ตำหนักเทพกิเลน (เฟิงเทียนดำเนินเรื่อง)
วันนี้ผมกับแม่ได้บอกท่านพ่อแล้วว่าจะออกไปฝึกฝนข้างนอก ซึ่งท่านดูจะอารมณ์ดีมาก และอนุญาตทันที แม้จะมีผู้อาวุโสบางส่วนคัดค้านก็ตาม แต่พอท่านพ่ออ้างเรื่องการแข่งขันที่จะมีขึ้นภายในและการแข่งขันที่สมาคมการค้าตะวันจันทราจะจัดขึ้น มันคงไม่ยุติธรรมหากไม่ให้ผมออกไปฝึกภายนอกตระกูล ซึ่งการฝึกข้างนอกจะให้ผลดีกว่าการฝึกภายในตระกูล เพราะได้ประสบการณ์การต่อสู้จริงมากกว่า นายน้อยตำหนักเทพส่วนใหญ่แม้จะมีพลังปราณสูงเสียดฟ้า แต่ประสบการณ์การต่อสู้ก็มีแค่เฉพาะสู้กับคนในตระกูล ซึ่งพวกเขาก็ลงมือไม่เต็มที่ ดังนั้นการประลองที่ต้องแข่งขันกับตำหนักเทพอื่น ประมุขตำหนักเทพจะสั่งให้ทายาทลงแข่งทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้ท่านพ่อจึงเห็นด้วยที่ผมจะออกไปฝึกข้างนอก
ผมกับแม่เดินออกมาจากตระกูล เพื่อมายังจุดที่นัดกับท่านอาจารย์ไว้ เมื่อมาถึงก็พบว่าท่านอาจารย์ยืนรอผมกับแม่อยู่ก่อนแล้ว ผมจึงเข้าไปทักทายท่านทันที
“สวัสดีครับ ท่านอาจารย์” ผมกล่าวทักทาย ท่านอวี้กงพยักหน้าแล้วหันหลังไปวาดบางอย่างกลางอากาศแบบแปลก ๆ พริบตาอากาศตรงหน้าก็เกิดการบิดเบี้ยวขึ้น
“ไปกันเถอะ” ท่านอวี้กงเดินหายเข้าไปในอากาศที่บิดเบี้ยวนั้น ผมกับแม่มองหน้ากัน ก่อนที่ผมจะจับมือแม่แล้วพาเดินเข้าไปในอากาศที่บิดเบี้ยวนั้นพร้อมกัน
อีกฟากหนึ่งเป็นห้องโถงกว้าง ดูเหมือนจะมีเพียงที่นอนเท่านั้น ตอนที่ผมกำลังจะเอ่ยถามท่านอวี้กง ท่านก็กวักมือเรียกผมไปหา
“ประตูนี้ ลองเปิดดูสิ” ท่านอวี้กงกล่าว ผมจึงเดินไปเปิดดู สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมแปลกใจมาก นี่มันบานประตูตู้เสื้อผ้าในห้องของผมนี่นา
“เราใช้อักขระลมปราณสร้างอาคมเพื่อเชื่อมห้องของเจ้ากับที่นี่เอาไว้ หากจะใช้ห้องน้ำก็กลับไปเข้าที่ห้องของตัวเองได้เลย” ท่านอวี้กงกล่าว
“มิน่าล่ะทำไมที่นี่ถึงไม่มีห้องน้ำ” ผมกล่าว เพราะห้องนี้เป็นเหมือนห้องที่ไม่มีทางออกเลย ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ
“โอสถและอาหารลมปราณชั้นสูงวางอยู่ตรงนั้น ให้ทำการบ่มเพาะพลังไปก่อน หลังผ่านไป 2 วัน เจ้าจะต้องเข้าสู่ปราณจิตให้ได้ จากนั้นเราจะมาสอนกระบวนท่าศิลปะการต่อสู้ให้” กล่าวจบร่างของท่านอวี้กงก็ค่อย ๆ จางหายไป
ผมกับแม่หยิบโอสถขึ้นมากิน ก่อนจะเริ่มบ่มเพาะพลังตามเคล็ดบ่มเพาะที่ได้รับมาจากท่านอวี้กง
ช่างน่าแปลก พลังปราณที่อยู่ในห้องนี้หนาแน่นมาก เมื่อเทียบกับการฝึกในห้องฝึกของตำหนักเทพ พลังปราณของที่นี่หนาแน่นกว่ามาก แถมผมยังรู้สึกว่าพลังปราณที่นี่สะอาดไร้สิ่งปนเปื้อน ถ้าให้อธิบายคงเหมือนกับน้ำโคลนกับน้ำจากต้นน้ำที่ใสและเย็น มันให้ความรู้สึกประมาณนั้นเลย ไม่แปลกเลยที่ท่านอวี้กงจะมีพลังปราณที่แข็งแกร่ง เพราะท่านรับเอาปราณที่สะอาดไม่มีสิ่งเจือปนเข้าสู่ร่างกายนี่เอง
ด้านนอกห้อง ข้าง ๆ ห้องที่เฟิงเทียนฝึก (ไป่ฉีดำเนินเรื่อง)
'เจ้าหนูนั่นมีพรสวรรค์ในการฝึกกับพรสวรรค์ทางร่างกายดีทีเดียว ฝึกเพียง 5 นาทีก็สามารถแยกแยะความบริสุทธิ์ของปราณได้แล้ว พวกขยะตระกูลส่วนใหญ่ที่ข้าเจอมาตลอดหลายร้อยปี มักมีร่างกายที่พิเศษ ตันเถียน 2 จุด ก็เป็น 1 ในนั้น นอกจากนี้ยังมีพวกที่เส้นลมปราณหนาผิดปกติที่จะทะลวงจุดชีพจรลมปราณได้ยาก แต่หากทะลวงได้จะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับสัตว์อสูรในระดับเดียวกันเลยทีเดียว' ไป่ฉีคิด เขาเตรียมโอสถระดับสูง ระดับราชันย์ขึ้นมา
“เอาล่ะ สัปดาห์นี้ไม่มีงานในวงการให้ทำ จะมีอีกทีก็ถ่ายนิตยสารวันเสาร์ โรงเรียนกับคลาสดนตรียังต้องเข้าตามปกติ เฮ้อ เมื่อไหร่ข้าจะสำเร็จสู่ราชันย์ทรราชเนี่ย” ไป่ฉีปวดหัวจริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาสามารถทะลวงขั้นลมปราณได้อย่างง่ายดาย แต่ปราณชั้นจักรพรรดินี้ทะลวงได้ยาก หากจะทะลวงแบบรวดเดียว ภายใน 1 สัปดาห์เขาสามารถที่จะเข้าสู่ปราณจักรพรรดิขั้น 6 ได้สบาย แต่ด้วยต้องไปเรียนสลับกับงานทำให้เต็มที่เขาคงทะลวงได้แค่ปราณจักรพรรดิขั้น 3 เท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ หากเป็นคนทั่วไปใช้วิธีที่เขาจะทำถือว่าฆ่าตัวตาย
ไป่ฉีเปิดขวดโอสถออกก่อนจะเท กรอกเข้าปากไปทั้งขวด พร้อมกับเริ่มทำการบ่มเพาะร่างกายของตนเองก่อน ใช่แล้ว เขาใช้เคล็ดบ่มเพาะ [รากฐานกายาโพธิสัตว์] หลังจากไม่ได้ฝึกมานาน หากเขาฝึกจนสำเร็จถึงขั้นสูงสุดเขาสามารถใช้วิธีบ้าบิ่นที่เขาเคยใช้ตอนอยู่ที่ทวีปต้าเซียนได้
หลังจากเวลาผ่านไปจนใกล้รุ่งเช้า ไป่ฉีสามารถเข้าสู่ รากฐานกายาโพธิสัตว์ ขั้นสูงสุดได้แล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับให้เขาใช้วิธีลัดสำหรับขึ้นสู่ปราณจักรพรรดิได้ในคืนนี้
“ขอเช็กเจ้าเด็กน้อยเฟิงเทียนหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง” ไป่ฉีใช้พลังปราณตรวจสอบก็พบว่าพลังปราณของเฟิงเทียนเพิ่มพูนขึ้นมาก ในวันพรุ่งนี้น่าจะบรรลุถึงชั้นปราณจิตได้
“เราต้องรีบกลับไปที่บ้าน วันนี้มีเรียนด้วยสิ” ไป่ฉีเปิดประตูมิติกลับไปที่ห้องเช่า ก่อนจะคลายอาคมทั้งหมด เขาทำการเคลียร์งานบ้านตอนเช้า แล้วไปอาบน้ำ แต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน ส่วนในช่วงเย็นมีเข้าคลาสดนตรีกับฝึกพลังปราณที่ถ้ำต่อ
ที่ห้องฝึกของเฟิงเทียน (ช่วงเย็น)
“เฟิงเทียน เจ้าบรรลุชั้นปราณจิตแล้ว ยินดีด้วย” ไป่ฉีปรากฏตัวขึ้น
“ท่านอาจารย์ ท่านจะสอนอะต่อครับ” เฟิงเทียนถาม
ไป่ฉีเดินไปใช้นิ้วจี้ไปตรงกลางหน้าผาก จากนั้นเคล็ดวิชาการต่อสู้ทั้งหลายก็ถูกส่งเข้าสมองของเฟิงเทียนกับแม่ของเขาโดยตรง
“หุ่นศิลาลมปราณนี้จะช่วยเจ้าฝึก มันจะใช้กระบวนท่าได้เหมือนกับเจ้า ดังนั้นจงฝึกกับพวกมันเพื่อเรียนรู้วิธีการออกท่าที่ถูกต้อง และรู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของวิชา ซึ่งเจ้าต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง มันจะกลายเป็นประสบการณ์ให้กับเจ้า” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะหายตัวไปจากห้องฝึก
“แม่ พวกเรามาพยายามกันเถอะครับ” เฟิงเทียนมีท่าทีตื่นเต้น
แม่ของเฟิงเทียนมองดูลูกชายอย่างมีความสุข ตั้งแต่ลูกชายของเธอได้เทพกระบี่เป็นอาจารย์ เขายิ่งกระตืนรือร้นที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้น ยิ้มบ่อยขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่แม่ทุกคนอยากเห็น จากนั้นทั้ง 2 ก็เริ่มฝึกกับหุ่นศิลาลมปราณทันที
ทางด้านไป่ฉีหลังจากออกมาจากห้องฝึกของเฟิงเทียน เขาจะเริ่มทะลวงขั้นปราณสู่ชั้นปราณจักรพรรดิ ไป่ฉีทำการเตรียมโอสถขั้นสูงระดับราชันย์ทรราชออกมาจากห้วงจิตวิญญาณของเขา โอสถระดับนี้ไป่ฉีมีอยู่เพียงแค่ 100 เม็ดเท่านั้น ตอนนี้เขายังไม่สามารถหาสมุนไพรมาปรุงมันเพิ่มได้ ดังนั้นโอสถนี้เขาไม่มีวันเอาให้เฟิงเทียนใช้เด็ดขาด เพื่อกันศิษย์คิดล้างครูเหมือนที่เขาเห็นบ่อย ๆ ในชีวิตที่แล้วของเขา
ระหว่างคิดไป่ฉีถอดเสื้อผ้าของเขาออกจนหมด เพื่อไม่ให้มีอะไรมาขวางการดูดซับปราณโดยรอบของเขาขณะที่เขาทะลวงด่านลมปราณ
ไม่รอช้า ไป่ฉีนำโอสถออกมา 3 เม็ด จากนั้นส่งมันเข้าปากไปทั้งหมด พร้อมกับเรียกเอากระบี่กลืนดาราออกมาวางไว้บนตักของเขา จากนั้นจึงเริ่มวิธีที่เขาถนัดที่สุด นั่นคือการปรับพลังปราณของเขาให้เหมือนกับพลังปราณของนางมารปิงโหย่วที่อยู่ในกระบี่กลืนดารา ก่อนจะใช้พลังปราณย่อยสลายโอสถ 1 เม็ดก่อน
ฉับพลันที่เขาดูดซับโอสถเม็ดแรก พลังของโอสถก็ก่อให้เกิดพายุลมปราณพุ่งไปตามจุดชีพจรลมปราณทั่วร่างของเขา
“อึก อ๊า” ความเจ็บปวดแผดพุ่งไปทั่วร่าง ไป่ฉีพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น วิธีที่เขาใช้นั้นหากไม่ทำการฝึกรากฐานกายโพธิสัตว์ที่ทำให้ร่างกายและเส้นชีพจรลมปราณแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธฺทั่วไปแล้วล่ะก็ ร่างของเขาต้องระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อแน่ ๆ
ไป่ฉีเร่งโคจรพลังปราณที่พวยพุ่งออกมาจากผลของโอสถให้เข้าสู่ตันเถียนของเขา ส่วนพลังที่เกินมานั้นเขาใช้กระบี่กลืนดาราเป็นตัวช่วยในการรองรับพลังส่วนเกินที่เขาควบคุมไม่ได้ เพื่อไม่ให้เส้นชีพจรลมปราณของเขาเกิดการฉีกขาดหรือได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอาจนำไปสู่ความพิการได้
“ระ....ร้อนเกินไปแล้ว” ไป่ฉีรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้คอของเขาแห้งผาก อาจจะเพราะพลังหยางที่มีอยู่มากในปราณของนางมารปิงโหย่วทำให้ร่างกายของเขาเกิดการเสียสมดุล ซึ่งอันตรายมาก เขาจำเป็นต้องปรับสมดุลธาตุเดี๋ยวนี้
“ปราณหยินเอ๋ย จงมารวมตัวกันที่นี่” ไป่ฉีทำการวาดอักขระลมปราณให้เป็นอาคมที่จะช่วยชักนำปราณหยินที่มีมากมายภายในถ้ำแห่งนี้เข้ามาที่ตันเถียนของเขาเพื่อปรับสมดุล ขณะเดียวกันเขาก็หยุดการดูดซับปราณจากกระบี่ชั่วคราว เมื่อพบว่าสมดุลปราณกลับมาเหมือนเดิมแล้วไป่ฉีจึงหยิบโอสถอีก 1 อย่างออกมา มันไม่เหมือนโอสถทั่วไป เพราะปรุงจากสมุนไพรธาตุหยินรุนแรง
ไป่ฉีทำการกลืนมันลงไป พร้อมกับเริ่มดูดซับปราณในกระบี่กลืนดาราอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ปราณหยินและหยางสมดุลกันมากขึ้น แต่ยังคงมากกว่าปราณหยินเล็กน้อย
เพียงแค่ 6 ชั่วโมงหลังจากนั้น ในที่สุดไป่ฉีก็ถึงช่วงคอขวดของระดับ เขาทำการกินโอสถธาตุหยินลงไปเพิ่มอีก 2 เม็ด ทำให้เกิดกระแสลมปราณหยินหยางรุนแรงขึ้นในร่างกายอีกครั้ง แต่คราวนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกมาก
ไป่ฉีค่อย ๆ ประคองการดูดซับพลังปราณจนสำเร็จ ในที่สุดเขาก็สามารถทะลวงสู่ชั้นปราณจักรพรรดิ ขั้น 1 ได้เสียที เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ขั้นตอนเมื่อกี้มันอันตรายจริง ๆ หากเขาคุมไม่อยู่อาจถึงขั้นพิการได้ แต่ผลที่ได้ก็คุ้มมากพอที่จะเสี่ยง
เขามองไปทั่วร่างของตัวเองที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ทุกมัดเต็มไปด้วยพลังหยางที่แข็งแกร่ง เขาคิดไม่ถึงว่าพลังหยางจะทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดนี้ นี่มันเท่ากับร่างกายของเขาตอนอยู่ระดับราชันย์ทรราชเลยทีเดียว เพียงแต่ตอนนี้พลังหยางยังคงเกินสมดุลอยู่ มันทำให้เขาร้อนรุ่มและต้องการพลังหยินมาปรับสมดุลเพิ่ม
“ปราณของปิงโหย่วในกระบี่กลืนดาราจวนจะหมดแล้ว พลังระดับราชันย์ทรราชของปิงโหย่วกลับทำให้เราบรรลุได้แค่ปราณชั้นจักรพรรดิเองเหรอเนี่ย ถ้างั้นต้องหาแหล่งดูดซับปราณหยางให้กับมันก่อน” ไป่ฉีที่กำลังคิดอยู่ เขากำลังจะเริ่มปรับสมดุลปราณ แต่นาฬิกาปลุกที่สมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้น ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นทันที
“ชิบหายล่ะ นี่สายป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย” ไป่ฉีเห็นเวลา เวลาที่ตั้งปลุกไว้คือ 30 นาทีก่อนเมิ่งชิงชิงจะมารับเขาที่ป้ายรถเมล์
ไป่ฉีรีบเปิดประตูมิติกลับที่ไปที่ห้องเช่าในสภาพเปลือยเปล่า ก่อนจะรีบเตรียมอาหารเช้าให้พ่อกับแม่ทั้งสภาพแบบนั้น แล้วจึงเข้าไปอาบน้ำทันที เมื่อเขาออกมาจากห้องน้ำ เขาพบว่าเลยเวลาที่เมิ่งชิงชิงจะมารับเขาแล้ว เดี๋ยวเจ้าตัวต้องขึ้นมาตามแน่ ๆ จึงรีบเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อแต่งตัว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดสำหรับเขาก็คือ…...
“ซะ...ซวยแล้ว สะ....เสื้อกับกางเกงใส่ไม่ได้” ไป่ฉีเพิ่งสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อของเขาใหญ่ขึ้น ตัวก็สูงขึ้นอีกร่วม 5 เซนติเมตร ทำให้เสื้อจากเมิ่งเจี่ยที่ตัดให้เขาพอดีตัว มันสวมไม่ได้ซะแล้ว ขณะที่เขากำลังคิดไม่ตกว่าจะทำยังไงดี กุญแจห้องก็ถูกไขและเปิดออก
“ไป่ฉี นี่มันสายแล้วนะ นายไม่เคยสายแบบนี้นี่” เมิ่งชิงชิงเดินเข้ามา เพราะไป่ฉีเคยให้กุญแจกับเธอเอาไว้ ซึ่งเธอก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในวันนี้ แต่สิ่งที่ชิงชิงเห็นหลังจากเข้ามาในห้องคือไป่ฉีที่กำลังนอนคลุมโปงอยู่
“ให้ตายสิ นายเนี่ยนะ ทุกวันเห็นขยันดี ทำไมวันนี้ถึงขี้เกียจแบบนี้กัน ตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าแมวจอมขี้เกียจ” เมิ่งชิงชิงดึงผ้าห่มของไป่ฉีอย่างแรงจนเผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มที่อยู่ใต้ผ้าห่ม
“...........” ไป่ฉี มองเมิ่งชิงชิงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาไม่คิดว่าจะถูกเมิ่งชิงชิงเห็นในสภาพที่น่าอับอายแบบนี้ แถมความรู้สึกนี้มันอะไรกัน ความกระหายที่อยู่ ๆ ก็ปะทุขึ้น ต้องเป็นเพราะพลังหยางที่ยังตกค้างอยู่ในตัวเขาแน่ ๆ ถึงทำให้เขามีความต้องการพลังหยินที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเมิ่งชิงชิง
'บ้าเอ๊ย ชิงเอ๋อ ทำไมต้องมาเวลานี้ด้วย' ไป่ฉีพยายามสะกดอารมณ์ของตัวเองเอาไว้
“...........” เมิ่งชิงชิงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นไป่ฉีไม่ใส่เสื้อผ้า แถมช่วงล่างของเขาที่เธอเห็นกำลังตั้งตระหง่านอยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้มัน.......
'นี่มัน…... ไม่ใช่สิ นี่ฉันกลายเป็นคนลามกไปแล้วเหรอเนี่ย' เมิ่งชิงชิงคิดได้ดังนั้นก็ร้องกรี๊ดขึ้นมาพร้อมกับเอามือปิดตาตัวเอง
ส่วนไป่ฉีรีบพุ่งเข้ามาตะครุบเธอพร้อมกับเอามือปิดปากเธอไว้ ขณะที่พ่อกับแม่ของไป่ฉีก็เปิดประตูห้องออกมาหลังได้ยินเสียงร้อง สภาพที่พวกเขาเห็นคือไป่ฉีกำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า กำลังคร่อมอยู่บนร่างของเมิ่งชิงชิง
“ชิบหายคูณ 2 แล้วไง” ไป่ฉีพึมพำขึ้น ส่วนเมิ่งชิงชิงตอนนี้ไม่ได้มองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของไป่ฉีแม้แต่น้อย สายตาเธอจับจ้องไปที่แท่งหยกของไป่ฉีที่กำลังถูกับต้นขาของเธออยู่
'วันนี้วันซวยอะไรของข้าเนี่ย น่าอายชะมัด' ไป่ฉีคิด
ไป่ชิงหยุนยกนิ้วให้ ส่วนไป่เหลียนฮวาก็ดันหัวไป่ชิงหยุนให้กลับเข้าไปในห้อง ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า…...
“ถ้าจะทำกันก็ป้องกันด้วย อ้อ ลดเสียงให้เบาลงหน่อยก็ดี จะได้ไม่รบกวนห้องอื่นเขานะจ๊ะ พ่อกับแม่ขอตัวไปนอนต่ออีกสักหน่อย 1 ชั่วโมงก็พอนะ ไปสายสักวันครูเขาคงไม่ว่าอะไรหรอก ฮุฮุ” กล่าวจบ กล่องถุงยางก็ถูกโยนออกมาให้ 1 กล่อง ซึ่งไป่ฉีคาดว่าคงจะเป็นของพ่อกับแม่ที่ใช้เวลาทำกิจกรรมบนเตียงกัน
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงมองไปที่กล่องถุงยางอนามัยที่ไป่เหลียนฮวาโยนมาให้ข้าง ๆ ตัว สลับกับมองหน้ากันไปมาด้วยความเขินอาย ทั้ง 2 คนตกอยู่ในความเงียบ ก่อนที่เมิ่งชิงชิงจะพูดขึ้น
“ไป่ฉี ฉ...ฉะ....ฉัน ถ้านายจะทำ ฉันก็......” เมิ่งชิงชิงมองหน้าไป่ฉีด้วยความเขินอายขณะที่เธอรวบรวมความกล้าพูดออกไป
เมื่อไป่ฉีได้ยินเมิ่งชิงชิงพูดแบบนั้น ทำให้ในที่สุดเขาก็อดทนต่อไปไม่ไหว เขาหอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อของเขาไหลออกมาราวกับคนที่ออกกำลังกายอย่างหนักมา 1 ชั่วโมงเต็มโดยไม่พัก พลังหยางที่อยู่ในร่างของเขากำลังต้องการพลังหยินเพื่อปรับสมดุล เมื่อเขาได้รับความยินยอมจากหญิงสาวที่เขารัก เขาจึงตัดสินใจที่จะทำมัน
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอรับมันไว้ด้วยความยินดีครับ” ไป่ฉีกล่าว
เช้าอันแสนไม่ธรรมดาของทั้ง 2 ได้เริ่มต้นขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่ไป่ฉีได้ปลดปล่อยสิ่งที่เขาไม่เคยได้ทำในชีวิตที่แล้วของเขาแม้แต่ครั้งเดียว
วันนี้ไป่ฉีไปโรงเรียนสายกว่าปกติถึง 2 ชั่วโมง แต่เพื่อน ๆ ก็ไม่ได้ถามสาเหตุที่เขามาสายแม้แต่น้อย ต่อให้ถามเขาก็ไม่บอกหรอกว่าเขาได้เสียครั้งแรกไปแล้ว