ผมฟื้นตื่นจากความมืดมิด ศีรษะของผมรู้สึกหน่วง คล้ายกับว่าโดนของแข็งกระแทกมาที่หัวดวงตากลมโตของเด็กน้อยค่อย ๆ เบิกกว้าง ภาพแรกที่มองเห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตา และกลิ่นแรกที่ผมได้สูดดมคือกลิ่นของแอลกอฮอล์
ร่างกายกลับมารู้สึกถึงััภายนอกอีกครั้ง รูขุมขนรับรู้ถึงความหนาวเย็นของอากาศ และยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าประสาทัั
จะทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
หูที่เคยอื้ออึงกลับมาได้ยินชัดเจน ได้ยินเเม้กระทั่งเสียงเต้นของหัวใจตนเอง เสียงฝีเท้าของผู้คนนับสิบที่เดินผ่านรอบตัว แขนขาขยับได้ตามใจนึก และเสียงที่คุ้นเคยที่คิดถึงก็ดังขึ้น
“วิน ฟื้นแล้วเหรอลูก... พยาบาลคะ! พยาบาลคนไข้รู้สึกตัวแล้วค่ะ”
เมื่อเห็นหลานตัวน้อยที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาและร่างกายกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง หลังจากนอนเป็ผักมานับสัปดาห์
นุ่น น้าสาวของผม เธอจึงร้องเรียกพยาบาลสาวที่เฝ้าไข้ให้มาดูอาการด้วยความดีใจพยาบาลสาวเมื่อเห็นเด็กน้อยฟื้นขึ้น เธอจึงรีบเดินเข้ามาเพื่อดูอาการ ครั้นเห็นว่าเด็กน้อยเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเองได้แล้ว เธอจึงปรับเตียงให้ผมได้นั่งพิง ก่อนจะยื่นน้ำและยาที่ถือติดมาในมือให้ผมทาน พร้อมเอ่ยถามอาการเด็กน้อย
“หนูรู้สึกปวดหัวอยู่ไหมเอ่ย บอกพี่ได้นะ ถ้าเจ็บตรงไหน”
“ผมรู้สึกหน่วง ๆ ที่หัวนิดหน่อยครับ”
“คงเป็ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด หนูจะมีอาการปวดหัวเป็่ ๆ แต่ก็ไม่มีอะไรต้องน่าเป็ห่วงเพราะหมอที่นี่ท่านเก่ง หนูพักผ่อนเยอะ ๆ มีอะไรเรียกพี่ได้ตลอด แต่ถ้าอาการดีขึ้น ไม่นานก็ได้กลับบ้านแล้ว”
เธอพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกับผม ก่อนจะเดินกลับไปยังที่ของเธอ
ผมนอนอยู่บนเตียงแข็ง ๆ ซึ่งเป็เตียงรวมของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวเมือง นอกจากกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ผมได้สูดดมในครั้งแรกหลังจากฟื้นขึ้น อีกหนึ่งกลิ่นที่แทรกเข้ามาในตอนนี้ก็คือกลิ่นของคาวเื
ที่คละคลุ้งลอยเข้าจมูก ราวกับอยู่หน้าร้านขายหมูในตลาดสด ผมก็ไม่ได้นึกแปลกใจอะไรนักหรอก เพราะที่นี่คือโรงพยาบาล แต่ที่ดูผิดแปลกไปมากกว่าปกติก็คือ ผมได้กลิ่นที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ในตึกคนไข้ นั่นก็คือกลิ่นเหม็นไหม้ หากจะให้ผมบรรยาย คงคล้ายกับกลิ่นไหม้เกรียมของหนังหมู หรือกลิ่นขนมนุษย์ที่เวลาโดนไฟลน
ในชั้นที่ผมอยู่คนไข้ดูเหมือนจะเยอะมากกว่าปกติ เดินผ่านไปมาจนเวียนหัว ยากที่จะนับจำนวนได้ ราวกับอยู่ในตลาดมากกว่าโรงพยาบาล
นุ่นเห็นหลานชายกวาดสายตาไปโดยรอบ เธอจึงคิดว่าหลานนั้นคงกำลังสับสนว่าตนกำลังอยู่ที่ไหน เธอจึงเอามือลูบหัวด้วยความอ่อนโยน และพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า
“ตอนนี้วินนอนอยู่ที่โรงพยาบาลในตัวเมืองนะลูก ไม่ต้องในะ”
“แล้ววิกับยายไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับน้า ทำไมถึงมีน้ามาคนเดียว”
่เวลานั้นความทรงจำของผม มีหลงลืมไปบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงมาอยู่ที่แห่งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะไม่มีวันลืมก็คือเื่ของครอบครัว ผมสามารถจำหน้าและชื่อได้ทุกคน
“สองคนนั้นเขารออยู่ที่บ้าน บ้านเราห่างไกลจากที่นี่มาก เดินทางยากลำบาก ยากสำหรับคนแก่ น้าเลยให้วิกับยายอยู่ที่บ้าน ป่านนี้ถ้ารู้ว่าวินฟื้นแล้วคงดีใจกันน่าดู”
น้าพูดปนยิ้ม แต่ดวงตากลับตรงกันข้าม ผมััได้ถึงั์ตาที่เศร้าราวกับมีเื่อัดอั้นอยู่ภายในใจ
“ผมมาอยู่ที่นี่กี่วันแล้วเหรอน้า”
เสียงแหบแห้งถามด้วยความสงสัย
“สักประมาณ 13 วัน ได้แล้ว นี่วินรู้ไหมน้าคิดว่าแกจะไม่ฟื้นแล้วนะ เพราะนี่คือการผ่าตัดครั้งที่สองของวิน ถ้าหากครั้งนี้หนูไม่ตอบสนองการรักษา น้าก็คงจะเสียใจมาก ต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก ที่ทำให้หนูฟื้นมาอีกครั้งนะลูก”
“ก่อนผมจะมาอยู่ที่นี่ มันเกิดอะไรขึ้นบ้างเหรอน้า ช่วยเล่าให้ผมฟังได้หรือเปล่า”
“เื่นี้ค่อนข้างน่าเหลือเชื่อมาก ตัวน้าเองถ้าไม่เห็นด้วยตาคงไม่เชื่อเหมือนกัน น้าจะค่อย ๆ เล่าให้วินฟังนะ”
ก่อนหน้านั้น 13 วัน
ณ วัดประจำหมู่บ้านในชนบท (พ.ศ. 2555)
เวลา 19:30 น. เป็อีกคืนที่อากาศหนาวเหน็บเย็นะเื
แสบสะท้านถึงขั้วหัวใจ ปวดร้าวลึกเข้าแกนกระดูก เพียงแค่ผิวกายได้ัักับลมที่พัดผ่านก็สามารถทำให้ร่างกายที่เคยอบอุ่นนั้นขนลุกซู่ไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า ราวกับว่าได้หย่อนตัวแช่น้ำใน่ฤดูหนาว
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด ทุกอย่างถูกปกคลุมไปด้วยม่านราตรี ได้ยินเพียงเสียงลมที่พัดผ่านคล้ายเสียงผิวปากของมนุษย์ และเสียงจักจั่นเพศผู้ที่ส่งเสียงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมียให้มาผสมพันธุ์ ท้องฟ้ามืดมิดสนิท ไม่มีกลุ่มดวงดาวที่เคยส่องแสงระยิบระยับเป็ประกายเหมือนเพชร ปรากฏก็แต่เพียงดวงจันทร์สีเหลืองนวล ที่เป็แสงสว่างเดียวของค่ำคืนนี้ หากมองด้วยตาเปล่าของมนุษย์ ดวงจันทร์ในวันนี้ดวงกลมโตและใหญ่เต็มดวง คล้ายกับว่ากำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้โลกเรื่อย ๆ
และที่นี่ก็คือหมู่บ้านของเราในยามค่ำคืน มีชาวบ้านอยู่รวมกันราว 200 ชีวิต ทุกคนต่างสนิทชิดเชื้อ ราวกับเป็เครือญาติกันแท้ ๆ หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากความเจริญเป็อย่างมากหรือที่เรียกง่าย ๆ
ก็พื้นที่ชนบทนั่นแหละ ไม่มีตึกสูงดังเช่นในเมืองหลวง มีก็แต่เพียงต้นไม้สูง ทุ่งนา และดงป่ากล้วย ไม่มีถนนคอนกรีตที่เรียบเนียน มีเพียงถนนลูกรังสีแดงที่ขรุขระ หากวิ่งล้มทีไม่อยากจะนึกภาพ ไม่มีไฟส่องตามทางที่สว่างชัดเจน มีเพียงแสงไฟสลัว ๆ จากตัวบ้านของแต่ละหลังเพียงเท่านั้น
เวลาจะออกจากบ้านยามวิกาลต้องอาศัยไฟฉายส่องทาง หรือหากยามฉุกเฉินก็ต้องพึ่งแสงดวงจันทร์และแสงหิ่งห้อยที่ดูเหมือนจะมีจำนวนเยอะมากกว่าคนในหมู่บ้านเสียอีก
ท่ามกลางความมืดมิด ปรากฏแสงไฟฉายที่สาดส่องตามทางของกลุ่มชาวบ้านนับสิบ ที่กำลังเดินเท้าเข้ามาภายในบริเวณวัดประจำหมู่บ้านที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว เพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังศาลาสวดอภิธรรมศพหลังเก่า
ซึ่งวัดแห่งนี้เป็เพียงวัดเดียวที่มีอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ เปรียบเสมือนเป็ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในชนบท จึงไม่แปลกเมื่อมีพิธีกรรมทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็งานบุญ งานสงกรานต์ หรืองานศพ ก็จะถูกจัดขึ้นที่วัดนี้
วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นแบบเรียบง่ายตามภูมิปัญญาชาวบ้าน
จากหยาดเหงื่อและสองมือของชาวบ้านทุกคน ั้แ่สมัยอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน สร้างด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาอันแรงกล้า จนสามารถเนรมิตเกิดเป็วัดแห่งนี้ได้ ในขนาดพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น
โดยทางก่อนเข้าศาลามีครอบครัวของผู้ตายยืนรอต้อนรับ
ด้วยสีหน้าโศกเศร้า บรรยากาศโดยรอบอึมครึม โดยเฉพาะหญิงชราซึ่งเป็ยายของผู้ตายยืนร่ำไห้ไม่หยุดหย่อน วินจะเชื่อไม่เชื่อน้าไม่บังคับ
แต่นั่นก็คืองานศพของวินเอง
เมื่อถึงเวลาที่สมควร พระจำนวนสี่รูปที่นั่งคอยบนอัสนะอยู่แล้ว เริ่มสวดอภิธรรมศพเสียงดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณ ปนเสียงร่ำไห้ของครอบครัว โดยเฉพาะคุณยายของวิน โศกเศร้าอาลัยด้วยรักและคิดถึงหลานสุดหัวใจ ตอนยังมีชีวิตก็ดื้อชนิดลิงเรียกพี่ พอมาถึงวันนี้ วันที่หลานตัวน้อยได้จากไปโดยไม่หวนกลับ ทุกอย่างเงียบสนิทไม่มีเสียงเล็กแหลมให้ปวดหู จึงทำให้อดที่จะคิดถึงไม่ได้ ภาพแห่งความสุขในวันวานย้อนกลับให้หวนถึง
คืนนี้เป็การสวดอภิธรรมศพคืนสุดท้ายก่อนจะทำพิธีเผาในวัน
พรุ่งนี้ กลิ่นธูปและกลิ่นเทียนล่องลอยอบอวลตามสายลม เสียงพระสวดสลับกับเสียงหมาหอน ครอบครัวของเรานั่งโอบเอวพากันร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า ด้วยน้องและหลานเสียชีวิตไปทั้งคน มีเพียงน้าเองที่พอจะกลั้นน้ำตาของความเศร้าที่ะเิอยู่ภายในใจไว้ได้ จึงต้องเป็คนคอยปลอบทุกคน
หลังการสวดอภิธรรมศพแล้วเสร็จ เ้าอาวาสซึ่งนั่งอยู่บนอัสนะ ได้ให้คติธรรมแก่ครอบครัวเราและชาวบ้าน
“ปลงเถอะนะโยม อาลัยอาวรณ์ไม่ช่วยให้เ้าวินไปสบายหรอกนะ แล้วอย่างไรสักวันคนเราก็ต้องจากกันอยู่ดี ไม่จากเป็ ก็จากตาย เป็เื่ธรรมชาติของมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็วงเวียนชีวิตของมนุษย์ พบเจอ คือ วาสนา จากลา คือ โชคชะตา กลับมา คือ ฟ้าลิขิต เ้าวินไปสบายแล้ว อย่าได้โศกเศร้าไปเลย”
สิ้นเสียงหลวงพ่อ เหมือนดวงิญญาของวินจะได้รับรู้ เสียงเคาะปริศนาจากในโลงดังลั่นขึ้นมา จนทำให้ทั้งพระและชาวบ้านต่างสะดุ้งโหยง ร่างของวินที่นอนอยู่ในโลง โผล่ขึ้นมานั่งด้วยความงุนงง กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
เมื่อชาวบ้านทุกคนตั้งสติได้ และรู้ว่าที่เห็นอยู่ไม่ใช่ผีแต่อย่างใด จึงพากันมาพยุงหนูขึ้น แต่ลุกยืนได้ไม่นานวินก็ล้มสลบไปอีกครั้ง ทุกคนจึงรีบพามาส่งที่โรงพยาบาลในเมืองนี่แหละจ่ะ
(ย้อนกลับมาที่โรงพยาบาล)
“ทุกคนใกันหมดเลยนึกว่าวินเป็ผี หลังจากวินได้สติ ลุกออกมาจากโลง เดินไม่ถึง 10 ก้าว หนูก็ล้มลง พวกน้าก็เลยพาหนูมาโรงพยาบาลนี่แหละ จนตอนนี้หนูก็ฟื้นมาอยู่ตรงหน้าของน้า”
พอสิ้นคำพูดของน้า มีมือเรียวนุ่มของพยาบาลสาวสะกิดที่ไหล่ผมเบา ๆ และถามด้วยความเป็ห่วงปนสงสัย เนื่องจากเกรงว่าคนไข้จะได้รับผลข้างเคียงจากการผ่าตัด
“เมื่อกี้นี้หนูคุยกับใครเหรอจ๊ะ พี่ไม่เห็นมีใครอยู่รอบเตียงหนูเลย”
ผมหันไปหาที่มาของเสียง และกำลังจะชี้ให้พยาบาลสาวดู ว่าคนที่ผมพูดด้วยนั้นก็ยืนอยู่ข้าง ๆ เตียง แต่เมื่อผมหันกลับไปจุดที่น้าสาวเคยยืนอยู่ ร่างกายและใบหน้าของหญิงวัยกลางคนก็เริ่มเลือนลางและจางหายไปกับสายลม ซึ่งนั่นทำให้ผมแปลกใจมาก หรือภาพตรงหน้าที่เห็นเมื่อสักครู่กับบทสนทนาของผมและน้าเป็เพียงจิตนาการที่ถูกสร้างขึ้น
อาจเป็เพราะผมพึ่งฟื้นจากการผ่าตัดจึงเห็นภาพหลอน ผมนั่งครุ่นคิดบนเตียงอยู่สักพัก สายตาก็เหลือบไปเห็นชายวัยรุ่นเตียงตรงข้ามนั่งยิ้มให้พอดี ผมจึงใช้เป็ข้ออ้างนี้ตอบกลับพี่พยาบาลสาวไปเพื่อให้เธอหายเป็ห่วง
“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่ พอดีผมคุยกับพี่เตียงตรงข้าม”
ผมหันมายิ้มมุมปากให้พยาบาลสาว แต่เธอกลับมองหน้าผมแปลก ๆ หลังจากที่เธอได้ฟัง จนผมมารู้ภายหลังว่าเตียงตรงข้ามของผมพึ่งเสียชีวิตไปเมื่อเช้าก่อนที่ผมจะฟื้นขึ้นมาเสียอีก จึงไม่แปลกที่เธอจะรีบวิ่งไปเรียกหมอให้มาดูอาการผมในทันที เพราะอาการของผมค่อนข้างน่าเป็ห่วง เกรงว่าจะได้รับผลข้างเคียงจากการผ่าตัดจนเห็นเป็ภาพหลอน
ผมนั่งก้มหน้ากุมขมับอยู่บนเตียง อาการผม ณ เวลานี้ราวกับคนบ้า ระหว่างที่พี่พยาบาลสาวไม่อยู่ หูของผมก็ได้ยินเสียงหญิงสาวอีกคนที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง
“วิน แกตื่นแล้วเหรอ ฉันนึกว่าต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้ว”
ร่างของเด็กสาววิ่งโผเข้ากอดผม นั่นก็คือวิ พี่สาวฝาแฝดที่ผมรักประดุจแม่ ร่างกายของเธอดูแปลกไปจากปกติ ใต้ตาดำคล้ำดูอิดโรยคล้ายคนอดหลับอดนอน เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ
ผมพยายามตั้งสติ และััตัววิเบา ๆ เพื่อดูให้มั่นใจว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน จนแน่ใจได้แล้วว่านี่คือตัวตนจริง ๆ ของวิ ก่อนจะโผกอดกันแน่นด้วยความคิดถึง
น้ำตาของพี่สาวตัวน้อยหลั่งออกมาจากดวงตากลมโต ไหลหยดลงบนไหล่ของผม อาการของเธอดูแปลกไปจนผมััได้ถึงความโศกเศร้าและความเสียงใจของพี่สาว ผมจึงถามเธอด้วยความเป็ห่วงปนเย้าแหย่
“วิแกร้องไห้ทำไม ฉันยังไม่ตายซะหน่อย นี่ดูฉันสิ ยังแข็งแรงดี”
ผมโชว์เบ่งกล้ามให้พี่สาวตัวน้อยดู เผื่อบางทีวิธีนี้จะทำให้เธอนั้นยิ้มได้ และหยุดร้องไห้ แต่มันไม่เป็แบบที่ผมคิดไว้ บรรยากาศกลับยิ่งแย่กว่าเดิม อาการของเธอไม่ดีขึ้นเลย กอดผมแน่น และร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจ และหลังจากร้องไห้อยู่นาน เธอก็พูดคำหนึ่งขึ้นคำที่ผมไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต
“แกฟังฉันนะ น้ากับยายตายแล้ว เราเหลือกันอยู่แค่สองคนแล้วนะวิน”
เมื่อผมได้ยินคำว่าตาย ร่างกายของผมมันก็ชาไปหมด หัวใจสั่นและเต้นเร็วกว่าปกติ
“แกพูดอะไรบ้า ๆ ออกมา ไม่เป็มงคลปากเลย หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะฉันไม่อยากฟัง”
“วินแกต้องตั้งสติ และอยู่กับโลกความจริง ทุกคนตายไปแล้ว”
หลังสิ้นเสียงของวิ เหตุการณ์ก่อนหน้าก็เกิดขึ้นอีกครั้ง พยาบาลสาวคนเดิมเดินมาสะกิดไหล่ผม ที่ตอนนี้กำลังคุยกับวิพี่สาวตัวน้อย และถามคำถามเดิมอีกครั้งว่า
“เมื่อกี้นี้หนูคุยกับใครเหรอจ๊ะ พี่ไม่เห็นมีใครอยู่รอบเตียงหนูเลย”
แต่รอบนี้แปลกไป เพราะมีหมอมาด้วย ยืนจ้องมองผมด้วยความเป็ห่วง ผมที่กำลังจะตอบกลับว่าคุยกับวิพี่สาว และชี้มือไปทางที่พี่สาวยืนอยู่ แต่แล้วก็เหมือนเดิม ภาพพี่สาวตัวน้อยค่อย ๆ จางหายไปกับสายลม ผมหันซ้ายหันขวา และพยายามลุกขึ้นจากเตียงเพื่อหาว่าพี่สาวของผมนั้นหายไปไหนกันแน่ อาการคล้ายคนเสียสติ จนหมอและพยาบาลต้องช่วยกันกุมแขนไว้กับเตียง ก่อนไม่นานผมนั้นจะหมดสติและหลับลงไป
ผมตื่นขึ้นมาบนเตียงแข็ง ๆ อีกครั้ง ในโรงพยาบาล และมีพี่พยาบาลสาวนั่งอยู่ข้างเตียง คอยดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ห่าง เพราะกลัวเด็กน้อยจะมีอาการเห็นภาพหลอนและโวยวายอีก ผมไม่มีคนมาเฝ้าไข้ ไม่มีแม้กระทั่งญาติมาเยี่ยมแม้สักคน
ความทรงจำของผมก่อนหน้านั้นหลงลืมเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้จู่ ๆ ก็เหมือนจะนึกอะไรได้ ว่าทั้งหมดมันเกิดอะไรขึ้น เมื่อลองมานอนนึกตรองดู ความทรงจำที่เคยเลือนรางก็เริ่มปรากฏภาพชัดเจน ทำให้รู้ว่าภาพต่าง ๆ ที่ผมเห็นเป็เพียงภาพจากจิตนาการของผมเองที่สร้างขึ้นมา เพื่อรักษาจิตใจแสนบอบช้ำของตนเอง ไม่ว่าจะภาพของน้า หรือพี่สาวที่ปรากฏ ทุกอย่างล้วนเป็สิ่งสมมุติ เพราะจริง ๆ แล้ว ครอบครัวของผมได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุฟ้าผ่าครั้งนั้นทั้งหมด ผมเป็เพียงคนเดียวที่เหลือรอด