จังหวะของละอองปราณรวดเร็วราวกับการสั่นไหวของสายธารที่มีบางอย่างตกลงไปจนเกิดคลื่นสั่นสะเทือนปกติแล้วการบ่มเพาะจะควบคุมให้ละอองปราณปรากฏอยู่ตลอดเวลาและควบคุมการไหลเวียนของพลังปราณให้ไม่ติดขัด
แต่เหมือนว่าชายตรงหน้าจะบ่มเพาะพลังปราณด้วยวิธีที่แปลกออกไปนั่นเป็นหนึ่งในข้อสงสัยที่ผุดขึ้นมา
อีกข้อนั่นคือระดับพลังปราณเพียงแค่นี้ก็เอาชนะคนที่มีระดับขั้นพลังปราณเหนือกว่าอย่างหยางเปียวได้งั้นหรือไม่ว่าจะพยายามคิดแค่ไหนนางก็ไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามนี้ได้เลยซึ่งเสียงเรียกจากประตูหน้าดังขึ้นดึงนางออกจากภวังค์
“ท่านหลี่ผิง!” เสี่ยงทุ่มต่ำตะโกนเรียกพร้อมกับผลักบานประตูให้เปิดออก“ท่านเป็นอะไรหรือไม่”ชายหนุ่มทั้งสามวิ่งตรงเข้ามาหาหลี่ผิงอย่างแตกตื่น
“ไม่... ข้าไม่เป็นอะไร แล้วโจรพวกนั้นล่ะ สถานการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง”หลี่ผิงถามออกไป ชายหนุ่มทั้งสามคนนี้เป็นศิษย์ของพรรคพิรุณร่วงโรยพวกเขาเริ่มอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนางหมดสติไป
พวกเขาแต่ละคนแยกกันไปในแต่ละทิศของหมู่บ้านเพื่อช่วยชาวเมืองร่วมกับศิษย์คนอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในพวกเขาก็เห็นการต่อสู้ของเหิงเฟยพอดี การปะทะกันระหว่างหยางเปียวและเหิงเฟยจึงเกิดขึ้นหลังเสียงสั่งหยุดของหยางเปียว
ชัยชนะตกเป็นของเหิงเฟยหลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ
แม้คราแรกนางจะไม่เชื่อคำกล่าวของพวกศิษย์พรรคเสียเท่าไหร่แต่เหิงเฟยก็นั่งบ่มเพาะพลังอยู่ตรงนี้ แถมยังเหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลายลงแล้วมันคงจะเป็นเรื่องจริงอย่างที่พวกเขาว่ามา
“ข้าดีใจที่ท่านไม่เป็นไรพวกชาวบ้านฝากมาขอบคุณท่านหลี่ผิงที่ช่วยดับไฟให้”นางส่ายหน้าไปมาเบา ๆ
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ว่าตอนนี้ช่วยลดเสียงลงจะได้หรือไม่” นางเบือนหน้าไปทางเหิงเยว่ที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่ซึ่งศิษย์ทั้งสามก็พยักหน้าเข้าใจ
“ระหว่างที่ท่านหลี่หมิงไม่อยู่ ก็อย่าเผลอซะล่ะท่านหลี่ผิง”ศิษย์คนหนึ่งกล่าวขึ้นทีเล่นทีจริงก่อนจะวิ่งหนีออกไป เพราะท่าทีของนางในตอนนี้นางกระชับหมัดแน่นและเริ่มโคจรพลังปราณจนเริ่มเห็นละอองปราณอยู่รอบกาย
“ทำไมพวกเจ้าไม่รีบออกไปก่อนข้าจะเปลี่ยนใจซะล่ะ” ศิษย์อีกสองคนโค้งคำนับให้ก่อนจะรีบหนีออกไปตามศิษย์คนแรก
ดูเหมือนว่าหลังจากที่พวกนั้นออกไปเหิงเยว่ก็บ่มเพาะพลังเสร็จพอดี ละอองปราณที่แปลกประหลาดเริ่มจางหายไปเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
การหมุนเวียนของพลังปราณทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นการขับเหงื่อออกมาให้ร่างกายเย็นลงจึงเป็นสิ่งที่คอยควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงจนเกินไปเพราะเหตุนี้เสื้อผ้าบาง ๆ ของชายหนุ่มจึงเต็มไปด้วยคราบเหงื่อเสื้อชื้นแนบชิดผิวกายจนเผยกล้ามเนื้อที่คอยปกปิดออกมาให้เห็นบาง ๆ
“ดูเหมือนว่าอาการของท่านจะดีขึ้นแล้วนะหลี่ผิง” เขากล่าวขณะที่ถอดเสื้อตัวนอกออกก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวด้านข้างขึ้นมาซับเหงื่อบนเรือนร่าง
“อะ...เอ่อ คือว่าทะ ท่านเหิงเฟย” นางตอบกลับอย่างติดขัดพร้อมกับเบือนหน้าหนี “ขะ...ข้าว่าท่านไม่ควรจะถอดเสื้อต่อหน้าสตรีเช่นนี้”
เหิงเยว่ที่เพิ่งจะรู้สึกตัวก็รีบซับเหงื่อจนเสร็จและยืนหันหลังให้นางในทันที
“ขออภัยที่ข้าเผลอทำตัวแบบนี้ต่อหน้าท่าน”
“ข้าให้อภัยท่านก็ได้ แต่ท่านจะต้องเลิกใช้คำสุภาพกับข้า”
“เหตุใดจะไม่ได้กันล่ะ หลี่ผิง” เมื่อเหิงเยว่จัดเสื้อจนเสร็จเรียบร้อยก็หันกลับมาสบตาผู้หญิงตรงหน้าเมื่อสถานการณ์กลับมาปกติ ทั้งสองพากันไปนั่งบริเวณโต๊ะกลมที่อยู่ใกล้ ๆ