"เช่นนั้นเ้าก็ต้องผิดหวังแล้วท่านลุง ตงไห่เป็เมืองเกษตรกรรมชาวบ้านส่วนใหญ่ทำการเพาะปลูก ตลาดในเมืองก็มีขนาดพอๆ กับเมืองหย่งโจวนี่ล่ะ เพียงแต่ที่นั่นมีพ่อค้าต่างถิ่นที่แวะเวียนมารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรไม่ขาด การค้าก็พอจะคึกคักกว่าหย่งโจวอยู่บ้าง แต่แรงงานที่พวกเขา้าคือคนทำไร่นา หรือไม่ก็กรรมกรแบกหามยามต้องขนส่งผลผลิต อย่างเ้าน่ะไม่ไหวหรอก"
"ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกนายท่าน อย่างน้อยข้าก็ยังมีมือมีเท้า ให้ข้าเลี้ยงสัตว์เฝ้ายามก็ยังพอทำได้อยู่" หลี่หยุนยังไม่ยอมแพ้
"เอาเถิดอย่างไรตงไห่ก็ยังดีกว่าหย่งโจวที่ท่านจากมา ว่าแต่เ้าเป็คนสกุลใด ทำความผิดเื่อะไรถึงได้ถูกส่งเข้าไปในค่ายกักกันเล่า" นายทหารสูงวัยกว่าเริ่มซักไซ้อีกครั้ง
"ข้ากับหลานชายแซ่หลี่ พวกท่านเคยได้ยินเื่ราวของหลี่เซิ่งหรือไม่เล่า ข้าเป็ท่านปู่รองของเขาเอง" หลี่หยุนไม่ได้คิดปิดบัง เขายังอยากรู้ด้วยว่าผู้คนภายนอกรู้ข่าวคราวสกุลหลี่กันมากน้อยเพียงใด
"หา!! อย่าบอกนะว่าเ้าเปี๊ยกนี้ก็คือทายาทสกุลหลี่คนสุดท้ายที่ผู้คนเขากล่าวถึงกันทั่วบ้านทั่วเมืองเมื่อ 5 ปีก่อน" ทหารหนุ่มร้องเสียงดังตกอกใ จนแม้แต่คนบังคับเกวียนวัวก็ยังต้องตะแคงหูมาร่วมฟังบทสนทนาของผู้โดยสารทั้งสี่ด้านหลัง
หลี่หลงหยางได้ยินเสียงอุทานของท่านอาทหารเพื่อนร่วมทาง เด็กน้อยก็รีบมุดตัวเข้าไปอยู่ในเสื้อของหลี่หยุนทันที ซ่อนตัวเอาไว้ยังไม่พอเขายังยกมือขึ้นปิดหน้าเอาไว้จนมิดชิดอย่างหวาดหวั่นจนหลี่หยุนรับรู้ได้ถึงร่างกายที่เย็นเยียบและสั่นเทาของคนในเสื้อ
"ถูกแล้วขอรับ เขาคือหลี่หลงหยางหลานชายคนเดียวของข้า คนสกุลหลี่ที่ถูกเนรเทศมาพร้อมกับข้าล้วนเสียชีวิตไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงเราสองคนนี่ล่ะ"
"โอ..ท่านลุงหลี่ นั่นจะทำให้เื่ของเ้ามันยากไปกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว หลี่เซิ่งขี้เมานั้นชื่อเสียงไม่ดีเท่าใดนัก ผู้คนภายนอกต่างก็ประณามเขาที่ทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของบรรพบุรุษต้องเสื่อมเสีย บุตรชายที่รอดชีวิตของหลี่เซิ่งก็ถูกผู้คนทำนายเอาไว้ว่าหากเด็กเติบโตเอาชีวิตรอดมาได้ ก็คงจะมีนิสัยไม่ต่างกับบิดาที่ขี้เมาหยำเป พวกเ้าต้องลำบากกันหน่อยแล้ว ทางที่ดีข้าว่าเ้าสองคนเปลี่ยนชื่อแซ่อำพรางตนกันเสียเถิด เราสองคนจะไม่แพร่งพรายออกไปถือว่าเอาบุญก็แล้วกัน" ทหารสูงวัยกว่ารับปากรับคำแข็งขัน
"ขอบคุณนายท่านที่ตักเตือน ข้าจะคิดเื่นี้ให้รอบคอบเอง" หลี่หยุนมีสีหน้าสลดหดหู่ลงไปในทันที จากนั้นเขาก็หันหลังดึงร่างเล็กออกจากเสื้อกอดหลานชายที่ยังหวาดกลัวอยู่เอาไว้แน่นอย่างอดสูและเริ่มรู้สึกย่อท้อกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญในภายภาคหน้า
ผิดกับหลี่หลงหยาง เมื่อเขาได้ยินว่ามีหลายคนเกลียดบิดาที่ตนไม่เคยเห็นหน้า เด็กชายก็หูผึ่งขึ้นมาทันที เขาไม่ได้รู้สึกเศร้าโศกเสียใจทั้งยังมีความคิดเห็นตรงกับผู้อื่นอีกด้วย
จุดสำคัญในบทสนทนาเมื่อครู่ที่ตรงใจเด็กชายวัย 5 ขวบมากที่สุดก็คือ เขาไม่อยากมีแซ่หลี่ ไม่อยากมีนามว่าหลงหยาง ไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าตนเป็บุตรชายของหลี่เซิ่ง ชีวิตนี้เขามีท่านปู่เพียงผู้เดียวก็พอแล้ว เด็กชายแอบหวังในใจลึกๆ ว่าท่านปู่จะยอมเปลี่ยนชื่อแซ่เมื่อถึงเมืองตงไห่ หลงลืมที่ตนเคยมองเห็นท่านปู่ของตนปกป้องชื่อเสียงสกุลหลี่ต่อหน้าผู้คนอย่าอาจหาญไปเสียสนิท
นายทหารสองคนรวมทั้งคนบังคับเกวียนไม่ได้สร้างความลำบากใจให้สองปู่หลานแต่อย่างใด ทหารเช่นพวกเขาเพียงแค่รู้ว่าผู้ที่ไม่ได้ฆ่า ไม่ได้ลักขโมย ไม่ค้ามนุษย์ก็นับว่าเป็คนดีคนหนึ่งแล้ว สกุลหลี่เพียงแค่ทำผิดต่อตนเองและล่วงเกินเบื้องสูงไม่ได้มีผลกระทบทำร้ายผู้อื่นให้เสียหาย อีกทั้งสองปู่หลานที่ดูสุภาพคู่นี้ก็ยังไม่ได้เป็ผู้กระทำผิดเสียเอง พวกเขาจึงรู้สึกสงสารมากกว่าที่จะเหยียดหยามกัน
นายทหารทั้งสองแบ่งปันอาหารและให้คำแนะนำกับสองปู่หลานไปตลอดทาง ซึ่งหลี่หลงหยางก็พยายามจดจำทุกคำพูด เพราะพวกเขาไม่ได้พูดถึงเื่การหาอาหารหรือการหาเงินเพียงอย่างเดียวเหมือนกับผู้คนที่เขาเคยรู้จักมา เด็กชายได้ยินเื่วิธีการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์และอีกหลายอย่างที่ตนเองไม่เคยพบเห็นมาก่อน จึงตั้งใจฟังทุกอย่างหวังว่าจะเป็ประโยชน์เมื่อตนเติบโตขึ้น เขาอยากเลี้ยงดูท่านปู่ของเขาให้ดีเพื่อที่ท่านปู่จะได้อยู่กับเขาไปนานๆ
.........
"บ้านของเราสองคนยังต้องเดินทางต่อไปทางนั้น เ้าสองปู่หลานจะเลือกลงที่นี่เลยหรือไม่เล่า" นายทหารสูงวัยกว่าชี้มือไปทางเส้นทางหนึ่งเมื่อถึงทางแยกสามทางที่เบื้องหน้าเป็กำแพงเมืองตงไห่ ทางซ้ายคือทิศทางของหมู่บ้านของเขา และทางขวาก็เป็เส้นทางเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ในอาณาเขตเมืองตงไห่
"เราสองคนจะลงที่นี่ขอรับ ขอบคุณนายท่านทั้งสองมาก หากมีวาสนาพวกเราคงได้พบกันอีก พวกท่านเดินทางปลอดภัยนะขอรับ" หลี่หยุนก้าวลงจากเกวียนโดยมีหลี่หลงหยางะโลงตามมา
อันที่จริงนายทหารทั้งสองก็มีน้ำใจชักชวนสองปู่หลานให้เดินทางไปกับพวกตนให้ถึงหมู่บ้าน พวกเขาเต็มใจจะไปขอร้องหัวหน้าหมู่บ้านให้ช่วยเหลือหาที่พักอาศัยชั่วคราวรวมทั้งหางานให้หลี่หยุนทำ แต่หลี่หยุนยังมีทองคำในปากที่อยากจะขายและนั่นไม่สามารถทำได้ภายในหมู่บ้านเล็กๆ เป็แน่
อีกอย่างเขาไม่้าสนิทชิดเชื้อกับผู้ใดเป็พิเศษเพราะตนจะไม่มีวันแก่ชราตราบจนกว่าจะได้เห็นและวางใจว่าหลี่หลงหยางจะอยู่รอดได้ด้วยตนเองและมีทายาทชั้นดีสืบสายสกุล หากต้องลงหลักปักฐานอยู่ที่ใดนานๆ ย่อมต้องมีคนเห็นความผิดปกติของร่างกายตน จึงเลือกที่จะแยกจากนายทหารผู้มีน้ำใจทั้งสองเสีย
"อย่าลืมที่พวกเราสองคนเตือนก็แล้วกัน โชคดีนะเด็กน้อย" นายทหารหนุ่มผู้น้องกล่าวส่งท้าย
หลี่หลงหยางเดินทางร่วมกับคนทั้งสามมาหลายวัน จากที่เคยหวาดกลัวและซ่อนตัวอยู่เื้ัหลี่หยุนตลอด เวลานี้เขาเริ่มที่จะกล้าสบตาคน และน้อยนักที่ตนจะได้พบพานผู้ใหญ่ที่มีน้ำใจ เขาคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นแทนคำขอบคุณคนทั้งสอง รวมทั้งคนบังคับเกวียนที่ให้ความช่วยเหลือตนและหลี่หยุนมาตลอด 6 วันของการเดินทาง
เื่นี้ก็ทำให้หลี่หยุนถึงกับน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมา เพราะก่อนหน้านี้แววตาของเด็กน้อยมีเพียงความหวาดระแวงกับคนแปลกหน้าอยู่เกือบตลอดเวลา เฉพาะเวลาที่มองตนเองเท่านั้นเด็กน้อยจึงจะผ่อนคลายจิตใจลงได้ บัดนี้หลานชายเริ่มที่จะเปิดใจกับผู้คนรอบข้างและกล้าที่จะแสดงออกโดยไม่ต้องหันมาปรึกษาปู่ชราเช่นเขาเหมือนทุกครั้งได้แล้ว
..........
สองปู่หลานเข้าเมืองตงไห่มาได้โดยการแสดงหนังสือรับรองตัวตนที่หลี่หยุนเก็บเอาไว้อย่างดีในอกเสื้อตลอดเวลา ทหารยามที่ทำหน้าที่ตรวจเอกสารชะงักมองหลี่หยุนและหันไปพิจารณาหลี่หลงหยางอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะส่งหนังสือกลับคืนมาให้ พร้อมกับลอบกระซิบกระซาบกับเพื่อนทหารด้วยรอยยิ้มหยันกันอยู่ครู่หนึ่ง
หลี่หยุนพอจะคาดเดาได้ว่าอีกไม่นานข่าวที่ตนเองและหลานชายแซ่หลี่เดินทางเข้าเมืองมาก็จะแพร่สะพัดออกไป แต่เขาก็ไม่ได้สนใจยังคงพาหลานชายเดินเข้าไปในเมืองและมองหาบริเวณที่คนพลุกพล่านมากที่สุดไว้ก่อน เขาไม่ยอมตกเป็เป้าหมายให้พวกอันธพาลฉวยโอกาสกลั่นแกล้งในขณะที่ตนอยู่ในสถานที่ไม่ปลอดภัยเหมือนที่เมืองหย่งโจวเป็แน่
ย่านการค้าภายในเมืองตงไห่เป็อย่างที่นายทหารสองคนกล่าวไม่มีผิด ที่นี่คึกคักและเต็มไปด้วยแรงงานรับจ้างแบกหามที่กำลังลำเลียงหัวมัน ผักสด ผลไม้ ข้าวโพดและอีกสารพัดพืชพรรณ สองฟากฝั่งของแต่ละ่ถนนมีอาคารร้านค้ามากมายแต่ส่วนใหญ่กลับเป็เพียงโรงเก็บสินค้า ที่ชาวบ้านจะขนผลผลิตในไร่นาใส่เกวียนมาเก็บไว้หรือส่งต่อให้พ่อค้าคนกลางและรอคอยให้พ่อค้าเข้ามารับซื้อไปอีกทอดหนึ่ง
โรงเตี๊ยม โรงสุราหรือภัตตาคารขนาดกลางก็พอมีให้เห็นผ่านตาบ้าง แต่ก็น้อยกว่าที่เมืองหย่งโจวที่มีทหารกลัดมันอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็จำนวนมาก ทำให้สภาพแวดล้อมโดยรวมภายในเมืองตงไห่ดูสงบเรียบร้อยกว่าเมืองหย่งโจวที่เต็มไปด้วยขอทาน หรือพวกขี้เหล้าที่เมามายนอนหลับอยู่ตามซอกกำแพงเกลื่อนตาไปหมด
"หลงเอ๋อร์ที่นี่มีโรงรับจำนำ พวกเราจะมีเงินแล้ว" หลี่หยุนดีใจจนหัวใจแทบจะกระโจนออกมานอกร่าง แต่ก็ยังเดินวนเวียนดูลาดเลารอบบริเวณอยู่อีกหลายรอบจนมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดคอยติดตามดูตนเองอยู่