จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 95 การฝึกของเทพกระบี่ Re

            ตำหนักเทพกิเลน (เฟิงเทียนดำเนินเรื่อง)

            วันนี้ผมกับแม่ได้บอกท่านพ่อแล้วว่าจะออกไปฝึกฝนข้างนอก  ซึ่งท่านดูจะอารมณ์ดีมาก และอนุญาตทันที  แม้จะมีผู้อาวุโสบางส่วนคัดค้านก็ตาม  แต่พอท่านพ่ออ้างเรื่องการแข่งขันที่จะมีขึ้นภายในและการแข่งขันที่สมาคมการค้าตะวันจันทราจะจัดขึ้น  มันคงไม่ยุติธรรมหากไม่ให้ผมออกไปฝึกภายนอกตระกูล  ซึ่งการฝึกข้างนอกจะให้ผลดีกว่าการฝึกภายในตระกูล  เพราะได้ประสบการณ์การต่อสู้จริงมากกว่า  นายน้อยตำหนักเทพส่วนใหญ่แม้จะมีพลังปราณสูงเสียดฟ้า  แต่ประสบการณ์การต่อสู้ก็มีแค่เฉพาะสู้กับคนในตระกูล  ซึ่งพวกเขาก็ลงมือไม่เต็มที่  ดังนั้นการประลองที่ต้องแข่งขันกับตำหนักเทพอื่น  ประมุขตำหนักเทพจะสั่งให้ทายาทลงแข่งทุกครั้ง  ด้วยเหตุนี้ท่านพ่อจึงเห็นด้วยที่ผมจะออกไปฝึกข้างนอก


            ผมกับแม่เดินออกมาจากตระกูล  เพื่อมายังจุดที่นัดกับท่านอาจารย์ไว้  เมื่อมาถึงก็พบว่าท่านอาจารย์ยืนรอผมกับแม่อยู่ก่อนแล้ว  ผมจึงเข้าไปทักทายท่านทันที


            “สวัสดีครับ  ท่านอาจารย์” ผมกล่าวทักทาย  ท่านอวี้กงพยักหน้าแล้วหันหลังไปวาดบางอย่างกลางอากาศแบบแปลก ๆ  พริบตาอากาศตรงหน้าก็เกิดการบิดเบี้ยวขึ้น


            “ไปกันเถอะ” ท่านอวี้กงเดินหายเข้าไปในอากาศที่บิดเบี้ยวนั้น  ผมกับแม่มองหน้ากัน  ก่อนที่ผมจะจับมือแม่แล้วพาเดินเข้าไปในอากาศที่บิดเบี้ยวนั้นพร้อมกัน


            อีกฟากหนึ่งเป็นห้องโถงกว้าง  ดูเหมือนจะมีเพียงที่นอนเท่านั้น  ตอนที่ผมกำลังจะเอ่ยถามท่านอวี้กง  ท่านก็กวักมือเรียกผมไปหา


            “ประตูนี้  ลองเปิดดูสิ” ท่านอวี้กงกล่าว  ผมจึงเดินไปเปิดดู สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมแปลกใจมาก  นี่มันบานประตูตู้เสื้อผ้าในห้องของผมนี่นา


            “เราใช้อักขระลมปราณสร้างอาคมเพื่อเชื่อมห้องของเจ้ากับที่นี่เอาไว้  หากจะใช้ห้องน้ำก็กลับไปเข้าที่ห้องของตัวเองได้เลย” ท่านอวี้กงกล่าว


            “มิน่าล่ะทำไมที่นี่ถึงไม่มีห้องน้ำ” ผมกล่าว  เพราะห้องนี้เป็นเหมือนห้องที่ไม่มีทางออกเลย  ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ


            “โอสถและอาหารลมปราณชั้นสูงวางอยู่ตรงนั้น  ให้ทำการบ่มเพาะพลังไปก่อน  หลังผ่านไป 2 วัน  เจ้าจะต้องเข้าสู่ปราณจิตให้ได้  จากนั้นเราจะมาสอนกระบวนท่าศิลปะการต่อสู้ให้” กล่าวจบร่างของท่านอวี้กงก็ค่อย ๆ จางหายไป


            ผมกับแม่หยิบโอสถขึ้นมากิน  ก่อนจะเริ่มบ่มเพาะพลังตามเคล็ดบ่มเพาะที่ได้รับมาจากท่านอวี้กง


            ช่างน่าแปลก  พลังปราณที่อยู่ในห้องนี้หนาแน่นมาก  เมื่อเทียบกับการฝึกในห้องฝึกของตำหนักเทพ  พลังปราณของที่นี่หนาแน่นกว่ามาก  แถมผมยังรู้สึกว่าพลังปราณที่นี่สะอาดไร้สิ่งปนเปื้อน  ถ้าให้อธิบายคงเหมือนกับน้ำโคลนกับน้ำจากต้นน้ำที่ใสและเย็น  มันให้ความรู้สึกประมาณนั้นเลย  ไม่แปลกเลยที่ท่านอวี้กงจะมีพลังปราณที่แข็งแกร่ง  เพราะท่านรับเอาปราณที่สะอาดไม่มีสิ่งเจือปนเข้าสู่ร่างกายนี่เอง


            ด้านนอกห้อง  ข้าง ๆ ห้องที่เฟิงเทียนฝึก (ไป่ฉีดำเนินเรื่อง)

            'เจ้าหนูนั่นมีพรสวรรค์ในการฝึกกับพรสวรรค์ทางร่างกายดีทีเดียว  ฝึกเพียง 5 นาทีก็สามารถแยกแยะความบริสุทธิ์ของปราณได้แล้ว  พวกขยะตระกูลส่วนใหญ่ที่ข้าเจอมาตลอดหลายร้อยปี  มักมีร่างกายที่พิเศษ  ตันเถียน 2 จุด ก็เป็น 1 ในนั้น  นอกจากนี้ยังมีพวกที่เส้นลมปราณหนาผิดปกติที่จะทะลวงจุดชีพจรลมปราณได้ยาก  แต่หากทะลวงได้จะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับสัตว์อสูรในระดับเดียวกันเลยทีเดียว' ไป่ฉีคิด  เขาเตรียมโอสถระดับสูง ระดับราชันย์ขึ้นมา


            “เอาล่ะ  สัปดาห์นี้ไม่มีงานในวงการให้ทำ  จะมีอีกทีก็ถ่ายนิตยสารวันเสาร์  โรงเรียนกับคลาสดนตรียังต้องเข้าตามปกติ  เฮ้อ  เมื่อไหร่ข้าจะสำเร็จสู่ราชันย์ทรราชเนี่ย” ไป่ฉีปวดหัวจริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาสามารถทะลวงขั้นลมปราณได้อย่างง่ายดาย  แต่ปราณชั้นจักรพรรดินี้ทะลวงได้ยาก  หากจะทะลวงแบบรวดเดียว  ภายใน 1 สัปดาห์เขาสามารถที่จะเข้าสู่ปราณจักรพรรดิขั้น 6 ได้สบาย  แต่ด้วยต้องไปเรียนสลับกับงานทำให้เต็มที่เขาคงทะลวงได้แค่ปราณจักรพรรดิขั้น 3 เท่านั้น  แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้  หากเป็นคนทั่วไปใช้วิธีที่เขาจะทำถือว่าฆ่าตัวตาย


            ไป่ฉีเปิดขวดโอสถออกก่อนจะเท กรอกเข้าปากไปทั้งขวด  พร้อมกับเริ่มทำการบ่มเพาะร่างกายของตนเองก่อน  ใช่แล้ว  เขาใช้เคล็ดบ่มเพาะ [รากฐานกายาโพธิสัตว์] หลังจากไม่ได้ฝึกมานาน  หากเขาฝึกจนสำเร็จถึงขั้นสูงสุดเขาสามารถใช้วิธีบ้าบิ่นที่เขาเคยใช้ตอนอยู่ที่ทวีปต้าเซียนได้


            หลังจากเวลาผ่านไปจนใกล้รุ่งเช้า  ไป่ฉีสามารถเข้าสู่ รากฐานกายาโพธิสัตว์ ขั้นสูงสุดได้แล้ว  ซึ่งเพียงพอสำหรับให้เขาใช้วิธีลัดสำหรับขึ้นสู่ปราณจักรพรรดิได้ในคืนนี้


            “ขอเช็กเจ้าเด็กน้อยเฟิงเทียนหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง” ไป่ฉีใช้พลังปราณตรวจสอบก็พบว่าพลังปราณของเฟิงเทียนเพิ่มพูนขึ้นมาก  ในวันพรุ่งนี้น่าจะบรรลุถึงชั้นปราณจิตได้


            “เราต้องรีบกลับไปที่บ้าน  วันนี้มีเรียนด้วยสิ” ไป่ฉีเปิดประตูมิติกลับไปที่ห้องเช่า  ก่อนจะคลายอาคมทั้งหมด  เขาทำการเคลียร์งานบ้านตอนเช้า  แล้วไปอาบน้ำ แต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน  ส่วนในช่วงเย็นมีเข้าคลาสดนตรีกับฝึกพลังปราณที่ถ้ำต่อ


            ที่ห้องฝึกของเฟิงเทียน (ช่วงเย็น)

            “เฟิงเทียน  เจ้าบรรลุชั้นปราณจิตแล้ว  ยินดีด้วย” ไป่ฉีปรากฏตัวขึ้น


            “ท่านอาจารย์  ท่านจะสอนอะต่อครับ” เฟิงเทียนถาม


            ไป่ฉีเดินไปใช้นิ้วจี้ไปตรงกลางหน้าผาก  จากนั้นเคล็ดวิชาการต่อสู้ทั้งหลายก็ถูกส่งเข้าสมองของเฟิงเทียนกับแม่ของเขาโดยตรง


            “หุ่นศิลาลมปราณนี้จะช่วยเจ้าฝึก  มันจะใช้กระบวนท่าได้เหมือนกับเจ้า  ดังนั้นจงฝึกกับพวกมันเพื่อเรียนรู้วิธีการออกท่าที่ถูกต้อง และรู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของวิชา  ซึ่งเจ้าต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง  มันจะกลายเป็นประสบการณ์ให้กับเจ้า” ไป่ฉีกล่าว  ก่อนจะหายตัวไปจากห้องฝึก


            “แม่  พวกเรามาพยายามกันเถอะครับ” เฟิงเทียนมีท่าทีตื่นเต้น


            แม่ของเฟิงเทียนมองดูลูกชายอย่างมีความสุข  ตั้งแต่ลูกชายของเธอได้เทพกระบี่เป็นอาจารย์  เขายิ่งกระตืนรือร้นที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้น  ยิ้มบ่อยขึ้น  นั่นเป็นสิ่งที่แม่ทุกคนอยากเห็น  จากนั้นทั้ง 2 ก็เริ่มฝึกกับหุ่นศิลาลมปราณทันที


            ทางด้านไป่ฉีหลังจากออกมาจากห้องฝึกของเฟิงเทียน  เขาจะเริ่มทะลวงขั้นปราณสู่ชั้นปราณจักรพรรดิ  ไป่ฉีทำการเตรียมโอสถขั้นสูงระดับราชันย์ทรราชออกมาจากห้วงจิตวิญญาณของเขา   โอสถระดับนี้ไป่ฉีมีอยู่เพียงแค่ 100 เม็ดเท่านั้น  ตอนนี้เขายังไม่สามารถหาสมุนไพรมาปรุงมันเพิ่มได้  ดังนั้นโอสถนี้เขาไม่มีวันเอาให้เฟิงเทียนใช้เด็ดขาด  เพื่อกันศิษย์คิดล้างครูเหมือนที่เขาเห็นบ่อย ๆ ในชีวิตที่แล้วของเขา


            ระหว่างคิดไป่ฉีถอดเสื้อผ้าของเขาออกจนหมด  เพื่อไม่ให้มีอะไรมาขวางการดูดซับปราณโดยรอบของเขาขณะที่เขาทะลวงด่านลมปราณ


            ไม่รอช้า  ไป่ฉีนำโอสถออกมา 3 เม็ด  จากนั้นส่งมันเข้าปากไปทั้งหมด  พร้อมกับเรียกเอากระบี่กลืนดาราออกมาวางไว้บนตักของเขา  จากนั้นจึงเริ่มวิธีที่เขาถนัดที่สุด  นั่นคือการปรับพลังปราณของเขาให้เหมือนกับพลังปราณของนางมารปิงโหย่วที่อยู่ในกระบี่กลืนดารา  ก่อนจะใช้พลังปราณย่อยสลายโอสถ 1 เม็ดก่อน


            ฉับพลันที่เขาดูดซับโอสถเม็ดแรก  พลังของโอสถก็ก่อให้เกิดพายุลมปราณพุ่งไปตามจุดชีพจรลมปราณทั่วร่างของเขา


            “อึก อ๊า” ความเจ็บปวดแผดพุ่งไปทั่วร่าง  ไป่ฉีพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น  วิธีที่เขาใช้นั้นหากไม่ทำการฝึกรากฐานกายโพธิสัตว์ที่ทำให้ร่างกายและเส้นชีพจรลมปราณแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธฺทั่วไปแล้วล่ะก็  ร่างของเขาต้องระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อแน่ ๆ


            ไป่ฉีเร่งโคจรพลังปราณที่พวยพุ่งออกมาจากผลของโอสถให้เข้าสู่ตันเถียนของเขา  ส่วนพลังที่เกินมานั้นเขาใช้กระบี่กลืนดาราเป็นตัวช่วยในการรองรับพลังส่วนเกินที่เขาควบคุมไม่ได้  เพื่อไม่ให้เส้นชีพจรลมปราณของเขาเกิดการฉีกขาดหรือได้รับบาดเจ็บ  ซึ่งอาจนำไปสู่ความพิการได้


            “ระ....ร้อนเกินไปแล้ว” ไป่ฉีรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้คอของเขาแห้งผาก  อาจจะเพราะพลังหยางที่มีอยู่มากในปราณของนางมารปิงโหย่วทำให้ร่างกายของเขาเกิดการเสียสมดุล  ซึ่งอันตรายมาก  เขาจำเป็นต้องปรับสมดุลธาตุเดี๋ยวนี้


            “ปราณหยินเอ๋ย  จงมารวมตัวกันที่นี่” ไป่ฉีทำการวาดอักขระลมปราณให้เป็นอาคมที่จะช่วยชักนำปราณหยินที่มีมากมายภายในถ้ำแห่งนี้เข้ามาที่ตันเถียนของเขาเพื่อปรับสมดุล  ขณะเดียวกันเขาก็หยุดการดูดซับปราณจากกระบี่ชั่วคราว  เมื่อพบว่าสมดุลปราณกลับมาเหมือนเดิมแล้วไป่ฉีจึงหยิบโอสถอีก 1 อย่างออกมา  มันไม่เหมือนโอสถทั่วไป  เพราะปรุงจากสมุนไพรธาตุหยินรุนแรง


            ไป่ฉีทำการกลืนมันลงไป  พร้อมกับเริ่มดูดซับปราณในกระบี่กลืนดาราอีกครั้ง  ซึ่งครั้งนี้ปราณหยินและหยางสมดุลกันมากขึ้น  แต่ยังคงมากกว่าปราณหยินเล็กน้อย


            เพียงแค่ 6 ชั่วโมงหลังจากนั้น  ในที่สุดไป่ฉีก็ถึงช่วงคอขวดของระดับ  เขาทำการกินโอสถธาตุหยินลงไปเพิ่มอีก 2 เม็ด  ทำให้เกิดกระแสลมปราณหยินหยางรุนแรงขึ้นในร่างกายอีกครั้ง  แต่คราวนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกมาก  


            ไป่ฉีค่อย ๆ ประคองการดูดซับพลังปราณจนสำเร็จ  ในที่สุดเขาก็สามารถทะลวงสู่ชั้นปราณจักรพรรดิ ขั้น 1 ได้เสียที  เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก  ขั้นตอนเมื่อกี้มันอันตรายจริง ๆ  หากเขาคุมไม่อยู่อาจถึงขั้นพิการได้  แต่ผลที่ได้ก็คุ้มมากพอที่จะเสี่ยง


            เขามองไปทั่วร่างของตัวเองที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม  ทุกมัดเต็มไปด้วยพลังหยางที่แข็งแกร่ง  เขาคิดไม่ถึงว่าพลังหยางจะทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดนี้  นี่มันเท่ากับร่างกายของเขาตอนอยู่ระดับราชันย์ทรราชเลยทีเดียว  เพียงแต่ตอนนี้พลังหยางยังคงเกินสมดุลอยู่  มันทำให้เขาร้อนรุ่มและต้องการพลังหยินมาปรับสมดุลเพิ่ม


            “ปราณของปิงโหย่วในกระบี่กลืนดาราจวนจะหมดแล้ว  พลังระดับราชันย์ทรราชของปิงโหย่วกลับทำให้เราบรรลุได้แค่ปราณชั้นจักรพรรดิเองเหรอเนี่ย  ถ้างั้นต้องหาแหล่งดูดซับปราณหยางให้กับมันก่อน” ไป่ฉีที่กำลังคิดอยู่  เขากำลังจะเริ่มปรับสมดุลปราณ  แต่นาฬิกาปลุกที่สมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้น  ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นทันที


            “ชิบหายล่ะ  นี่สายป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย” ไป่ฉีเห็นเวลา  เวลาที่ตั้งปลุกไว้คือ 30 นาทีก่อนเมิ่งชิงชิงจะมารับเขาที่ป้ายรถเมล์


            ไป่ฉีรีบเปิดประตูมิติกลับที่ไปที่ห้องเช่าในสภาพเปลือยเปล่า  ก่อนจะรีบเตรียมอาหารเช้าให้พ่อกับแม่ทั้งสภาพแบบนั้น  แล้วจึงเข้าไปอาบน้ำทันที  เมื่อเขาออกมาจากห้องน้ำ  เขาพบว่าเลยเวลาที่เมิ่งชิงชิงจะมารับเขาแล้ว  เดี๋ยวเจ้าตัวต้องขึ้นมาตามแน่ ๆ จึงรีบเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อแต่งตัว  แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดสำหรับเขาก็คือ…...


            “ซะ...ซวยแล้ว  สะ....เสื้อกับกางเกงใส่ไม่ได้” ไป่ฉีเพิ่งสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อของเขาใหญ่ขึ้น  ตัวก็สูงขึ้นอีกร่วม 5 เซนติเมตร  ทำให้เสื้อจากเมิ่งเจี่ยที่ตัดให้เขาพอดีตัว  มันสวมไม่ได้ซะแล้ว  ขณะที่เขากำลังคิดไม่ตกว่าจะทำยังไงดี  กุญแจห้องก็ถูกไขและเปิดออก


            “ไป่ฉี นี่มันสายแล้วนะ  นายไม่เคยสายแบบนี้นี่” เมิ่งชิงชิงเดินเข้ามา  เพราะไป่ฉีเคยให้กุญแจกับเธอเอาไว้  ซึ่งเธอก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในวันนี้  แต่สิ่งที่ชิงชิงเห็นหลังจากเข้ามาในห้องคือไป่ฉีที่กำลังนอนคลุมโปงอยู่


            “ให้ตายสิ  นายเนี่ยนะ  ทุกวันเห็นขยันดี  ทำไมวันนี้ถึงขี้เกียจแบบนี้กัน  ตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าแมวจอมขี้เกียจ” เมิ่งชิงชิงดึงผ้าห่มของไป่ฉีอย่างแรงจนเผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มที่อยู่ใต้ผ้าห่ม


            “...........” ไป่ฉี มองเมิ่งชิงชิงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาไม่คิดว่าจะถูกเมิ่งชิงชิงเห็นในสภาพที่น่าอับอายแบบนี้  แถมความรู้สึกนี้มันอะไรกัน  ความกระหายที่อยู่ ๆ ก็ปะทุขึ้น ต้องเป็นเพราะพลังหยางที่ยังตกค้างอยู่ในตัวเขาแน่ ๆ ถึงทำให้เขามีความต้องการพลังหยินที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเมิ่งชิงชิง


            'บ้าเอ๊ย  ชิงเอ๋อ  ทำไมต้องมาเวลานี้ด้วย' ไป่ฉีพยายามสะกดอารมณ์ของตัวเองเอาไว้


            “...........” เมิ่งชิงชิงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นไป่ฉีไม่ใส่เสื้อผ้า  แถมช่วงล่างของเขาที่เธอเห็นกำลังตั้งตระหง่านอยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้มัน.......


            'นี่มัน…...  ไม่ใช่สิ  นี่ฉันกลายเป็นคนลามกไปแล้วเหรอเนี่ย' เมิ่งชิงชิงคิดได้ดังนั้นก็ร้องกรี๊ดขึ้นมาพร้อมกับเอามือปิดตาตัวเอง


            ส่วนไป่ฉีรีบพุ่งเข้ามาตะครุบเธอพร้อมกับเอามือปิดปากเธอไว้  ขณะที่พ่อกับแม่ของไป่ฉีก็เปิดประตูห้องออกมาหลังได้ยินเสียงร้อง  สภาพที่พวกเขาเห็นคือไป่ฉีกำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า  กำลังคร่อมอยู่บนร่างของเมิ่งชิงชิง


            “ชิบหายคูณ 2 แล้วไง” ไป่ฉีพึมพำขึ้น  ส่วนเมิ่งชิงชิงตอนนี้ไม่ได้มองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของไป่ฉีแม้แต่น้อย  สายตาเธอจับจ้องไปที่แท่งหยกของไป่ฉีที่กำลังถูกับต้นขาของเธออยู่


            'วันนี้วันซวยอะไรของข้าเนี่ย น่าอายชะมัด' ไป่ฉีคิด


            ไป่ชิงหยุนยกนิ้วให้  ส่วนไป่เหลียนฮวาก็ดันหัวไป่ชิงหยุนให้กลับเข้าไปในห้อง  ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า…...


            “ถ้าจะทำกันก็ป้องกันด้วย  อ้อ  ลดเสียงให้เบาลงหน่อยก็ดี  จะได้ไม่รบกวนห้องอื่นเขานะจ๊ะ  พ่อกับแม่ขอตัวไปนอนต่ออีกสักหน่อย  1 ชั่วโมงก็พอนะ  ไปสายสักวันครูเขาคงไม่ว่าอะไรหรอก ฮุฮุ” กล่าวจบ  กล่องถุงยางก็ถูกโยนออกมาให้ 1 กล่อง  ซึ่งไป่ฉีคาดว่าคงจะเป็นของพ่อกับแม่ที่ใช้เวลาทำกิจกรรมบนเตียงกัน


            ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงมองไปที่กล่องถุงยางอนามัยที่ไป่เหลียนฮวาโยนมาให้ข้าง ๆ ตัว  สลับกับมองหน้ากันไปมาด้วยความเขินอาย  ทั้ง 2 คนตกอยู่ในความเงียบ  ก่อนที่เมิ่งชิงชิงจะพูดขึ้น


            “ไป่ฉี  ฉ...ฉะ....ฉัน  ถ้านายจะทำ  ฉันก็......” เมิ่งชิงชิงมองหน้าไป่ฉีด้วยความเขินอายขณะที่เธอรวบรวมความกล้าพูดออกไป  


            เมื่อไป่ฉีได้ยินเมิ่งชิงชิงพูดแบบนั้น  ทำให้ในที่สุดเขาก็อดทนต่อไปไม่ไหว  เขาหอบหายใจอย่างหนัก  เหงื่อของเขาไหลออกมาราวกับคนที่ออกกำลังกายอย่างหนักมา 1 ชั่วโมงเต็มโดยไม่พัก  พลังหยางที่อยู่ในร่างของเขากำลังต้องการพลังหยินเพื่อปรับสมดุล  เมื่อเขาได้รับความยินยอมจากหญิงสาวที่เขารัก  เขาจึงตัดสินใจที่จะทำมัน


            “ถ้าอย่างนั้น  ผมขอรับมันไว้ด้วยความยินดีครับ” ไป่ฉีกล่าว


            เช้าอันแสนไม่ธรรมดาของทั้ง 2 ได้เริ่มต้นขึ้น  นี่เป็นครั้งแรกที่ไป่ฉีได้ปลดปล่อยสิ่งที่เขาไม่เคยได้ทำในชีวิตที่แล้วของเขาแม้แต่ครั้งเดียว


            วันนี้ไป่ฉีไปโรงเรียนสายกว่าปกติถึง 2 ชั่วโมง  แต่เพื่อน ๆ ก็ไม่ได้ถามสาเหตุที่เขามาสายแม้แต่น้อย  ต่อให้ถามเขาก็ไม่บอกหรอกว่าเขาได้เสียครั้งแรกไปแล้ว

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน