เขาเคลียริมฝีปากอยู่ตรงขมับเลื่อนไล้ไปตามเรือนผมที่สลวยงามเหมือนใยไหม
“นั่นมันเป็อดีตนะ คุณควรจะลืมมันได้แล้ว”
“ฉันลืมไม่ได้หรอกค่ะ” เธอส่ายศีรษะอยู่ไปมา“ฉันอดนึกถึงการที่ฉันกับเบลคต้องเป็ปากเสียงกันก่อนที่เขาจะเดินทางไปใต้ไม่ได้”ดิน่าถอนใจออกมาเบาๆ “เขาอยากให้ฉันไปส่งเขาที่สนามบิน แต่ฉันปฏิเสธ”อีกครั้งหนึ่งที่เธอทอดถอนใจออกมา ทั้งโกรธเคืองและเสียใจในการกระทำของตนเอง “เรามักจะทะเลาะกันด้วยเื่ที่มันไร้สาระอยู่เสมอซึ่งเมื่อมาคิดดูตอนนี้แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็เื่เขลาเสียจริงๆ”
“คนหัวแข็งมาพบกับคนหัวแข็งมันก็เป็อย่างนี้ละ”เชทจ้องลึกลงไปในดวงตาที่ฉายแววเศร้าเสียใจคู่นั้น “ผมก็คงเหมือนเบลคนั่นแหละคือชอบผู้หญิงใจแข็ง”
คำพูดล้อๆ ประโยคนั้น ทำให้เขาได้เห็นรอยยิ้มจากเธอ
“สงสัยว่าฉันจะต้องยอมรับว่าตัวเองเป็อย่างนั้นใช่ไหมคะนี่”
ดวงตาของเชทเป็ประกายเรืองโรจน์ขึ้น แววเล่นหัวหายไป
“และผมก็รักคุณเพราะความเป็คนใจแข็งนั่นเองดิน่า” เขาโอบแผ่นหลังเล็กๆของเธอไว้ “แล้วผมก็รักในความเป็ผู้หญิงของคุณด้วย”
เขาโน้มศีรษะประทับจุมพิตลงอย่างดูดดื่มและเธอก็สนองตอบจุมพิตนั้นในลักษณะเดียวกันเชทไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเธอมากไปกว่าที่เธอเต็มใจจะให้ซึ่งความเข้าใจที่เขามีต่อเธอนั้นทำให้เธอพึงใจในตัวเขายิ่งนักและหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
เมื่อเขาถอนริมฝีปากออก ดิน่าก็ซุกร่างอยู่ในอ้อมแขนนั้นแนบแก้มลงกับไหล่ รอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้า
“รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยังล่ะ” เขาไล้ปลายนิ้วอยู่บนโหนกแก้ม
“อือ...”
“คุณคิดอะไรอยู่นะตอนที่ผมเข้ามา”
เธอลูบไล้ฝ่ามืออยู่กับอกเสื้อของเขา
“ไม่รู้สิ คงกำลังตั้งความปรารถนาอยู่ละมั้ง”
“ตั้งความปรารถนาเื่อะไร”
ดิน่าอึ้งไปเพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีความปรารถนาเื่อะไรเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็ตอบเขาว่า
“คือ ที่จริงเรายังไม่ควรจะบอกให้ใครรู้เกี่ยวกับเื่การหมั้นครั้งนี้เลยควรจะเก็บไว้เป็ความลับสักระยะหนึ่งก่อนแล้วฉันก็ไม่อยากให้มีการเลี้ยงฉลองการหมั้นในครั้งนี้ด้วย
“ก็ไม่ได้มีใครอื่นอีกนี่นามีแต่เฉพาะคนในครอบครัวกับเพื่อนสนิทบางคนเท่านั้นยังไม่ได้ประกาศเป็ทางการสักหน่อย” เชทตอบ
“ฉันรู้” ปรกติแล้วดิน่าไม่เคยมีความยุ่งยากลำบากใจเลยที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา แต่กระนั้นความไม่แน่ใจในความคิดของตัวเอง ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจที่จะพูด
มันมีอะไรบางอย่างที่รบกวนจิตใจของเธออยู่เพียงแต่เธอไม่รู้ว่ามันเป็อะไรเท่านั้น มันก็ไม่เชิงว่าเธอมิได้รอจนถึงเวลาอันสมควรก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานใหม่อีกครั้งเพราะเวลาก็ล่วงเลยมาตั้ง 2 ปีครึ่งแล้ว นับแต่วันที่เบลคหายตัวไปและก็เกือบปีแล้วที่ทางการของอเมริกาใต้ได้แจ้งให้เธอทราบว่าได้มีการค้นพบซากปรักหักพังของเครื่องบิน ซึ่งไม่มีใครเหลือรอดชีวิตมาเลย
และมันก็ไม่เชิงว่าเธอจะไม่รักเชทเสียทีเดียวหรือรักเขาเช่นที่เธอเคยรักเบลคมาแล้ว ความรักในครั้งนี้ของเธอดูจะเป็ความรู้สึกทางอารมณ์ที่อ่อนโยนนุ่มนวล และลึกซึ้งกว่าเสียด้วยซ้ำ
“ที่รัก” รอยยิ้มของเชทบอกให้รู้ว่าเขาเป็คนที่มีความอดทนอย่างมาก“ถึงยังไงเราก็จะปิดบังเื่การหมั้นหมายไว้ไม่ให้พวกญาติๆ หรือเพื่อนสนิทรู้น่ะมันเป็ไปไม่ได้หรอกเพราะคุณจะต้องรู้ว่าคนพวกนี้เขาก็้าเวลาที่จะทำใจให้ยอมรับว่าคุณน่ะไม่ใช่มิสซิสแชนดเลอร์อีกต่อไปอยู่เหมือนกันนะ”
“มันก็จริงอยู่หรอก” ดิน่าตอบอย่างยอมรับ การรับรู้หรือทำใจดังกล่าวไม่ใช่จะมาเปลี่ยนแปลงหรือก่อให้เกิดขึ้นเพียงชั่วแค่ข้ามคืน
เสียงประตูห้องสมุดเปิดออกผู้หญิงสูงอายุในชุดสีดำคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น รอยยิ้มอย่างเอ็นดูฉาบอยู่บนริมฝีปากเมื่อมองเห็นภาพดิน่ากับเชทที่อยู่ในอ้อมแขนของกันและกันซึ่งทำให้ดิน่ายืนตัวแข็งไปชั่วขณะ และแล้วก็บังคับใจตัวเองให้ผ่อนคลายความตึงเครียดลง
“นั่นไง เรากำลังแปลกใจกันอยู่ทีเดียวว่าเธอสองคนหายไปไหน”ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยขึ้น“ถึงเวลาที่ควรจะต้องกลับออกไปร่วมวงกับเขาข้างนอกนั่นแล้วนะเขากำลังจะดื่มอวยพรให้เธอสองคนกันอยู่แล้ว”
“เดี๋ยวจะออกไปค่ะ คุณแม่แชนดเลอร์”ดิน่าตอบผู้หญิงคนนั้นซึ่งเป็มารดาของเบลคหรืออีกนัยหนึ่งคือมารดาสามีของเธอนั่นเอง
“ถ้าเธอสองคนไม่ออกไป ฉันเกรงว่าพวกนั้นเขาจะต้องแห่กันเข้ามาในนี้ ซึ่งคงจะไม่มีที่ให้เขานั่งกันพอหรอก”
“เดี๋ยวเราออกไปครับ คุณแม่แชนดเลอร์” เชทเสริมในคำพูดของดิน่า ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็พยักหน้ารับพร้อมกับปิดประตูลงและเชทก็หันมามองดิน่า“คุณคิดว่าจะมีทางพูดอะไรให้คุณแม่แชนดเลอร์แต่งสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำนี้บ้างไหมนะ”
“ฉันไม่ค่อยแน่ใจหรอก” เธอเบี่ยงกายออกจากวงแขนของเขา รอยยิ้มเยาะๆ ฉาบอยู่บนเรียวปาก“นอร์ม่าแชนดเลอร์ ้าจะเป็ตัวแทนของความเศร้า”
เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ดิน่าแต่งงานกับเบลคสามีของเธอคือ คีลแชนดเลอร์ ก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจและนอร์ม่าก็สั่งซื้อแต่เฉพาะเสื้อผ้าชุดสีดำมาสวมใส่เพื่อไว้ทุกข์ให้กับสามีเธอเกือบจะออกทุกข์อยู่แล้ว ตอนที่ได้รับข่าวว่าเครื่องบินของเบลคหายสาบสูญไปและนอร์ม่าก็ตัดสินใจแต่งชุดดำติดต่อกันมาโดยตลอดไม่ทันที่จะได้รับข่าวอย่างเป็ทางการว่าลูกชายของเธอได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยซ้ำ
“ที่จริงเขาก็เห็นด้วยกับการแต่งงานของเรานะ คุณก็รู้ใช่ไหม” เชทถาม
“ค่ะ เขาเห็นด้วย“ ดิน่าตอบ “เพื่อเห็นแก่การดำเนินงานของบริษัท” และกับความจริงที่ว่ามันควรจะมีแม่หม้ายแชนดเลอร์เพียงคนเดียวไม่ใช่สองคนแต่ดิน่าไม่ได้กล่าวออกมาเป็คำพูดเธอรู้ว่าถ้าพูดออกไปเช่นนั้นแล้วมันคล้ายกับจะไร้ความปรานีต่อแม่ของสามี ในเมื่อนอร์ม่าก็มีความรักใคร่ในตัวเธออยู่ไม่น้อย
“คุณแม่แชนดเลอร์ไม่ยอมเชื่อเลยนะว่าคุณสามารถบริหารงานของบริษัทได้ทั้งที่คุณก็ทำมาโดยตลอด”เชทส่ายศีรษะอย่างไม่เข้าใจ
“แต่ฉันก็คงทำได้ไม่ตลอดหรอกค่ะ ถ้าไม่มีคุณ” ดิน่าพูดตามความจริงแต่ไม่ถึงกับเป็การแสดงออกถึงความรู้สึกในบุญคุณมากมายอะไรนัก
“ผมก็อยู่เคียงข้างคุณอยู่แล้ว”เขาโอบแขนลงรอบเอวเมื่อเธอจะออกเดินไปทางประตู“เพราะฉะนั้นเื่นี้คุณคงไม่ต้องเป็ห่วงหรอก”
ขณะที่เชทเอื้อมไปเปิดประตูห้องสมุดให้นั้นแวบหนึ่งมีความทรงจำผ่านเข้ามาในดวงความคิดของดิน่าเมื่อคิดไปถึงว่าตอนที่นอร์ม่าแชนดเลอร์ เปิดประตูห้องนี้เข้ามาในครู่ก่อนนั้นเธอให้สงสัยใคร่จะรู้ว่ามารดาของสามีจะมีความคิดเช่นที่เธอกำลังคิดอยู่ในขณะนี้หรือไม่
เพราะครั้งหนึ่งเมื่อมิสซิสแชนดเลอร์เปิดประตูห้องสมุดเข้ามาเธอเคยได้เห็นภาพดิน่าที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเบลค ซึ่งรวบร่างเธอไว้ในอ้อมกอดอย่างแสนรักแต่ครั้งนี้เธออยู่ในอ้อมแขนของเชทแทนที่จะเป็เบลค และเธอกใคร่รู้ต่อไปอีกด้วยว่ามารดาของสามีจะมองเห็นในความแตกต่างระหว่างบุรุษทั้งสองเช่นที่เธอมองเห็นอยู่ในเวลานี้หรือไม่
ในระยะเวลา 2-3 เดือนภายหลังจากไม่แน่ใจในโชคชะตาของเบลคได้ผ่านพ้นพ้นไปและมีเวลาพอที่จะมองย้อนไปดูภาพของเหตุการณ์ที่ผ่านมาดิน่าพยายามจะมองให้เห็นภาพที่ว่า ระยะเวลา 2ปีครึ่งที่ผ่านไปนั้นจะเป็อย่างไรถ้าเบลคยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตสมรสระหว่างเธอกับเขาเป็่เวลาสั้นๆที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถึง่เวลาจะผ่านไปนานกว่านี้สภาพความขัดแย้งระหว่างกันก็คงจะต้องเป็อยู่อย่างนี้ตลอดไป
ตรงจุดนี้เองที่ทำให้เชทเป็บุคคลที่มีค่าสำหรับเธอและ่เวลาที่ดิน่าทำงานร่วมกับเขาก็มักจะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าพอใจภายใต้อิทธิพลการสนับสนุนของเขาเธอได้พบว่าตัวเองมีความสามารถเชี่ยวชาญและเต็มไปด้วยศักยภาพที่เธอมิได้รู้มาก่อนเลยว่าตัวเองมีสิ่งนี้อยู่สติปัญญาของเธอถูกนำออกมาใช้อย่างถูกทาง และเป็เป็ไปในรูปแบบของการสร้างสรรค์ซึ่งทำให้เธอได้ความรู้เพิ่มขึ้นแทนที่จะใช้ความรู้นั้นมาลับฝีปากไว้ทะเลาะทุ่มเถียงกับเบลค
นับแต่วันที่เบลคหายสาบสูญไปดิน่ากลายเป็คนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นสามารถจะตัดสินใจในทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยตนเอง และเธอก็ยกเครดิตในความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไปในทางที่ดีนี้ให้กับเชท
ความหม่นหมางในใจมลายไปเมื่อเธอกับเชทเดินออกไปร่วมกลุ่มกับแขกที่มาในงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นในห้องโถงกลางของตัวบ้านไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำใจให้สนุกกับงานเลี้ยงฉลองการหมั้น ไม่ว่าจะด้วยประการใดๆทั้งสิ้น