันคนละทางไม่ต้องดูผลลัพธ์ก็รู้ว่าคนธรรมดาๆ แบบนี้หลังจากได้รับการแจกฝ่ามือจากนางแล้วต้องสลบแน่นอนเธอยอมเสียเวลาเดินไปหยิบปืนพกของทั้งสองคนมาเก็บไว้เพื่อป้องกันปัญหาหากพวกมันฟื้นสติขึ้นมา อย่างไรเสียมันก็เป็อาวุธระยะไกล
จากนั้นนางใช้มือเล็กนิ้วเรียวยาวขาวผ่องนั้นดึงประตูเปิดออกมาแล้วก้าวเท้าเยื้องย่างเข้าไป โชคดีที่ประตูนั้นไม่ได้ล็อกมันเพียงแค่ปิดไว้เท่านั้น จริงๆแล้วนางไม่ได้อยากใช้มือเปิดหรอกนางอยากถีบให้สาแก่ใจมากกว่าแต่เพราะเกรงว่าอาจจะเป็อันตรายต่อเด็กที่อยู่ภายในนั้น จึงต้องระงับความคิดเอาไว้
“เธอเป็ใคร เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต อยากตายรึ”ชายที่อยู่กลางบ้านลดมือที่ถือโทรศัพท์มือถืออยู่ต่ำลงอย่างลืมตัวด้วยความสงสัยเขาขมวดคิ้วสีหน้าแสดงความไม่พอใจชัดเจน ถามเธอเสียงเข้ม
“ฮึ่” หญิงสาวไม่ตอบ ทำเพียงพ่นเสียงออกทางจมูก
ภายในบ้านมีชายวัยกลางคนสองคน คนหนึ่งยืนอยู่กลางห้องอีกคนยืนกอดอกพิงผนังที่อยู่เกือบมุมห้อง และมีเด็กหญิงตัวเล็กถูกมัดอยู่ที่เก้าอี้หนึ่งคนเหมือนภาพที่เธอเห็นด้วยวิชาดวงตา์ แต่ตอนนี้ชัดเจนกว่า
หลินเยว่ซิงมองหน้าชายผู้นั้นแต่ไม่ตอบคำถามจากนั้นเธอจึงหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังสะอื้นอยู่แล้วกล่าวกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เด็กน้อยหลับตาก่อนนะจนกว่าพี่สาวจะบอกให้ลืมตาได้ไม่ต้องร้องไห้ พี่สาวมาช่วยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
แม้เด็กหญิงจะไม่รู้ว่าพี่สาวที่เข้ามาเป็ใครแต่น้ำเสียงและหน้าตาของเธอดูใจดี ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย เธอจึงพยักหน้าอย่างแรงแล้วหลับตาลงอย่างเชื่อฟังทั้งที่ยังสะอื้นอยู่
หลินเยว่ซิงพอใจที่เด็กน้อยพูดง่ายและเชื่อฟังเธอไม่อยากให้เด็กวัยเพียงเท่านี้ได้เห็นภาพสิบแปดบวกที่มีภาพและเนื้อหาที่แสดงถึงความรุนแรง
“ฉันถามว่าเธอเป็ใคร ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอ”ชายผู้นั้นรู้สึกโกรธเป็อย่างมากที่เธอไม่สนใจจะตอบคำถามเขาแล้วยังหันไปกล่าวกับเด็กน้อย เขาจึงตะคอกถามซ้ำเสียงดังมากขึ้นด้วยความไม่พอใจมือของเขาแตะด้ามปืนที่พกอยู่ข้างเอวเตรียมจะดึงขึ้นมาข่มขู่แต่เขาดึงปืนออกมายังไม่ทันพ้นขอบกางเกงเลย มือเล็กขาวบอบบางของหญิงสาวแปลกหน้าเพียงพริบตาเดียวก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือข้างนั้นของเขาที่กำด้ามปืนอยู่แรงบีบที่ไม่ธรรมดาเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหญิงสาวร่างอ้อนแอ้นบอบบางตรงหน้าจะมีเรี่ยวแรงมากมายถึงเพียงนี้
ปืนในมือของเขาถูกเธอยึดไปได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเธอใช้ด้ามปืนกระบอกนั้นฟาดที่กลางหน้าผากของเขาด้วยน้ำหนักมือพอประมาณเธอไม่ได้้าจะทำให้เขาตาย แค่้าให้เขาเพียงมึนๆ เท่านั้นแต่พอประมาณของเธอรวมกับด้ามปืนแข็งๆก็ทำให้เืจากกลางหน้าผากของเขาไหลอาบลากยาวเปรอะเปื้อนใบหน้าทันที โทรศัพท์ในมือหลุดร่วงลงกับพื้นแต่ก็ไม่มีใครสนใจ เพียงเืชั่วไหลมันไม่สาแก่ใจเธอคิดว่าหนึ่งในสองคนนี้น่าจะเป็ตัวการ ควรทำให้เจ็บกว่าคนเฝ้าประตูด้านนอกคิดแล้วเธอก็ถีบเข้าที่ท้องจนเขากระเด็นไปนอนฟุบอยู่กับพื้นที่ผนังบ้านด้านหนึ่ง
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมากโดยที่ชายอีกคนที่อยู่ตรงมุมห้องไม่ทันคาดคิดก็ใครจะไปคิดเล่าว่าจะมีคนใจกล้าเดินเข้ามาในถ้ำเสือ มาถึงก็ฟาดใส่เลยไม่ไถ่ไม่ถามถึงสุขภาพสักคำ
หลังจากที่เห็นเพื่อนของเขาไปนอนหมอบราบกับพื้นข้างผนังแล้วเขารู้สึกตื่นตัวทันที รีบดึงตัวเองขึ้นมาจากผนังที่พิงสบายๆแผดเสียงตวาดเกรี้ยวกราดใส่หญิงสาว
“กล้ามากนักนะนังโสเภณีนี่เดี๋ยวพ่อจะเป่าหัวให้กระจุย”