ตลอดทั้งคืนนางนอนรอผู้ที่ชื่อได้ว่าเป็สามีกลับไม่มีแม้แต่เงา หลี่เยี่ยนฟางลุกออกจากเรือนพระชายา นางตั้งใจแล้วว่าจะต้องหาทางไปพบเฉิงจางิ่ให้ได้เพราะหากชักช้าเกรงว่าจะไม่ทันการเสียก่อน
“เจียลู่ ซื่อจื่อยังมิกลับหรอกหรือนี่ก็วันนึงแล้วนะ” หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยถามขณะมือเล็ก ๆ ของสาวใช้กำลังถือถ้วยน้ำแกงถ้วยหนึ่งมา
“ซื่อจื่อกลับมาเมื่อยามเหม่า ตอนนี้อยู่ห้องทรงงานเ้าคะ” เอ่ยจบนางก็ปลายตามองไปยังเรือนไม้หลังสูงที่มีสวนย่อมเล็ก ๆ ด้านหน้า สะพานไม้แกะสลัก นั้นคือเส้นทางเดียวที่นางจะเดินไปหาเขาได้ มือเรียวหยิบยกถาดถ้วยน้ำแกงในมือสาวใช้ก่อนจะเดินนำนางไป
“พระชายาจะไปหาซื่อจื่อหรือเ้าคะ”
“ใช่...ข้าจะเอาน้ำแกงไปบำรุงสามีข้าเสียหน่อย”
“แต่....” ยังไม่ทันที่เจียลี่จะเอ่ยจบร่างบางก็เร่งฝีเท้าเดินออกไปจนถึงปลายสะพาน
ร่างบางหยุดยืนหน้าประตูห้องกำลังจะเปิดกลับได้ยินเสียงสตรี ผู้หนึ่งดังออกมา นางรับรู้ได้ทันทีว่าสตรีที่อยู่กับเขายามนี้คือสาวน้อย ฟู่ซูหลิน
“ซื่อจื่อ...หลินเอ๋อร์นำซุปรังนกมาให้เ้าค่ะ หลินเอ๋อร์เห็นซื่อจื่อยังมิได้พักผ่อนเกรงว่าจะเจ็บป่วยเอาได้”
“ขอบใจหลินเอ๋อร์ เปิ่นหวางมิอ่อนแอเยี่ยงนั้นหรอกเ้ามิต้องเป็ห่วง”
“เมื่อวานหลินเอ๋อร์ไปคำนับพระชายา แต่....”
“เ้าอย่าได้ไปใส่ใจ...พระชายาไม่ค่อยรู้กฎเกณฑ์เท่าไหร่นักเ้าอย่างได้กังวลไป” เสียงทุ้มเอ่ยปลอบ
“ท่านอาบอกให้ข้าทำดีกับนางเข้าไว้ ต่อไปข้าต้องเป็รองนางข้าเกรงว่า...” น้ำเสียงเล็ก ๆ หลุดหายไปจนหลี่เยี่ยนฟางที่ยืนอยู่ด้านนอกอดใจทนฟังไม่ไหว
“ท่านไม่ต้องกังวลไปคุณหนูฟู่ ข้ามิใช่คนใจแคบ” หลี่เยี่ยนฟางเดินเข้ามาช้า ๆ ก่อนจะวางถ้วยน้ำแกงไว้ที่โต๊ะทำงานของเขา ร่างบางเดินอ้อมไปนั่งตักพร้อมยกแขนเรียวโอบคอเขา ฟู่ซูหลินที่เห็นดังนั้นก็ก้มหน้าอายนางเติบโตมาไม่เคยเห็นสตรีที่ใจกล้าขึ้นไปนั่งบนตักบุรุษต่อหน้าผู้อื่นมาก่อน ใบหน้าที่ก้มลงมีสีแดงชาดขึ้นก่อนที่ร่างเล็กจะเดินหนีออกจากห้องทำงานนั่นทันที
“เ้ากำลังคิดจะทำอะไร” กู่อี้หานสะบัดร่างบางลง หลี่เยี่ยนฟางก็สะบัดหนีเขาเช่นกันราวไม่สนใจ
“ข้าขอโทษท่านด้วย ที่เป็ตัวการทำให้ท่านทั้งสองต้องมิอาจสมหวังได้ ข้าขอเวลาเพียงไม่นานแล้วข้าจะหลีกทางให้พวกท่านแน่”
“เ้าหมายถึงเื่ใดกันพระชายา” เขาก้มหน้าจดพู่กันลงแผ่นกระดาษราวฟังเื่ไร้สาระ
“วันนี้ข้ามาพบท่านเพียงแค่จะบอกว่า ข้าจะออกไปนอกตำหนัก” ท่าที เ็าสร้างความแปลกใจให้กับเขา แม้นางจะเอ่ยบอกเหมือนกับ ขออนุญาตแต่กลับฟังดูเหมือนประโยคบอกเล่าเพื่อให้เขารับฟังเท่านั้น
“เ้าจะออกไปที่ใดให้พ่อบ้านเซวียนไปเตรียมรถม้าให้ แล้วให้ฮ่าวหรานไปเป็เพื่อน”
“ข้าบอกพ่อบ้านแล้ว แต่ให้ฮ่าวหรานไปเป็เพื่อนนั้นข้าไม่ยอมรับ” หลี่เยี่ยนฟางรีบปฏิเสธ นางจะให้เขารู้ไม่ได้ว่าที่ ที่นางจะไปคือที่ใดเพราะหากบอกเขาย่อมต้องไม่ให้นางออกจากตำหนักเป็แน่
“เ้าเป็ถึงพระชายาข้า จะไม่มีองครักษ์เลยได้เยี่ยงไรกัน”
“ข้าให้เจียลี่ไปบอกลู่เฟินแล้ว เช่นนั้นท่านมิต้องกังวล ข้าไม่ทำให้เสียชื่อสกุลท่านแน่” นางยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานเขาไป กู่อี้หานรู้สึกกังวลใจจึงสั่งให้ฮ่าวหรานติดตามดูสถานการณ์ต่าง ๆ ของ นางไว้
หลี่เยี่ยนฟางะโลงจากรถม้าหลังจากที่รถม้าค่อย ๆ ชะลอตัวลง ร่างบางจับชายผ้าคลุมไหล่กระชับ นางพยักหน้าให้สาวใช้ทั้งสองก่อนจะเดินเข้าไปในหอแดงหมื่นบุปผา หลี่เยี่ยนฟางรู้ดีว่าหอแดงหมื่นบุปผาแห่งนี้ที่จุดนัดพบของเฉิงจากิ่กับหัวหน้ากองกำลังโจรนอกดินแดน นางหวังว่าจะได้พบเฉิงจางิ่ที่นี่แต่ก็ต้องตัดใจเพราะนางเฝ้ารอเขามาเกือบสองชั่วยามก็ยังไม่เห็นวี่แววของเฉิงจางิ่ นางจึงเลือกที่จะออกไปเดินเล่นตลาดด้านนอก หลี่เยี่ยนฟางเดินชมสิ่งของต่าง ๆ ราวปล่อยวางความหนักใจไว้ชั่วขณะ แต่แววตาของคนจำนวนหนึ่งกลับจ้องมองมายังนางก่อนที่เสียงกระซิบกระซาบที่ดูเหมือนจงใจ
“ข้าได้ยินว่าคุณหนูสกุลหลี่เฝ้ารอองค์รัชทายาทแต่งตั้งเป็พระชายา แต่คงเฝ้ารอมิได้จึงวางยารัชทายาทชินอ๋องจนได้ตกแต่งเป็ชายาเอก”
“ข้าก็ได้ยิน....ไม่คิดว่าคุณหนูสกุลหลี่จะไร้ยางอายเยี่ยงนี้” เสียงกระซิบให้หลังจากที่นางเดินผ่านเพียงไม่กี่ก้าว
“พวกเ้านะซิไร้ยางอาย กล้านินทาข้าต่อหน้าช่างไม่เกรงกลัวอำนาจข้าเช่นนั้นรึ” หลี่เยี่ยนฟางทำเสียงข่มจนคนพวกนั้นก้มหน้าก้มตาหลบ ร่างบางเดินหัวเสียกลับมายังรถม้าก่อนจะสั่งให้คนบังคับรถม้ากลับตำหนักเหอตงกง
น้ำชาก็ยังมิได้ยกให้ผู้าุโตำหนักเหอตงกง เยี่ยมบิดามารดาตนก็ยังมิได้ทำหลี่เยี่ยนฟางเข้าใจแล้วว่ากู่อี้หานเพียงแค่แต่งนางเข้ามาก็เพราะหน้าที่รับผิดชอบจริง ๆ เขามิให้เกียรตินาง เช่นนั้นนางก็จะมิให้เกียรติเขาเช่นกัน ใบหน้านวลเชิดมองไปยังห้องทำงานเขาก่อนจะเดินเข้าเรือนตน เจียลี่กับเจียลู่ก็รีบไปยกอาหารค่ำมาให้ ก่อนจะไปเตรียมน้ำอาบ หลี่เยี่ยนฟางมองอาหารตรงหน้าอย่างพึงพอใจ อย่างน้อยเขาก็ยังให้นางได้กินอาหารดี ๆ มีเรือนหลังใหญ่ให้นางอยู่ สู้นางอดทนให้ผ่านเื่ราวหลักไปได้นางก็จะได้เป็อิสระ หากนางมิได้แต่งเข้าจวนอ๋องก็คงมิรู้ว่ากู่อี้หานจะมีคู่หมายไว้เหมือนกัน หากเป็เช่นนั้นหลังจากที่เื่ราวหลักจบลง เขาจะได้แต่งงานกับสาวน้อยผู้นั้นหรือไม่นางก็ไม่แน่ใจ หลี่เยี่ยนฟางสะบัดศีรษะไปมาเพื่อให้ภาพที่กำลังคิดกระเด็นออกไป นางไม่คิดอยากจะสนใจเื่ราวของกู่อี้หานเลยสักเล็กน้อย หลี่เยี่ยนฟางกินอิ่มก็เดินมาแช่ตัวที่อ่างน้ำ ร่างบางค่อย ๆ เปลืองผ้าออกก่อนหย่อนกายลงช้า ๆ ความอุ่นของน้ำที่กำลังพอดีทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย ั์ตาค่อย ๆ หลับลง นางเผลอหลับไปตอนไหนไม่ทันรู้ตัว แต่ที่รู้ตัวอีกทีคือตอนที่มีร่างสูงกำลังยืนอยู่ข้างอ่างน้ำของนาง
“ท่านเข้ามาได้เยี่ยงไร” หลี่เยี่ยนฟางใเมื่อเห็นบุรุษด้านข้าง
“ทำไมข้าจะเข้ามามิได้ ในเมื่อเรือนนี้ก็เป็เรือนของข้าเช่นเดียวกัน และที่ข้าให้เ้าเอ่ยเรียกข้าว่าอะไรเ้าจำมิได้รึไงกัน หรือสมองเ้าจะมีปัญหา” กู่อี้หานยืนกอดอกอย่างไม่พอใจ ฮ่าวหรานรายงานว่านางไปที่หอแดงหมื่นบุปผามา เขามั่นใจว่านางคงจะต้องไปพบกับเฉิงจางิ่แน่นอน แม้ ฮ่าวหรานจะรายงานว่าสุดท้ายนางก็ไม่ได้พบเฉิงจางิ่ก็ตาม
“ท่านนะซิมีปัญหา....หากรังเกียจข้าเยี่ยงนี้เหตุใดต้องเอ่ยตกแต่งข้าเข้ามาไม่ทราบ”
“เ้าคิดจะไปพบผู้ใดที่หอแดงหมื่นบุปผา” หลี่เยี่ยนฟางหรี่ตามองอย่างรู้ทัน เขาคงให้ฮ่าวหรานตามติดคอยดูนางอยู่ตลอดเวลาเป็แน่
“ข้าออกไปพบผู้ใดท่านก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ออกไปเถิดข้าจะแต่งตัว” หลี่เยี่ยนฟางเริ่มรู้สึกร้อนเกินไปเพราะนางนั่งแช่น้ำนี้มาเกือบชั่วยามนึงแล้ว
“จะต้องอายอะไร ในเมื่อข้าก็เห็นเ้าหมดทุกซอกทุกมุมแล้ว” กู่อี้หานเอ่ยเย้านาง ใบหน้ายกยิ้มราวถูกใจที่ได้แกล้ง
“เช่นนั้นก็ได้” หลี่เยี่ยนฟางลุกพรวดขึ้น กลายเป็ว่าเขารีบหันหลัง หลี่เยี่ยนฟางคว้าผ้ามาคลุมตัวเองพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ กู่อี้หานใบหน้าแดงกล่ำจนถึงใบหู ก่อนจะเดินหนีไปด้วยความโมโหที่เขาถูกนางจับทางเขาได้ หากคืนนั้นเขามิถูกวางยาปลุกกำหนัดเขาก็คงไม่เป็เช่นนั้น คงไม่ต้องแต่งนางมาเป็พระชายาตำหนักเหอตงกง หลี่เยี่ยนฟางรู้ดีว่าคนอย่างกู่อี้หานเป็เช่นไรแม้เขาจะเ็าแต่เขาก็ขี้อาย เขาเป็ผู้มีทักษะในการวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี มีระเบียบแบบแผนในการทำงานและชีวิตตนเอง ยึดมั่นกฎเกณฑ์มาตรฐานสูง สตรีเดียวที่สามารถกุมหัวใจเขาได้คือเหลียงหนิงอัน เพราะนางคือสตรีที่เพียบพร้อมเหมาะสมกับครบทุกประการ นางมีรูปร่างหน้าตาสะสวยมีเสน่ห์ มีความเมตตาและคุณธรรม กริยาอ่อนช้อยงดงาม กล่าววาจาไพเราะ ไม่เหมือนหลี่เยี่ยนฟางแม้จะรู้กริยามารยาทแต่นางก็เลือกกระทำ วาจาช่างไม่ไพเราะเสนาะหูและยังเอาแต่ใจตน ความสามารถก็ไม่โดดเด่น ไม่เหมือนเหลียงหนิงอันที่ทั้งดีดฉินช่างไพเราะ เขียนอักษรก็ช่างงดงาม เช่นนั้นกู่อี้หานจึงชื่นชมนางนัก
.......
ยามเหม่า = 03.00 – 04.59 น