สดับคำถาม สองคิ้วของจางเหว่ยเลิกขึ้นทันที แสดงออกชัดถึงความประหลาดใจ
“เหตุใดเ้าจึงทราบ?”
“คืนแรกที่พวกเราค้างแรมกันในป่าไผ่ เ้าเคยหลุดปากเอ่ยมาแล้วครั้งหนึ่ง ว่าเดิมทีจักรวรรดิเหลียนหยางเคยอุดมด้วยความสุข จนกระทั่งเมื่อสิบปีก่อน ข้าเลยคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เ้าเล่าอยู่” จากความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็ความทึ่งและชื่นชม ยิ่งได้รู้จัก จางเหว่ยก็ยิ่งรับรู้ว่าสหายใหม่ของเขาผู้นี้สติปัญญาไม่ธรรมดา
“ใช่ เ้าคาดเดาถูกต้องทุกประการ เมื่อสิบปีก่อนได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ เมื่อเข้าสู่รัชสมัยจักรพรรดิเฟยหลง เขาผู้นี้้ากุมอำนาจปกครองทั้งหมดไว้ที่ตน โดยทางราชสำนักจะส่งคนจากส่วนกลางที่ขึ้นตรงกับจักรพรรดิเข้ามาเป็เ้าเมืองบริหารจัดการเมืองทุกเมือง หากจะกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้จักรพรรดิมีอำนาจถึงขั้นชี้นกเป็นกชี้ไม้เป็ไม้ได้ทั่วทุกพื้นที่ในจักรวรรดิเหลียนหยางก็คงไม่ผิดนัก อาคารโอ่โถงเหล่านี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็สำนักงานรองรับคนจากส่วนกลางเ่าั้”
จบการอธิบายยืดยาว จางเหว่ยหันไปมองคู่สนทนา พบว่าอเล็กซ์กำลังใช้มือข้างหนึ่งจับคางเป็เชิงครุ่นคิด ทิ้ง่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปากถามต่อ “บรรดาเหล่าเ้าเมืองยอมรับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้หรือ อำนาจที่เคยมีพลันหายในบัดดล คงไม่มีคนสติดีที่ไหนยินดีกับเื่นี้แน่”
“ในใจคงไม่มีใครอยากยินยอม แต่ถ้าหากแสดงมันออกมาผลลัพธ์คือความตาย จักรพรรดิเฟยหลงจัดการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วยการสังหารล้างครอบครัวของสามเ้าเมืองที่แสดงท่าทีต่อต้าน หลังได้ประจักษ์ความโเี้เช่นนี้ เ้าเมืองที่เหลือทุกคนจึงได้แต่ฝืนกล้ำกลืนความเคียดแค้นนั้นลงไป ปั้นหน้ายิ้มรับตำแหน่งกลวง ๆ ไร้อำนาจที่ราชสำนักแต่งตั้งให้ พร้อมเบี้ยตอบแทนที่พออยู่กินได้สบาย
เป็อีกครั้งที่เื่ราวจากปากจางเหว่ยตอกย้ำความมั่นใจแก่อเล็กซ์ว่า ไม่ว่าจะโลกไหน มิติไหน ทรราชก็ยังเป็ทรราชวันยังค่ำ วิธีการปกครองชั่วช้าเลวทรามไม่ต่างกัน และก็เป็อีกครั้งที่อเล็กซ์ััแววเคียดแค้นที่แฝงเร้นอยู่ในน้ำเสียงจางเหว่ยได้ชัดเจน
จางเหว่ยยิ่งเล่า ความสงสัยของอเล็กซ์ยิ่งผุดขึ้นอย่างไม่รู้จบ ทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ อีกฝ่ายก็โพล่งตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน
“ถึงแล้ว เบื้องหน้าคือจัตุรัสย่ำรุ่ง”
เื่เล่าของจางเหว่ยทำให้อเล็กซ์ตัดขาดความสนใจออกจากบรรยากาศรอบข้างชั่วคราว ทำให้ชายหนุ่มไม่ทันสังเกตว่าขณะนี้สองข้างทางกำลังจะสิ้นสุดเขตอาคารสำนักงาน และเบื้องหน้าปรากฏเป็ลานกว้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่คะเนด้วยสายตาขนาดไล่เลี่ยกับสนามฟุตบอลมาตรฐานประมาณสามสนาม
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของจัตุรัสย่ำรุ่งไม่ใช่อาคารสำนักงานโอ่โถงที่โอบล้อมจากทั้งสี่ด้าน แต่เป็รูปปั้นสีดำทมิฬขนาดประมาณยี่สิบเท่าของมนุษย์ผู้หนึ่ง ตั้งเด่นตระหง่าน ณ ตรงใจกลางจัตุรัสพอดิบพอดี และใน่เวลายามเช้าที่แสงแดดเจิดจ้าเช่นนี้ รูปปั้นซึ่งแกะสลักจากผลึกแก้วสีดำยิ่งส่องประกายระยิบระยับ สะกดสายตาทุกผู้คนให้มองไปที่จุดเดียว
เมื่อเดินเบียดเสียดฝ่าฝูงชนที่จับจองพื้นที่ในจัตุรัสกันแน่นขนัดจนเข้าไปใกล้รูปปั้นได้มากพอ อเล็กซ์จึงได้เห็นว่ารูปปั้นแกะสลักอย่างประณีตเป็รูปร่างของชายหนุ่มที่น่าจะอยู่ใน่วัยใกล้เคียงกับเขา ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย จมูกสันเป็คม คิ้วสง่าดุจราชสีห์ ทว่าั์ตากลับเย็นะเืประหนึ่งผลึกน้ำแข็ง หากพินิจลึกลงไปจะพบกับส่วนหนึ่งที่แฝงความเศร้าไว้อย่างน่าประหลาด แม้จะเป็รูปปั้นไร้ซึ่งจิติญญา แต่อเล็กซ์กลับััห้วงอารมณ์เหล่านี้ได้อย่างแจ่มชัด
รูปปั้นอยู่ในท่ายืนสง่าภายใต้ชุดคลุมลวดลายั ใบหน้ามองตรงแน่วแน่ไปเบื้องหน้า มือซ้ายเอื้อมมาจับฝักกระบี่ที่สะพายไว้ด้านขวา
“หากเ้ากำลังสงสัยว่าจักรพรรดิเฟยหลงรูปร่างหน้าตาเป็อย่างไร คำตอบปรากฏอยู่เบื้องหน้าเ้าแล้ว นี่คือรูปปั้นจักรพรรดิเฟยหลง จำลองโฉมจากครั้งที่มาเยือนเมืองไคชุนเมื่อสองปีก่อน หล่อขึ้นจาก ‘นิลหมื่นฤดู’ หนึ่งในแร่ธาตุที่มีค่าที่สุดของจักรวรรดิเหลียนหยาง ส่วนชื่อจัตุรัสย่ำรุ่งก็เป็ชื่อที่ถูกตั้งขึ้นใหม่แทนชื่อเดิม สื่อความหมายถึง่เวลาที่จักรพรรดิเฟยหลงประทับฝีเท้าก้าวแรกลงบนแผ่นดินเมืองไคชุน”
จบการอธิบายของจางเหว่ย อเล็กซ์ยังคงมีคำถามค้างคาใจอยู่อีกไม่น้อย ทว่าสถานการณ์รอบข้างกลับไม่เอื้ออำนวยให้บทสนทนาดำเนินไปอย่างราบรื่นเท่าไรนัก ความสงสัยจึงหยุดลงที่ตรงนี้
สองบุรุษถูกคลื่นฝูงชนซัดไปซัดมาประหนึ่งขอนไม้เล็กในทะเลกว้างใหญ่ ต้องใช้เวลาอยู่ชั่วครู่ใหญ่จึงสามารถจับจองพื้นที่ยืนได้ ซึ่งทำเลจัดว่าไม่แย่นัก ห่างจากรูปปั้นไม่ถึงร้อยเมตร
บริเวณรอบรูปปั้นในรัศมีห้าสิบเมตร ปรากฏทหารจำนวนนับร้อยในชุดคลุมสีดำสวมทับด้วยเกราะ พร้อมอาวุธครบมือทั้งโล่และกระบี่ จากอาภรณ์ที่สวมใส่ ชัดเจนว่าทหารเหล่านี้มิได้ต่ำต้อยกว่าระดับหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนย่อยที่จางเหว่ยสังหารไป พวกเขายืนตั้งแถวเป็แนวสี่เหลี่ยม ประหนึ่งกำแพงมนุษย์ ป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องย่างกรายผ่านไปได้ จนเกิดเป็พื้นที่โล่งเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางความแออัดในจัตุรัสกว้างใหญ่
จากจุดที่อเล็กซ์ยืน สามารถมองผ่านแนวรั้วทหารเข้าไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเื้ัได้ถนัดตา ซึ่งขณะนี้มีสองสิ่งที่กำลังแข่งกันดึงดูดสายตาชายหนุ่มอยู่
สิ่งแรกคือชายวัยชราจำนวนเจ็ดคน ทุกคนแต่งกายด้วยชุดคลุมราชสำนักในเฉดสีที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเจ็ดกำลังยืนล้อมวัตถุหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายอ่างศิลาใบใหญ่ ขนาดของมันคาดว่าสามารถบรรจุมนุษย์ผู้หนึ่งลงไปได้อย่างไม่ลำบาก
ภายในอ่างศิลารูปร่างแปลกประหลาดนี้ ปรากฏของเหลวหลากสีสันที่แยกตัวกันชัดเจน มิเป็อันหนึ่งอันเดียวกันโดยสิ้นเชิง ต่างสีต่างแหวกว่ายในเส้นทางของตนพร้อมพ่นไอควันจำนวนหนึ่ง ลอยคละคลุ้งพ้นขอบ้าอ่างขึ้นมาเล็กน้อย
สิ่งดึงดูดสายตาลำดับที่สองห่างจากอ่างศิลาดังกล่าวพอสมควร โดยตั้งอยู่ชิดริมแนวรั้วทหารด้านซ้ายมือสุด ลักษณะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมขนาดั์ และมีแผ่นหนังสีน้ำตาลผืนใหญ่คลุมทับไว้อย่างมิดชิด จึงไม่สามารถทราบได้ว่ากล่องนี้คืออะไร หรือมีอะไรอยู่ภายในนั้น
คล้อยหลังที่ทั้งสองจับจองพื้นที่ทำเลทองได้เพียงไม่กี่นาที เหล่าฝูงชนที่ออกันอยู่โดยรอบจัตุรัสก็ราวกับโดนคลื่นซัดอีกครั้ง เนื่องต้องเปิดทางให้กับขบวนคนเดินเท้าความยาวเกือบสามร้อยเมตร โอบล้อมด้วยทหารฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือบนหลังอาชารอบทิศทาง
ส่วนตรงกลางที่ราวกับลูกแกะภายใต้การคุ้มกันโดยราชสีห์ ปรากฏเป็เด็กหนุ่มสาวนับห้าร้อยชีวิต เดินเรียงแถวหน้ากระดาน ความอ่อนเยาว์ประจักษ์ชัดบนใบหน้าทุกคน ทว่าห้วงอารมณ์กลับแตกต่าง บางคนเผยรอยยิ้มสดใส บางคนหมดอาลัยตายอยาก และบางคนถึงขั้นกลั้นน้ำตาแห่งความโศกเศร้าไว้ไม่อยู่
ขบวนอันน่าเกรงขามเคลื่อนเข้าสู่จัตุรัสย่ำรุ่งจากทางทิศเหนือ มุ่งตรงไปยังรูปปั้นจักรพรรดิ หากเป็วิหคที่ทอดสายตาจากมุมสูง ภาพที่เห็นคงประหนึ่งวาฬตัวใหญ่แหวกว่ายผ่านฝูงปลาตัวจิ๋ว
สุดท้ายการเคลื่อนไหวของขบวนยาวสิ้นสุดลงเมื่อประจันหน้าในระยะห่างไม่กี่ก้าวกับเหล่าชายชราทั้งเจ็ดในชุดราชสำนักและอ่างศิลาขนาดใหญ่
“ข้าฮุ่ยซิ่ว ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งเมืองไคชุน ยามนี้เป็ตัวแทนท่านเ้าเมือง ‘เข่อซิง’ ที่ติดภารกิจสำคัญ ทำความเคารพผู้าุโปรมาจารย์ธาตุทั้งเจ็ดแห่งราชสำนัก และขอเรียนแจ้งให้ทราบว่าข้าได้นำหนุ่มสาววัยสิบแปดปีที่มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองไคชุน และคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์จำนวนทั้งหมดห้าร้อยเจ็ดชีวิต พร้อมเข้ารับการคัดเลือกสู่โรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวง ณ ที่นี้!” นายทหารผู้อยู่หน้าสุดของขบวนกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นพร้อมโค้งกายแสดงความเคารพ
สดับวาจา หนึ่งในชายชราจากราชสำนักภายใต้อาภรณ์สีทอง คะเนจากสายตาน่าจะาุโที่สุดในบรรดาทั้งเจ็ดที่รายล้อมอ่างศิลาลูบหนวดเคราพลางพยักหน้าเป็เชิงรับทราบ จากนั้นกล่าวตอบด้วยชืดชา
“หากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีของเมืองไคชุนก็เริ่มต้นได้ แต่ก่อนอื่นมีหนึ่งสิ่งที่ข้าอยากประกาศให้ประชาชนเมืองไคชุนได้รับทราบโดยทั่วกันก่อน”
ถ้อยวลีของชายชราอาภรณ์สีทองดั่งประกาศิตที่สะกดผู้คนทั่วจัตุรัสได้อยู่หมัด เสียงจอแจของผู้คนพลันเงียบสนิท เมื่อผู้กล่าวคำเป็ถึงผู้าุโสถานะยิ่งใหญ่เทียมฟ้าจากราชสำนัก เหล่าไพร่ฟ้าหน้าใสย่อมกระหายใคร่รู้ว่าใจความสำคัญคือสิ่งใด
“อย่างที่ทุกคนทราบ หนุ่มสาวอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ที่ร่างกายแข็งแรงอวัยวะครบสามสิบสองประการทุกคนจะต้องเข้าร่วมพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีโดยไม่มีข้อแม้ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม ไม่ใช่แค่ตัวเอง ทว่าครอบครัวก็ต้องรับโทษทัณฑ์เช่นกัน และนี่คือตัวอย่างของการฝ่าฝืนบัญชาจักรพรรดิเฟยหลง หวังว่าทุกคนได้ประจักษ์แล้วจะตระหนักว่าการปฏิบัติตามกฎสำคัญเพียงใด”
สิ้นคำกล่าว ชายชราผายมือไปทางกล่องปริศนาใบใหญ่คล้ายส่งสัญญาณบางอย่าง จากนั้นทหารนายหนึ่งที่ประจำการในบริเวณดังกล่าวผละตัวออกจากแถว เดินไปจับแผ่นหนังที่คลุมทับกล่องั์ ส่งเสียงแสดงความพร้อมหนึ่งครา ก่อนกระชากแผ่นหนังออก
ฟึ่บ!
หนึ่งเสียงแผ่นหนังแหวกอากาศ พริบตาต่อมาทุกความสงสัยพลันกระจ่าง เมื่อปราศจากแผ่นหนังคลุมทับ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาสร้างความสยดสยองยิ่ง
สิ่งที่อยู่ภายใต้แผ่นหนังไม่ใช่กล่อง แต่เป็กรงเหล็กขนาดั์ ซี่ลูกกรงแม้ถี่พอประมาณ ทว่ายังสามารถมองทะลุไปยังภายในได้แจ่มแจ้ง และสิ่งที่เห็นคือร่างมนุษย์หญิงชายเกือบยี่สิบร่างถูกแขวนคอห้อยต่องแต่งลงจากซี่เพดานกรง บางร่างโชกด้วยโลหิตแดงฉาน บางร่างลิ้นจุกปาก ความทรมานที่พวกเขาเหล่านี้ลิ้มรสก่อนตายส่งผ่านไปจับขั้วหัวใจของผู้คนเรือนแสนทั่วจัตุรัสย่ำรุ่งได้อย่างแจ่มแจ้ง
“เหล่านี้คือบทลงโทษที่ผู้หลบหนีไม่เข้าร่วมพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีรวมถึงครอบครัวพวกเขาได้รับ หวังว่าเมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ทุกคนจะเข้าใจว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร”
นานครู่ใหญ่หลังผู้าุโในชุดสีทองกล่าวจบ ทว่าความเงียบยังคงปกคลุมจัตุรัสย่ำรุ่งอย่างไม่จางหาย ราวกับว่าทุกคนไม่สามารถสลัดความครั่นคร้ามจากสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาให้ออกไปได้ เช่นเดียวกับอเล็กซ์ เขาก็ตกตะลึงไม่แพ้ใคร ไม่คาดคิดว่าจักรวรรดิเหลียนหยางจะสำแดงความโหดร้ายป่าเถื่อนกันโจ่งแจ้งเช่นนี้
ทว่า เมื่อพินิจมองร่างที่ห้อยต่องแต่งอยู่ในกรงเหล็กโดยละเอียด สายตาอเล็กซ์ก็สะดุดเข้ากับร่างสตรีร่างหนึ่ง ถึงแม้ดวงหน้าที่เคยงามงดสดใส ยามนี้กลายเป็ซีดเผือดไร้ิญญา และแม้พานพบกันเพียงครั้งเดียวเขาก็จดจำนางได้อย่างแม่นยำ
ร่างสตรีไร้ิญญาผู้นี้คือหนิงเหมย นางโลมจากหอนางโลมหมื่นราตรีไม่ผิดเพี้ยนแน่!
เมื่อมั่นใจในสิ่งที่เห็น ความตะลึงลานของอเล็กซ์พลันแปรเปลี่ยนเป็เพลิงโทสะร้อนแรงลุกโหมขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว
ด้านจางเหว่ย แม้ในยามราตรีไม่กี่ชั่วยามก่อนที่หอนางโลมหมื่นราตรี เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่เย้าหยอกกับหลี่หลินเสียเป็ส่วนมาก ทว่าก็จดจำใบหน้านวลสวยของนางโลมอีกนางหนึ่งในห้องที่มีนามว่าหนิงเหมยได้ขึ้นใจเช่นกัน จึงทราบว่าเป็คนเดียวกับร่างที่ห้อยอย่างเวทนาเบื้องหน้าแน่ พลันความทรงจำหนึ่งแวบขึ้นมาในห้วงนึกคิด จางเหว่ยระลึกได้ว่าหนิงเหมยผู้นี้มีมิตรไมตรีที่ดีกับอเล็กซ์ แม้ไม่ใช่เชิงเสน่ห์หา แต่ก็ดูสนิทสนมกันไม่น้อยหากเทียบกับระยะเวลาสั้น ๆ เพียงข้ามราตรี
ตัวเขาเองยังโกรธแค้นกับภาพที่เห็นถึงเพียงนี้ แล้วอเล็กซ์ที่ผูกพันลึกซึ้งยิ่งกว่าล่ะ ดีกรีความโกรธเกรี้ยวจะพลุ่งพล่านเพียงใด คิดได้ดังนั้นจึงหันขวับไปมองสหายข้างกายทันที แล้วก็พบว่าไม่ผิดคาด
เหตุการณ์นองเืกำลังจะอุบัติขึ้น!