ฝ่ายหนึ่งสวมเพียงอาภรณ์เนื้อหยาบปลายนิ้วเปื้อนดิน ส่วนอีกฝ่ายกลับสวมแพรพรรณล้ำค่า ดูสง่างามสูงส่ง
ตอนนี้ เย่จิ้งซูถือเตาอุ่นมือคลุมกายด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์สีน้ำเงินเข้มขับให้ผิวนางผุดผ่องที่คอเสื้อประดับขนสัตว์สีขาวบริสุทธิ์ยิ่งเสริมให้นางดูบอบบางอ่อนเยาว์ลงหลายส่วน
ศัตรูเมื่อพบหน้าย่อมตากร้าวใส่กันเป็นพิเศษ แม้พื้นดินจะเฉอะแฉะเช่นนี้เย่จิ้งซูไม่เคยเหยียบย่างเข้ามา แต่ถึงจะต้องย่ำโคลนเปื้อนรองเท้าไปบ้างแค่ได้เห็นสภาพน่าเวทนาของอีกฝ่าย นางก็รู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ชอบสายตาที่เย่จิ้งซูมองมานางลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหา "คุณหนูเย่วันนี้อุตส่าห์มาเยือนถึงที่นี่ มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?"
"ก็มาเยี่ยมเจ้าน่ะสิ" เย่จิ้งซูแย้มยิ้ม ดูปรีดานักหนา "ข้าอยากรู้อยู่พอดีว่าหญิงบ้านนอกหน้าตาเป็นเช่นไรวันนี้ได้เห็นกับตา ก็สมใจแล้ว"
"ที่แท้ก็มาสมน้ำหน้าข้า"อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะเยาะตนเอง "ถ้าข้าเป็นท่านทำเรื่องเลวร้ายขนาดนั้น คงหลบหน้าไปนานแล้วนี่ยังกล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าคนที่ท่านทำร้ายอีกรึ? คุณหนูเย่ความหน้าหนาของท่าน ในใต้หล้านี้ช่างหาใครเปรียบไม่ได้จริงๆ"
อันซิ่วเอ๋อร์เหน็บแนมได้แสบสันต์เย่จิ้งซูสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่แล้วก็หัวเราะออกมา กล่าวว่า"ข้าเคยได้ยินว่า ทำความดีไม่ป่าวประกาศดั่งใส่เสื้อแพรเดินในยามราตรี ข้าอุตส่าห์ส่งเจ้ามาถึงนี่ก็ย่อมต้องมาดูผลงานของตัวเองเสียหน่อย"
"ถ้าเช่นนั้นท่านก็น่าเวทนาความสุขเดียวของท่านคือการเห็นคนอื่นเป็นทุกข์" อันซิ่วเอ๋อร์ยักไหล่ถือผักกาดเดินไปยังห้องครัว ทำท่าไม่อยากเสวนาด้วย
เย่จิ้งซูยื่นมือคว้าแขนเสื้อนาง"ตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว ยังกล้าเมินข้าอีกรึ?"
"ข้าไม่เหมือนท่านที่มีเวลาว่างมาสิ้นเปลืองกับเรื่องไร้สาระข้าคุยกับท่านแค่คำเดียวก็รู้สึกขยะแขยงแล้ว สตรีใจดำอำมหิต!" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสียงเย็น
ต่อให้เป็นคนใจเย็นแค่ไหนก็ย่อมมีโมโหเย่จิ้งซูทำเรื่องเลวร้ายถึงเพียงนี้ ยังกล้ามาทำโอหังอีกรึ?ไม่กลัวหรือว่าหากนางหลุดรอดจากที่นี่ไปได้ จะไปเปิดโปงความจริงกระชากหน้ากากจอมปลอมของนางหรือไร?
"ปล่อย! ขวางทางข้าเข้าครัว"อันซิ่วเอ๋อร์สะบัดแขนออกทันใดนั้นมือขาวผ่องของเย่จิ้งซูก็เปื้อนคราบดิน
สาวใช้ด้านหลังรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือให้เย่จิ้งซูเห็นอันซิ่วเอ๋อร์เมินเฉยใส่เช่นนี้ ก็ตะโกนตามหลัง"เจ้าคิดว่าข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้รึ?"
"ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนยุยงฮูหยินผู้เฒ่า"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ
"เจ้าก็ไม่โง่เท่าไรนี่"เย่จิ้งซูรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าได้บ้างแล้ว แต่น่าเสียดายอันซิ่วเอ๋อร์ไม่คิดจะสนทนาด้วย ผิดจากที่คาดไว้โดยสิ้นเชิง
ในจินตนาการของนางอันซิ่วเอ๋อร์น่าจะเบิกตากว้างแดงก่ำ อยากจะฉีกเนื้อเถือหนังนางไม่ใช่รึ?เหตุใดถึงได้สงบนิ่งเช่นนี้ ไม่ทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย? นางอยากเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ฟูมฟายแทบขาดใจ เพื่อที่ตนจะได้ค่อยๆเผยความจริง แล้วกระหน่ำซ้ำเติม เหยียบย่ำให้จมดิน แต่เปล่าเลย!ในที่อับโชคเช่นนี้ นางกลับสงบนิ่งผิดจากที่นางคาดไว้ลิบลับ
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่โศกเศร้านางรู้ดีว่ายิ่งแสดงความเสียใจ ผู้อื่นก็ยิ่งสะใจ นางจะไม่หยิบยื่นโอกาสนั้นให้ใครยิ่งกว่านั้น ชีวิตช่วงนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก นอกจากไม่มีเขา ทุกวันก็ได้เดินเล่นดูแลแปลงผัก ทำอาหาร ก็พออยู่ได้
แต่เย่จิ้งซูตั้งใจจะยั่วโมโหอันซิ่วเอ๋อร์ให้ได้ถ้าไม่ได้เห็นนางคลั่ง นางก็เสียเที่ยวเปล่าๆ ที่มาถึงนี่นางจึงเดินตามอันซิ่วเอ๋อร์ไปยังห้องครัวโทรมๆ กล่าวว่า"เจ้าคงไม่รู้สินะตอนนี้ในจวนลือกันให้แซ่ดว่าเจ้าหนีตามชู้ไปกับทหารยาม แถมลูกในท้องน่ะก็อาจไม่ใช่ลูกของเขา!"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นสีหน้าวูบไปเล็กน้อย นางกอดผักกาดในมือแน่นขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ"จริงรึ? ข้าเชื่อว่าสามีข้าจัดการได้เขาต้องเชื่อข้า"
"มั่นใจเสียจริงนะ!" สีหน้าเย่จิ้งซูบึ้งลง นางพบว่าสตรีผู้นี้รับมือยากจริงๆนางแค่นเสียงเย็นชา กล่าวต่อ "หึ!ได้ยินว่าในห้องของทหารยามคนนั้น พบถุงหอมปักบทกวีรัก ไม่รู้ว่าเป็นของเจ้ารึเปล่า?"
อันซิ่วเอ๋อร์นึกถึงถุงหอมที่หายไปใบนั้นนางพกติดตัวตลอด แต่พอมาถึงนี่กลับหาเท่าไรก็ไม่เจอนางนึกว่าทำหล่นหายที่ไหน ที่แท้ถูกพวกนางขโมยไป!
ถุงหอมเป็นของใช้ส่วนตัวของผู้หญิงนางไม่ได้ทำผิด แต่ตัวนางไม่อยู่ที่นั่น ในห้องคนอื่นกลับมีถุงหอมของนางมีปากก็ยากจะแก้ต่าง พอนึกถึงคำนินทาสารพัด นางก็รู้สึกปวดหัวแทบระเบิด
นางอยู่ที่นี่ ยังห่างไกลคำครหาแต่จางเจิ้นอันคงได้ยินมานักต่อนัก หากมีคนกรอกหูเรื่องร้ายๆ ของภรรยาทุกวันสักวันก็คงหวั่นไหว ยิ่งคิดว่าเพราะตนเอง เขาต้องถูกคนอื่นเยาะเย้ยนางก็ยิ่งไม่สบายใจ
"ท่านมันร้ายกาจ หน้าด้านเหลือทน!"อันซิ่วเอ๋อร์ตวาด "ข้าไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานมาอาศัยบ้านคนอื่น แถมยังก่อเรื่องวุ่นวาย วางแผนชั่วร้ายในบ้านเขาอีก!ข้าบอกให้รู้ไว้เลย ต่อให้สามีข้าจะแต่งใครเป็นภรรยาคนคนนั้นก็จะไม่มีวันเป็นท่าน!"
เย่จิ้งซูนึกถึงท่าทีของจางเจิ้นอันที่ปฏิบัติต่อนางเมื่อหลายวันก่อนในใจก็พลันขุ่นเคือง แต่จะแสดงความพ่ายแพ้ออกมาไม่ได้ นางกำเตาอุ่นมือแน่นใบหน้ายังคงแย้มยิ้ม "นั่นก็ไม่แน่ช่วงนี้ข้าคอยปรนนิบัติเขาอยู่ทุกวัน ไหนจะความรู้สึกดีๆ ที่เราเคยมีต่อกันสักวันเขาอาจกลับมารักข้าก็ได้ ยิ่งกว่านั้น คำของฮูหยินผู้เฒ่า เขาคงไม่กล้าขัด"
"ท่านมันเจ้าเล่ห์ร้ายกาจข้าสู้ท่านไม่ได้" อันซิ่วเอ๋อร์ยอมรับว่าตนเองชั้นเชิงไม่ถึง"เอาล่ะ ไหนๆ ท่านก็ตั้งใจมาดูข้าเป็นตัวตลกไม่ใช่รึ? ตอนนี้สมใจท่านแล้ว เชิญกลับไปได้"
"ตามหลักแล้ว ข้าควรกลับแต่ดูท่าชีวิตเจ้าจะสุขสบายดีนี่? เจ้ามันก็แค่หญิงบ้านนอกที่นี่มีแปลงผัก มาอยู่ที่นี่ก็เหมือนได้กลับบ้านเกิดกระมัง? ถ้าเช่นนั้น ข้าจะสงเคราะห์ให้ถึงที่สุดสั่งให้คนรื้อผักในแปลงนี้ออกให้หมด แล้วโยนเมล็ดพันธุ์ให้เจ้าห่อหนึ่งให้เจ้าเลี้ยงชีพด้วยตนเองไปเลย แบบนี้คงทำให้เจ้าภูมิใจยิ่งขึ้นกระมัง?"
เย่จิ้งซูกล่าวพลางหัวเราะราวกับพอใจในความคิดอันแสนดีของตนเองยิ่งนัก
"ท่านคิดจะให้ข้าอดตายฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่ยอมหรอกกระมัง?" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว
"เจ้าวางใจเถอะข้าจะปล่อยให้เจ้าอดตายได้อย่างไร? ข้าได้ยินว่าพวกชาวบ้านนอกอย่างเจ้ากินแต่ข้าวกล้องข้ารู้สึกว่าข้าวกล้องน่าจะเหมาะกับเจ้ามากกว่า แต่ที่นี่ไม่มี ถ้าอย่างนั้นข้าให้คนเอารำมาผสมข้าวสารให้เจ้าเสียหน่อย คงจะดี" เย่จิ้งซูยิ้มหวานมองสำรวจห้องครัว สายตาเหลือบไปเห็นกองฟืน "อืม...ฟืนนี่ก็ดูจะเยอะไป วันหลังคงต้องลดลงบ้าง พวกชาวบ้านนอกอย่างเจ้าหนังเหนียวจะตายคงไม่หนาวตายหรอกกระมัง?"
"ท่านแน่ใจนะว่าจะทำเช่นนี้?"อันซิ่วเอ๋อร์จ้องหน้านางถาม
"แน่นอน" เย่จิ้งซูยังคงยิ้ม
"ท่านอย่าทำให้เกินไปนะ!"ป่านเซี่ยซึ่งยังเด็ก โกรธจนทนไม่ได้ ตะโกนใส่หน้านาง
"ข้าไม่ได้ทำเกินไปสักนิดนายหญิงของพวกเจ้าเมื่อก่อนก็อยู่แบบนี้ ข้าแค่ให้นางกลับไปเป็นเหมือนเดิม"เย่จิ้งซูไม่แม้แต่จะชายตามองป่านเซี่ยตอนพูดก็ยังคงจ้องหน้าอันซิ่วเอ๋อร์ พอเห็นแววตาโกรธกรุ่นบนใบหน้านางนางก็หัวเราะออกมาอย่างสะใจในที่สุด
"ดี! ดี! ดี!ที่ท่านเคยบอกว่าจะไม่ยุ่งกับชีวิตข้า ข้าถือว่าเป็นอันยกเลิก!แต่ในเมื่อท่านคิดจะตัดทางรอดของข้า ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจท่านอีกต่อไป!"อันซิ่วเอ๋อร์ประกาศกร้าว
"เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้างั้นรึ?ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้!" เย่จิ้งซูกล่าวเสียงเย็น
"ท่านอยากรู้รึ?" อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองยิ้มๆ
เย่จิ้งซูพลันรู้สึกไม่ชอบมาพากลนางได้ยินเสียงกุกกักจึงหันไปมอง ก็พบว่าประตูไม้เล็กๆของห้องครัวถูกแม่นมฟู่ลงกลอนแล้ว!
เย่จิ้งซูใจหายวาบ! นางพาสาวใช้มาแค่คนเดียวแต่อันซิ่วเอ๋อร์มีตั้งสามคน! นางประมาทไปชั่วขณะ เผลอก้าวเข้ามาในห้องครัวเล็กๆนี่จนได้!
"พวกเจ้าจะทำอะไร!?" เย่จิ้งซูถามเสียงสั่น นางเป็นคุณหนูที่ปกติไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่
"ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดไม่ออกว่าจะออกไปอย่างไรดีแต่ตอนนี้เมื่อจับตัวท่านได้ ข้าก็คงออกไปได้แล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวยิ้มๆ"ข้าจะจับท่านเป็นตัวประกันเชื่อว่าพวกข้างนอกคงไม่กล้าขวางทางข้า"
"เจ้ากล้า!?" เย่จิ้งซูตวาด
"ข้าจะไม่กล้าได้อย่างไร? เดิมทีข้าก็คิดว่าอยู่ที่นี่ก็ไม่เลว แต่ท่านคิดจะตัดทางรอดของข้าเช่นนั้นข้าก็อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้ข้าติดอาหารดีๆ ของจวนจางเสียแล้ว"อันซิ่วเอ๋อร์หันไปหยิบมีดทำครัวเล่มหนึ่งมาจากเขียง
แสงจากหน้าต่างส่องกระทบคมมีดสะท้อนประกายเย็นเยียบ
สาวใช้ของเย่จิ้งซูอ้าปากจะร้องป่านเซี่ยตาไวกว่า รีบพรวดเข้าไป คว้าหัวกระเทียมที่วางอยู่บนเตายัดใส่ปากนางเต็มๆ
"อ่อก!" รสเผ็ดร้อนซ่าทำให้นางน้ำตาไหลพรากจะร้องก็ร้องไม่ออก นางก้มตัวจะอ้วก ป่านเซี่ยก็ฉวยโอกาสบีบข้อมือนางไว้
ฝีมือของสาวใช้ผู้นี้พอๆ กับป่านเซี่ยเพียงแต่ป่านเซี่ยอยากหนีไปจากที่นี่มากกว่า จึงมีแรงฮึดเอาชนะได้
ส่วนเย่จิ้งซูพอเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ถือมีดเดินเข้ามา ก็ตกใจจนเสียงหายเตาอุ่นมือในมือร่วงหล่นลงพื้น ได้แต่ก้าวถอยหลังไปทีละก้าวจนไปชนแม่นมฟู่ที่ยืนดักอยู่หน้าประตู แม่นมฟู่จึงบีบข้อมือนางไว้แน่น
"ทั้งๆที่รู้ว่าข้าเป็นแค่หญิงบ้านนอก ท่านยังกล้ามาหาข้าตามลำพังต้องบอกว่าท่านใจเด็ดมาก" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวยิ้มๆ
เย่จิ้งซูเห็นอันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้ทุกทีก็ยิ่งกลัว นางอ้าปากจะร้อง แต่พออันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยประโยคเดียว นางก็ต้องหุบปากฉับ"ร้องสิ ร้องคำหนึ่ง ข้าจะกรีดหน้าเจ้าแผลหนึ่ง!"
"เจ้ากล้า!"
"ท่านก็ลองทายดูสิว่าข้ากล้ารึเปล่า?"อันซิ่วเอ๋อร์เดินมาหยุดข้างกายนางทันใดนั้นเย่จิ้งซูก็เหวี่ยงเท้าหมายจะเตะท้องอันซิ่วเอ๋อร์!อันซิ่วเอ๋อร์เบี่ยงตัวหลบทัน แม่นมฟู่ด้านหลังก็เด็ดเดี่ยวไม่แพ้กันเห็นดังนั้นจึงบิดเอวนางอย่างแรง แล้วเกี่ยวขาให้นางล้มลง!