ม่านแดงเหนือโม่เหอเข้มขึ้นทุกครั้งที่เสียงกลองดัง
ครั้นจุดโลหิตสิบสองจุดเชื่อมเป็วงหมอกบนยอดเขาก็ถูกผลักขึ้นฟ้า เมฆดำแยกออกชั่วขณะ เผยช่องว่างเหนือหลังคาเรือน
ชาวบ้านเงยหน้าพร้อมกัน
ดาวเหนือควรอยู่ตรงนั้น
แต่กลางช่องเมฆมีเพียงความมืด
“ดาวหายไปแล้ว!” สตรีผู้หนึ่งร้อง
เสียงนั้นทำให้คนซึ่งยังขนถังน้ำทิ้งหาบลงกับพื้นเด็กในเรือนกลางเริ่มร้องตาม ผู้เฒ่าสองคนคุกเข่าลงพึมพำคำขอพรส่วนชายที่ประจำประตูใต้หันไปดึงสลักราวกับนอกหมู่บ้านยังมีทางรอด
“อย่าเปิดประตู!” ผู้ใหญ่บ้านตวาด
“อยู่ที่นี่ก็ตาย!” ชายคนนั้นะโกลับ “ทางใต้ยังไม่มีคน!”
เยี่ยซิงเหอเห็นมืออีกสามคู่เอื้อมช่วยถอนสลัก
เขาก้าวไปหนึ่งก้าว ข้อเท้าพลันปวดแปลบจากาแเดิมลมหายใจในอกยังติดขัดเพราะปราณสามลมหายใจที่ใช้ตัดรอยโลหิตให้ซ่งซานหากฝืนเร่งปราณอีกครั้ง เขาอาจล้มก่อนศัตรูเข้าถึงกำแพง
ผู้เฒ่าโม่กลับถึงประตูใต้ก่อนเขา
ไม้เท้ากระแทกลงบนสลัก เสียงเดียวหนักกว่าคำโต้เถียงทั้งหมด
“ปิดทุกประตู” ชายชราสั่ง “ดับตะเกียงริมกำแพงเหลือไฟที่เรือนกลางเพียงสามดวง”
“ท่านไม่เห็นหรือ ดาวเหนือดับแล้ว!”
“ข้าเห็น” ผู้เฒ่าโม่ตอบ“เพราะเห็นจึงรู้ว่ามัน้าให้พวกเ้าวิ่งออกไป”
วงโลหิตบนเขาไม่ได้บดกำแพงทันที มันบดใจคนก่อน
เยี่ยซิงเหอเข้าไปช่วยดันสลักกลับเข้าร่องผู้ที่คิดเปิดประตูยังไม่ยอมปล่อย เขาจึงวางมือบนไม้โดยไม่ใช้กำลัง
“ถ้าทางใต้ปลอดภัยจริงเหตุใดมันจึงปล่อยให้เราเห็นว่าทางนั้นเงียบ” เขาถาม
ชายผู้นั้นชะงัก
“ถ้าเ้าเปิด ข้าจะไปดูเอง” เยี่ยซิงเหอกล่าว “แต่ก่อนเปิดจงตอบเด็กในเรือนกลางว่าพวกเขาควรวิ่งตามเราหรืออยู่รอ”
เสียงร้องของเด็กดังลอดกำแพงดินมา
ไม่มีผู้ใดตอบได้
มือทั้งสามคู่ค่อย ๆ ถอยจากสลัก ผู้ใหญ่บ้านรีบใช้โซ่พันประตูแล้วแบ่งคนเฝ้าสองชั้น คนหนึ่งดูนอกกำแพง อีกคนดูมือของคนข้างกัน
มิใช่เพราะทุกคนเชื่อใจกันแล้วหากเพราะความกลัวอาจเปิดทางให้ศัตรูได้ง่ายกว่ากระบี่
ผู้เฒ่าโม่เรียกเยี่ยซิงเหอไปข้างบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน
บนพื้นรอบบ่อมีรอยเกลือสี่เส้น เส้นแรกเป็วงกว้างชิดกำแพงเส้นที่สองผ่านประตูทั้งสี่ เส้นที่สามล้อมเรือนกลาง ส่วนเส้นสุดท้ายเล็กที่สุดล้อมปากบ่อไว้
จุดดำซึ่งแทนหลักค่ายกลคุ้มครองสั่นอยู่ตามวงนอก
“ของเรามีกี่ชั้น” เยี่ยซิงเหอถาม
“สามชั้นกับหนึ่งจุดเป็” ผู้เฒ่าโม่แตะปากบ่อ“ชั้นนอกหน่วงสิ่งที่ข้ามกำแพง ชั้นกลางบิดทิศ ชั้นในปิดกลิ่นิญญาส่วนบ่อนี้เลี้ยงทั้งสาม”
“ถ้าวงโลหิตตัดน้ำ?”
“ทุกชั้นดับ”
ชายชราหันมองเขาดวงตาซึ่งเคยปิดคำถามไว้ตลอดหลายวันกลับเปิดความเร่งร้อนโดยไม่ปิดบัง
“ซิงเหอ จำไว้—อย่าให้ใครเอาดวงตราของเ้าไป”
มือเยี่ยซิงเหอแตะแผ่นหลังโดยไม่รู้ตัวลวดลายบนผ้าไหมเมื่อคืนยังติดอยู่ในความคิด มันตรงกับรอยใต้เสื้อทุกเส้น
“เอาไปอย่างไร”
“อย่าให้มันแตะรอย อย่าให้มันได้เืและอย่าใช้ปราณทองต่อหน้าสิ่งซึ่งเ้าไม่รู้จัก”
“ถ้ามันจะฆ่าคนในหมู่บ้านเล่า”
ผู้เฒ่าโม่เงียบไปครู่หนึ่ง “จงช่วยคนแต่ต้องรู้ว่าทุกครั้งที่เ้าเปิดดวงตรา มันจะเรียนรู้วิธีปิดเ้า”
ยังไม่ทันสิ้นคำ จุดเกลือทางตะวันออกก็ดับ
เสียงกระแทกดังมาจากกำแพงฝั่งนั้น มิใช่เสียงไม้แตกหากเหมือนก้อนน้ำแข็งใหญ่หล่นใส่พื้น ชามดินบนชั้นเรือนสั่นพร้อมกัน
“ชั้นนอกถูกแตะ!” คนเฝ้าร้อง
ผู้ใหญ่บ้านยกคบเพลิงขึ้นสามครั้งตามสัญญาณคนหกคนแบกถุงขี้เถ้ากับน้ำเกลือวิ่งไปตะวันออกอาเหวินซึ่งยังพันแผลนำคนอีกกลุ่มขนแผ่นไม้เสริมกำแพง
เยี่ยซิงเหอดึงกระบี่เงาดาราออกจากฝักเพียงครึ่งหนึ่ง
ตัวกระบี่หนักกว่าวันก่อนคล้ายแรงที่มันรับจากค่ายกลโลหิตยังค้างอยู่ในเนื้อเหล็กหากชักเต็มด้วยแขนข้างเดียว แรงสะท้อนอาจพาไหล่ซึ่งยังไม่หายดีหลุดจากตำแหน่ง
เขาจึงไม่ชักต่อ
“ประตูตะวันออก้าคนถือกระบี่” เขากล่าว
“มัน้าให้เ้าไปที่นั่น” ผู้เฒ่าโม่ตอบ
เสียงกระแทกครั้งที่สองดังหนักกว่าเดิมฝุ่นดินร่วงจากขอบกำแพงตะวันออก
ชาวบ้านหันมองเยี่ยซิงเหอ บางคนมีความหวังบางคนมีคำกล่าวหาว่าเื่ทั้งหมดเริ่มจากเขาแต่ไม่ว่าดวงตาชนิดใดก็รอให้เขาเคลื่อนไหว
เยี่ยซิงเหอเก็บกระบี่กลับเข้าฝัก
“ข้าจะไป แต่จะไม่ข้ามกำแพง”
เขาพาคนสี่คนวิ่งไปตามตรอกต่ำเพื่อไม่ให้เงาบนยอดเขาเห็นเมื่อถึงกำแพงตะวันออก พื้นหิมะด้านนอกยุบเป็แนวยาว ทั้งที่ไม่มีรอยเท้า
หลักไม้ซึ่งเพิ่งฝังเมื่อตอนบ่ายสั่นเข้าหากำแพงรอยอักขระบนไม้เปลี่ยนจากดำเป็แดงทีละเส้น
ศัตรูมิได้โจมตีตัวกำแพงมันกำลังย้อนแรงจากหลักของหมู่บ้านกลับเข้ามา
“ราดน้ำเกลือ!” อาเหวินสั่ง
น้ำเกลือกระทบหลักไม้ ไอขาวพุ่งขึ้นรอยแดงชะงักเพียงครู่เดียวก่อนเปลี่ยนทางไหลลงดิน
เยี่ยซิงเหอคุกเข่า วางฝักกระบี่บนหิมะเขารู้สึกถึงการสั่นสามจังหวะ
จังหวะแรกหนัก
จังหวะที่สองเบา
จังหวะที่สามหายไป
นี่มิใช่การพังกำแพง แต่เป็การถามค่ายกลทีละคำหากหมู่บ้านตอบทุกครั้ง ศัตรูจะรู้ว่าหลักใดรับแรงอย่างไร
“หยุดราด” เขากล่าว
“หลักกำลังแดง!” ชาวบ้านผู้หนึ่งร้อง
“มันรอให้เราเติมน้ำเกลือ น้ำจะพาแรงลงสู่บ่อ”
คนถือถังชะงัก แต่รอยแดงบนไม้ยังลามขึ้นมา
เยี่ยซิงเหอยืนข้างหลัก วางเท้าหน้าบนดินแข็งเท้าหลังบนหิมะร่วน เช่นเดียวกับตอนรับหมาป่าหิมะ เขามิได้มองสิ่งที่จะฟันเขามองทางที่แรงต้องผ่าน
ลมหายใจแรก เขาปล่อยให้หลักสั่นจนสุด
ลมหายใจที่สอง เขาชักกระบี่หนึ่งคืบใช้สันเหล็กรับด้านข้างแทนใช้คมตัด
ลมหายใจที่สาม เขาบิดสะโพก ถอยครึ่งก้าวแล้วพาแรงแดงไหลตามตัวกระบี่ลงสู่แผ่นหินนอกเส้นเกลือ
ปัง!
แผ่นหินแตก หิมะพุ่งเป็ฝอยแดงกระบี่เงาดาราส่งแรงสะท้อนกลับถึงข้อศอก เยี่ยซิงเหอกัดฟันเก็บเสียงครางเือุ่นไหลจากฝ่ามือลงด้าม
แต่หลักไม้หยุดแดง
“ซ่อมรอยเกลือ อย่าแตะเืข้า” เขาสั่ง
อาเหวินใช้ชายเสื้อพันมือเขาโดยไม่ถามคนอื่นรีบกลบดินและโรยขี้เถ้าแห้งแทนน้ำเกลือ
เสียงกระแทกตะวันออกเงียบลง
เสียงโห่สั้น ๆ ดังบนกำแพงก่อนถูกเสียงกรีดร้องจากตะวันตกตัดขาด
เงาดำหลายสายวิ่งผ่านแนวสนฝั่งตะวันตก
“มันย้ายไปแล้ว!” คนเฝ้าร้อง “ห้าคน—ไม่ สิบคน!”
ชาวบ้านที่ตะวันออกกรูกันจะตามเยี่ยซิงเหอไปตะวันตกเขายกฝักกระบี่ขวางตรอก
“อยู่ซ่อมจุดนี้”
“ฝั่งนั้นมีคน!”
“มีเงา” เขาแก้ “หากคนอยู่ตะวันตก เหตุใดหลักตะวันออกยังอุ่น”
เขาวางหลังมือลงใกล้ดิน ความร้อนใต้หิมะยังไม่ลดศัตรูเพียงเปลี่ยนสิ่งที่ตาเห็น มิได้ถอนแรงที่ส่งมา
ผู้เฒ่าโม่เคยเตือนว่าพวกมันเรียนรู้เร็วคราวนี้มันรู้แล้วว่าเยี่ยซิงเหออ่านจังหวะได้ จึงใช้เงาบังคับให้เขาทิ้งจุดเดิม
เยี่ยซิงเหอเลือกไม่ไล่
เขาให้คนสามคนคงตำแหน่งอีกสองคนส่งสัญญาณด้วยกระดิ่งเพียงครั้งเดียวเตือนตะวันตกให้เฝ้าโดยไม่ย้ายกำลังทั้งหมด
ครู่ต่อมา เงาดำเ่าั้ชนแนวไม้สนแล้วแตกเป็ควันแดง
เป็เพียงภาพจากวงโลหิต
ถ้าคนทั้งหมู่บ้านวิ่งตาม กำแพงตะวันออกคงเปิดโดยไม่มีผู้เฝ้า
“เด็กนั่นอ่านถูก” ชายซึ่งเคยคิดเปิดประตูใต้กล่าว
คำว่าเด็กมิได้เบาลง แต่ความหมายเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เสียงระฆังสองครั้งดังจากเรือนกลาง
จุดที่สองถูกแตะ
เยี่ยซิงเหอหันกลับทันที คราวนี้มิใช่ประตูใด หากเป็บ่อน้ำ
เมื่อเขามาถึง น้ำในบ่อกำลังหมุนย้อนทางหยดน้ำเกาะขอบหินเป็สีแดงจางผู้เฒ่าโม่วางยันต์ไม้สามชิ้นเป็รูปสามเหลี่ยมรอบปากบ่อแต่ชิ้นหนึ่งแตกร้าวจากแรงที่ส่งผ่านชั้นนอก
“มันรู้ทางน้ำแล้ว” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“เพราะเมื่อครู่พวกเราใช้น้ำเกลือ” ผู้ใหญ่บ้านหน้าซีด
ไม่มีใครโทษคนถือถัง ศัตรูวางคำตอบไว้ให้เลือกและทุกคำตอบมีราคา
ผู้เฒ่าโม่โยนเชือกเส้นหนึ่งให้เยี่ยซิงเหอ “ผูกด้ามกระบี่แต่ห้ามให้คมแตะน้ำ”
“ใช้มันเป็ตุ้มน้ำหนัก?”
“ใช้ฟัง”
เยี่ยซิงเหอผูกเชือกกับห่วงปลายฝักแล้วหย่อนฝักลงไปเหนือผิวน้ำ กระบี่สั่นตามกระแสใต้บ่อ เขาหลับตาแยกแรงเบาสามสายออกจากแรงหนักหนึ่งสาย
ตะวันออกเป็แรงหนักที่ศัตรูเพิ่งทดสอบ
ตะวันตกเป็เงาหลอก
ทางใต้เงียบเกินไป
แล้วแรงสายที่สามก็กระตุกจากเหนือ
“เหนือ!” เขาลืมตา “เป้าจริงอยู่เหนือ!”
ผู้ใหญ่บ้านยกคบเพลิงส่งสัญญาณ แต่ก่อนแสงครั้งที่สามจะขึ้นเสียงแตกก็ดังจากกำแพงเหนือ
หลักหินชั้นนอกมิได้ะเิ มันร้าวเป็เส้นบางจากฐานสู่ยอดรอยนั้นวิ่งตามวงเกลือเหมือนมีปลายมีดอยู่ใต้ดิน
ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าลงขอบบ่อ น้ำซึ่งหมุนย้อนหยุดชั่วขณะ
“มันแตะสามจุดเพื่อหาเส้นที่แก่ที่สุด” ชายชรากล่าว“บัดนี้มันพบแล้ว”
“ปิดเส้นเหนือได้หรือไม่”
“ได้ ถ้าถอนแรงจากอีกสองเส้น”
“แล้วตะวันออกกับตะวันตก?”
“เปิด”
นั่นมิใช่ทางเลือก
เยี่ยซิงเหอมองแผนค่ายกลบนพื้นเกลือ วงนอกผ่านประตูทั้งสี่หากตัดเหนือแล้วปล่อยอีกสองด้าน ศัตรูอาจไม่ต้องทดสอบต่อเพียงเดินเข้าจากทางที่ถูกเปิด
เสียงร้องจากกำแพงเหนือดังใกล้เข้ามาคนเฝ้าพยายามอุดรอยด้วยไม้ แต่ทุกครั้งที่ตอก เส้นร้าวบนหลักกลับยาวขึ้น
“อย่าซ่อมหลัก” เยี่ยซิงเหอกล่าว “ย้ายแรงออกจากหลัก”
“ย้ายไปที่ใด” ผู้ใหญ่บ้านถาม
เยี่ยซิงเหอมองถุงขี้เถ้าซึ่งเหลืออยู่แล้วมองทางเดินจากประตูเหนือถึงลานกลาง
“ให้ทุกบ้านเปิดเตา นำขี้เถ้าร้อนโรยเป็สองทาง ไม่ต้องทำวงให้ทำเหมือนลำน้ำแยก”
ผู้เฒ่าโม่จับความคิดได้ก่อนคนอื่น“พาแรงแตกออกสองฝั่งก่อนถึงบ่อ”
“มันจะช่วยได้หรือ”
“ไม่หยุด แต่ซื้อเวลา”
ผู้ใหญ่บ้านไม่ถามอีก เขาตีฆ้องยาวหนึ่งครั้งประตูบ้านทุกหลังเปิดพร้อมกัน คนชราตักขี้เถ้าจากเตา เด็กโตส่งถังต่อสตรีขนน้ำออกจากแนวทาง ชายหนุ่มถอนแผ่นไม้ที่ขวางตรอก
คนซึ่งครึ่งชั่วยามก่อนแย่งกันเปิดประตูบัดนี้ยืนส่งถังขี้เถ้าเป็แถวเดียว
เส้นร้อนสองเส้นเกิดจากเหนือแยกอ้อมเรือนกลางไปตะวันออกกับตะวันตก เมื่อแรงโลหิตวิ่งถึงทางแยกพื้นหิมะสว่างวาบแล้วแบ่งตามขี้เถ้า
กำแพงเหนือหยุดสั่น
แต่เพียงสามลมหายใจ
เงาบนูเาเปลี่ยนอีกครั้ง จุดโลหิตทางใต้ดับจุดตะวันออกกับตะวันตกสว่างขึ้นเป็สองเท่าศัตรูเห็นทางแยกและตอบด้วยการบีบสองปลายพร้อมกัน
แรงซึ่งถูกแบ่งจึงหวนกลับเข้าหากันใต้เรือนกลาง
ทุกคนรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกใต้ฝ่าเท้า
หินขอบบ่อชิ้นหนึ่งกระเด็นขึ้น
ผู้เฒ่าโม่ใช้บ่ารับไว้ เืซึมผ่านเสื้อทันทีไม้เท้าในมือสั่น แต่เขายังกดมันลงบนจุดเป็ของค่ายกล
“พามันออกไป!” ชายชราตวาด
เยี่ยซิงเหอไม่ถามว่าให้พาสิ่งใดเขาชักกระบี่เงาดาราออกครึ่งเล่มอีกครั้ง ปราณทองในท้องน้อยตอบเพียงประกายบางราวกับเปลวไฟซึ่งขาดน้ำมัน
หากฝืนเปิดดวงตรา เขาอาจผลักแรงออกได้มากกว่า
และผู้ที่ล้อมูเาจะเห็นมันชัดกว่าเดิม
เยี่ยซิงเหอนึกถึงคำเตือน—ทุกครั้งที่เปิดมันจะเรียนรู้วิธีปิดเ้า
เขาจึงไม่ปลุกดวงตรา
เขาใช้แรงที่เหลือจากขา จากเอว และจากน้ำหนักของกระบี่
ก้าวแรกวางนอกวงเกลือ
ก้าวที่สองเหยียบขอบหินซึ่งกำลังยก
ก้าวที่สามหมุนฝักกระบี่รับแรงจากใต้ดินแล้วชี้มันไปยังร่องขี้เถ้าซึ่งทอดถึงลานว่าง
ไม่มีแสงทอง
มีเพียงเสียงเหล็กคราง
แรงโลหิตพุ่งตามร่องออกไปกระแทกยุ้งร้างข้างลานจนเสาไม้หักครึ่ง หลังคาถล่มลงท่ามกลางไอแดง
กระบี่เงาดาราหนักขึ้นฉับพลัน เยี่ยซิงเหอปล่อยมือไม่ทันด้ามกระชากข้อมือจนร่างเขาคุกเข่ากับพื้น
เืจากแผลฝ่ามือซึมผ่านผ้าพัน แต่ไม่มีหยดใดตกใส่วงเกลืออาเหวินกับชายเฝ้าประตูใต้เข้ามารับตัวเขาคนละข้าง
“ข้ายังยืนได้” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ถ้าเ้ายืนคนเดียว พวกข้าจะว่างเกินไป” อาเหวินตอบ
ชาวบ้านคนอื่นไม่วิ่งหนีจากยุ้งที่พังพวกเขากลับรีบตักดินดับไอแดง ย้ายเด็กออกจากเรือนกลางและต่อแถวส่งหินก้อนใหม่ให้ผู้เฒ่าโม่
การโจมตีครั้งแรกไม่ได้ทำให้หมู่บ้านแตก
ทว่าศัตรูยังไม่เคยหวังให้มันแตกในครั้งเดียว
เสียงกลองบนูเาหยุดลง
ความเงียบครอบโม่เหอ หนักเสียยิ่งกว่าเสียงกระแทกที่ผ่านมา
ผู้เฒ่าโม่ก้มดูเส้นเกลือบนพื้นวงนอกซึ่งเคยต่อกันขาดตรงทิศเหนือ แม้เติมเกลือใหม่ เม็ดเกลือก็กลายเป็สีเทาทันที
“ซ่อมไม่ได้หรือ” ผู้ใหญ่บ้านถาม
ชายชราใช้ปลายไม้เท้าแตะรอยขาด เม็ดเกลือแตกเป็ผง
“หลักเหนือรับชื่อของเราไปแล้ว” เขากล่าว“ใช้ของเดิมปิดมันอีกไม่ได้”
หินหลักนอกกำแพงส่งเสียงลั่น
รอยร้าวจากฐานวิ่งถึงยอด ก่อนหินทั้งแท่งแยกเป็สองซีก
ลมหนาวพุ่งผ่านหมู่บ้านเป็สายแรกมันดับตะเกียงหนึ่งในสามดวงที่เรือนกลาง แล้วพัดม่านแดงเหนือศีรษะแหวกออก
ช่องฟ้าเปิดอีกครั้ง
ชาวบ้านทุกคนเงยหน้ามองตำแหน่งเดิม
ดาวเหนือซึ่งเคยนำทางผู้เดินป่าปรากฏเป็จุดเล็กอยู่ชั่วขณะแสงของมันสั่นราวเปลวเทียนกลางลม
จากนั้นเส้นแดงเส้นหนึ่งพาดผ่าน
ดาวดวงนั้นดับลงต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
พร้อมกันนั้น จุดโลหิตสิบสองจุดบนูเาก็หันแสงเข้าหาโม่เหอราวกับดวงตาสิบสองดวงเพิ่งลืมขึ้นและจดจำตำแหน่งนี้ได้
ค่ายกลคุ้มครองชั้นนอกแตกแล้ว
เหนือหลักหินที่แยกออกเงาสามเงาก้าวลงจากสันเขาโดยไม่เร่งฝีเท้าไม่มีสิ่งใดขวางระหว่างพวกมันกับกำแพงเหนืออีก ชาวบ้านยังยืนต่อแถวไม่มีผู้ใดเปิดประตู
ผู้เฒ่าโม่ยกไม้เท้า เยี่ยซิงเหอกำกระบี่ชายชรามองเงาทั้งสามแล้วกล่าวว่า “พวกมันมาแล้ว”