ชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 ประลองหมาก (ตอนจบ)

            ตอนแรกจางจิ่วรั่งก็นั่งฝึกเดินหมากในที่ของตนอยู่ดีๆทว่ารู้ตัวอีกทีสายตากลับถูกดึงดูดให้จดจ้องอยู่ที่หมิงหยวนเขานั่งอยู่ตรงนี้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วยามแล้วแต่ไม่เคยเห็นหมิงหยวนลุกจากที่นั่งแม้แต่ครั้งเดียว ดวงแสงรำไรจากตะเกียงดูละม้ายคล้ายเมล็ดถั่วสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่จมอยู่กับตำรามือข้างหนึ่งพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ หยุดจดบันทึกบนกระดาษแผ่นเล็กเป็นครั้งคราวในขณะที่จางจิ่วรั่งจะมีสมาธิได้ก็เมื่อยามฝึกหมากล้อมแต่หมิงหยวนกลับมีสมาธิยามอ่านตำราเกษตรกรรม!

            จางจิ่วรั่งยังคงแอบมองอีกฝ่ายจนลืมตัวเสียงกระดาษพู่กันดังให้ได้ยินเป็นระยะบรรยากาศในห้องเงียบสงบจนเขาเผลอหลับไปในท่าหัวหนุนกระดานหมากล้อม

             

            ไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงใดกระทั่งจางจิ่วรั่งถูกใครบางคนปลุกก็ดีดตัวขึ้นทันที “ข้าไม่ได้หลับ!ข้าเพียงกำลังคิดว่าจะเดินหมากอย่างไร!”

             

            หมิงหยวนตกใจที่จู่ๆเขาก็เสียงดังจนเผลอก้าวเท้าถอยหลัง“ข้าอ่านตำราเสร็จแล้วจึงมาถามศิษย์พี่จางว่ายังอยากเล่นหมากล้อมอยู่หรือไม่นี่ก็ผ่านไปตั้งสองชั่วยามแล้ว”

             

            “หา!ไจ้เฉิน…ข้าขอโทษ” จางจิ่วรั่งลูบรอยบนหน้าผากที่เกิดจากกระดานหมากล้อมและอธิบายพร้อมรอยยิ้มแหย “คนที่บ้านข้าเข้มงวดมากตอนข้ายังเด็กข้าจะถูกตีหากเผลอหลับระหว่างท่องตำรา”

             

            หมิงหยวนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออกไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนมีชีวิตที่ไม่ง่ายเลย เขาจึงพยักพเยิดไปทางกระดานหมากล้อม“แล้วท่านยังจะเล่นหรือไม่”

             

            “เล่นๆย่อมต้องเล่นอยู่แล้ว”จางจิ่วรั่งกระวีกระวาดจัดแจงที่ทางก่อนจะผายมือเชิญอีกฝ่ายนั่งลงทั้งสองจึงช่วยกันเก็บหมากเข้าที่

             

            “เจ้าอ่านตำราอย่างนี้ทุกวันเลยหรือ?”

             

            “ห้ะ?” หมิงหยวนยกมือนวดหลังคอตนเองก่อนตอบ “อ๋อ…อืมข้าฐานะต่ำต้อย โชคดีได้เล่าเรียนก็เลยใช้โอกาสให้คุ้มค่า”

             

            “ข้าดูไม่ออกเลย”จางจิ่วรั่งกวาดตามองรอบๆ ห้องเขาตามตื๊อหมิงหยวนมาตั้งหลายวันก็พอสังเกตเห็นหลายอย่าง ทั้งเลือกที่จะพักในหอพักในสำนักศึกษาทั้งข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน เสื้อผ้าก็ธรรมดา กิจวัตรประจําวันก็แสนจะเรียบง่ายทว่ารูปลักษณ์ภายนอกของหมิงหยวนกลับดูเป็นผู้ดีมีฐานะ ดูไม่เหมือนคนยากจนเลยสักนิด

             

            หมิงหยวนใช้หมากดำจึงเป็นฝ่ายวางหมากก่อนช่วงต้นเกมทั้งคู่ไม่ได้ใช้กลยุทธ์พิเศษอันใด เริ่มเกมได้ไม่นานจางจิ่วรั่งก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้

             

            หมิงหยวนงุนงงทว่าครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเพียง “ต่อให้” เขาก่อนจึงยกมือตบหน้าผากเรียกสติตนเองการประลองหมากที่แท้จริงจะเริ่มก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายแกล้งแพ้อีกรอบ

             

            เล่นไปได้สักพักทั้งสองก็พลันรู้สึกแปลกราวกับพวกเขากำลังเล่นหมากล้อมกับตนเอง เหมือนมือซ้ายต่อสู้อยู่กับมือขวาหมิงหยวนเริ่มศึกษาการเล่นหมากล้อมจากตำราหมากล้อมที่ผู้อาวุโสตระกูลจางเป็นคนเขียนทั้งอาจารย์อย่างโหวอิงยังเชี่ยวชาญหมากล้อมยิ่ง ทั้งยังรู้จักคนตระกูลจางหลายคนตำรานี้ยังเป็นหนึ่งในหลักสูตรการสอนของเขาหมิงหยวนย่อมต้องเคยศึกษากลยุทธ์วิธีการเดินหมากจากในตำรานี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว

             

            ครึ่งแรกของการประลองทั้งสองต่างคนต่างวางหมากเร็วมากแทบเป็นไปตามกลยุทธ์การเดินหมากล้อมที่ระบุไว้ในตำรา ไร้เสียงสนทนาบรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงวางหมากกระทบกระดานท่ามกลางแสงรำไรจากโคมไฟช่างเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างประหลาดปนน่าขบขัน

             

            จนกระทั่งครึ่งหลังในที่สุดก็ถึงเวลาแสดงฝีมือที่แท้จริง เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนกลยุทธ์การวางหมากของหมิงหยวนนั้นยึดตามกฎเกณฑ์ ทั้งยังล้ำลึกยากจะคาดเดาเหมือนเดินหนึ่งก้าวล้ำหน้าไปสิบขั้นตั้งแต่จุดเทียนหยวนกลางกระดานไปจนถึงมุมกระดานล้วนเป็นจุดยุทธศาสตร์เดินหน้าวางหมากครอบครองพื้นที่ทั่วกระดาน

             

            ด้านจางจิ่วรั่งชอบความแตกต่างมีอิสระ และไม่ยึดติดกฎเกณฑ์จนเกินไปมักมีกลยุทธ์เทพเหนือความคาดหมายในการพลิกสถานการณ์เป็นกลยุทธ์ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว และนำมาซึ่งชัยชนะที่น่าประหลาดใจทั้งสองจริงจังขึ้นเรื่อยๆ ต่างฝ่ายต่างเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากมาก

             

            ทว่าพอเกมใกล้จบจางจิ่วรั่งกลับรู้สึกไม่อยากจบเกม มือที่จับหมากนิ่งค้างอยู่เหนือกระดานแต่แล้วเขาก็นึกบางอย่างได้ “ไจ้เฉิน เจ้ารู้จักตำราฉีจิงหรือไม่?”

             

            “เคยได้ยินมาบ้างตำราหมากล้อมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกใช่หรือไม่?”

             

            “ใช่แล้วเคยเห็นหรือไม่?” จางจิ่วรั่งพึมพำ

             

            “ล้อข้าเล่นแล้วกระมัง?” หมิงหยวนหัวเราะ“ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตำราโบราณนั้นมีอยู่จริงหรือไม่จริง แม้แต่ท่านยังไม่เคยเห็นแล้วข้าจะไปจะเคยเห็นได้อย่างไร?”

             

            “ข้าเคยเห็นมันจริงๆ”จางจิ่วรังเริ่มจริงจัง โยนหมากในมือทิ้งแล้วโน้มตัวไปกระซิบกับคนตรงหน้า“น่าเสียดายที่บรรพบุรุษของข้ารวบรวมได้เพียงครึ่งเล่มข้าได้ยินมาว่าใต้หล้านี้มีตำรานั้นเพียงเล่มเดียวเจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่ามันอยู่ที่ใด?”

             

            หมิงหยวนขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดก่อนจะมองหน้าเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย “หรือมันจะอยู่ในหอฝู่เหริน?”

             

            จางจิ่วรั่งดีดนิ้ว“ฉลาด แต่น่าเสียดาย ต่อให้มันอยู่ที่นั่นจริง มันก็คงอยู่ในหอหงหรือไม่ก็หอฮวงแล้วข้าก็รู้ตัวดีว่าข้าคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปเหยียบ”จางจิ่วรั่งทำตาเป็นประกายส่งไปทางหมิงหยวน “ไจ้เฉิน ตั้งใจเรียนนะข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า”

             

            หมิงหยวนรีบขยับตัวถอยไม่สนใจอาการบาดเจ็บที่หลังตนเอง “อย่าเลยๆ ข้าแค่อ่านตำราเป็นงานอดิเรกท่านอย่าหวังพึ่งข้าเลย”

             

            “ข้าไม่ได้บังคับเจ้าเสียหน่อยร้อยปีที่ผ่านมามีบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวงเพียงไม่กี่คนผ่านเข้าไปที่นั่นได้...แต่ถึงอย่างไรข้าอยากให้เจ้าจำไว้ว่าหากวันหนึ่งได้เข้าไปที่นั่น รบกวนเจ้าช่วยหามันให้ข้าทีชาตินี้ก่อนตายข้าต้องได้เห็นมันสักครั้ง!”

             

            หมิงหยวนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเป็นกังวลวางหมากในมือลงทันที “ไม่มีหนทางอื่นแล้วหรือ?”

             

            “มีย่อมมี” จางจิ่วรั่งทรุดตัวลงด้วยความสิ้นหวังท่าทางไร้เรี่ยวแรง“แต่ต้องไปหาผู้ดูแลหอฝู่เหริน แล้วขอร้องให้เขาอนุญาตให้เราเข้าไปเป็นกรณีพิเศษ”

             

            หมิงหยวนเห็นท่าทางเหมือนคนกำลังจะสิ้นใจของอีกฝ่ายก็ยิ่งไม่เข้าใจเจ้าหน้าที่ในสำนักศึกษาหลวงทำงานหละหลวมมากไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้หากรู้จักกับผู้มีอำนาจหรือใช้อำนาจและชื่อเสียงของตระกูล“นั่นก็เป็นวิธีที่ใช้ได้มิใช่หรือ?”

             

            “ลืมเรื่องนั้นไปได้เลยเจ้าไม่รู้หรือว่าผู้ดูแลหอฝู่เหรินคือผู้ใด?”

             

            “ผู้ใด?”

             

            “เผย…ซู…เยี่ย!”

             

            “ผู้ใดนะ?!”

             

            “เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอกเผยซูเยี่ย ข้าได้ข่าวว่าเขาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเจ้ามิใช่หรือ? ไม่รู้เจ้าเคยได้ยินชื่อเขามาก่อนหรือไม่แม้ตอนนี้เขาจะไม่โด่งดัง แต่ในอดีตเขาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในใต้หล้า”จางจิ่วรั่งยังคงทำหน้าสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด“ข้าไม่รู้ตอนนั้นเขาถูกขนานนามว่าอย่างไรแต่ตอนนี้บัณฑิตทุกคนเรียกเขาว่าก้อนน้ำแข็งหน้าหยก นี่เป็นฉายาที่ทุกคนตั้งให้เขาเจ้าฟังแล้วคิดว่าเขาต้องเป็นคนแบบใด คิดว่าเขาจะยอมให้เราง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

             

            ข้า…ย่อมเคยได้ยิน

             

            เพิ่งเห็นไปเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่แล้ว

             

            หมิงหยวนประหลาดใจจนพูดไม่ออกเขาตกใจมากที่ดูเหมือนความเป็นไปในใต้หล้าจะตกอยู่ในการควบคุมของท่านอาเผย

             

            “คราแรกที่ได้เข้ามาเหยียบสำนักศึกษาหลวงสิ่งแรกที่ข้าทำก็คือการไปขอร้องเขา ข้าเอานามบัตรกับจดหมายลายมือท่านปู่เอาชื่อเสียงตระกูลจางมาเป็นประกัน ขอแค่ให้ข้าได้เข้าไปเห็น แค่มองเฉยๆ ก็ได้ไม่ต้องแตะมันก็ได้ ขอเพียงให้ข้าได้เห็นมันเป็นบุญตาก็พอ แล้วเจ้าคิดว่าผลเป็นอย่างไร?”

             

            “...เป็นอย่างไรหรือ?” หมิงหยวนเอ่ยถามตามสัญชาตญาณท่าทางล่องลอยเหมือนสติยังไม่กลับมา

             

            “แน่นอนว่าข้าถูกปฏิเสธทันทีแล้วข้าก็ไม่มีโอกาสได้พบเขาอีกเลย”

             

            “น่าเสียดาย”

             

            “แม้ข้าจะผิดหวังแต่ก็ไม่แปลกใจ เขาขึ้นชื่อเรื่องความโหดที่สุดในสำนักศึกษาหลวง ขนาดเซี่ยฮุ่นอยากยืมตำราในหอตำราที่สูงกว่าระดับของตนเขาก็ยังไม่อนุญาต ช่างเป็นคนที่เฉยชาและไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดจริงๆ”

             

            เฉยชาและไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดอย่างนั้นหรือ…หมิงหยวนพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสวนวันนั้นภาพที่ข้อมือของท่านอาเผยถูกท่านอาเซี่ยโหวจับไว้

             

            หมิงหยวนอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจ“ข้าว่าผู้ดูแลหอฝู่เหรินสมควรเป็นคนแบบเขาถึงจะเหมาะสมที่สุดหากเป็นคนอื่นเกรงว่ากฎระเบียบที่ตั้งไว้คงถูกแหกไปตั้งนานแล้วของหายากกับตำราเก่าแก่จะยังอยู่ดีเช่นนี้หรือ?”

             

            “ก็จริง”จางจิ่วรั่งเห็นด้วย เขาหยุดเล่นหมากล้อมแล้วถอนหายใจ “ช่างน่าเสียดายจริงๆ”

             

            “เสียดายอันใดหรือ?”

             

            “ว่ากันว่าตอนนั้นเขากับเซี่ยโหวเจี๋ยมิตรภาพแน่นแฟ้นคนหนึ่งเก่งบุ๋นคนหนึ่งเก่งบู๊ เป็นที่เลื่องลือกันทั่วเมืองหลวงแม่ทัพเซี่ยโหวความสามารถโดดเด่นเข้าร่วมกองทัพเป็นกองหน้าในสงครามยึดดินแดนทางเหนือที่นำโดยแม่ทัพใหญ่หวนเขานำกองทหารออกรบราวกับเทพสงคราม สู้รบไม่หวาดหวั่นคว้าชัยอย่างต่อเนื่องกองทัพยิ่งฮึกเหิม เหล่าชนเผ่าป่าเถื่อนชาวหูต่างต้องแพ้พ่ายให้เขาแผนการรวมดินแดนจงหยวนเป็นหนึ่งอีกครั้งอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ผู้ใดจะคิดว่า...”

             

            “เกิดอันใดขึ้น?” หมิงหยวนนั่งหลังตรงพร้อมเอ่ยถามอย่างลุ้นระทึกเขาเศร้าใจไม่น้อยที่ได้เห็นเซี่ยโหวเจี๋ยบนรถเข็น แต่ก็ไม่สามารถเอ่ยถามตรงๆ

             

            “ตายแล้ว”

             

            “ตายแล้ว???” หมิงหยวนรู้สึกเหมือนว่าตนเองจะจับไข้

             

            “ใช่ไม่รู้เกิดอันใดขึ้น พวกเขาถูกศัตรูซุ่มโจมตีระหว่างทำสงครามครั้งสุดท้ายไร้วี่แววกองกำลังเสริมเข้าช่วยเหลือ ทหารทั้งกองจึงเสียชีวิตในสนามรบไม่เหลือให้เห็นแม้แต่กระดูก หลังแพ้สงครามครั้งนั้นแผนการทำสงครามยึดดินแดนทางเหนือก็ล้มเหลว ไร้แรงสนับสนุน กองกำลังที่เหลือจึงยกทัพกลับเมืองหลวง”

             

            จางจิ่วรั่งลดเสียงลง“บางคนเขาว่ากันว่ามีคนในราชสำนักไม่ต้องการให้สงครามยึดดินแดนทางเหนือของหวนกงประสบความสำเร็จจึงจงใจปล่อยข่าวใส่ร้าย และกำจัดแม่ทัพเซี่ยโหว”

             

            “เรื่องมันร้ายแรงมากเลยหรือ?”

             

            “ผู้ใดจะไปรู้ล้วนเป็นข่าวลือทั้งนั้น สรุปก็คือ นับตั้งแต่แม่ทัพเซี่ยโหวจากไปอาจารย์เผยก็โศกเศร้าและเปลี่ยนไปมาก ว่ากันว่าแม้ในอดีตเขาจะเย็นชาและเข้มงวดแต่ก็ยังพอคบหากับสหายบางคนอยู่บ้างทั้งยังเข้าร่วมงานเลี้ยงวิจารณ์วรรณกรรมเป็นบางครั้ง ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้นเขาก็ยิ่งปลีกตัวจากสังคมมากขึ้นเรื่อยๆใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเหมือนภูเขาน้ำแข็ง และไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใดเลย”

             

            หมิงหยวนจับหมากแน่นเริ่มใคร่ครวญอย่างหนัก

             

            เขาเห็นกับตาว่าเซี่ยโหวเจี๋ยยังมีชีวิตอยู่เหตุใดทุกคนถึงบอกว่าเขาตายแล้ว?

             

            หากเขารอดจากความตายและกลับมาในฐานะวีรบุรุษเหตุใดเขาถึงตกอยู่ในสภาพนั้น?

             

            ในเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่แล้วเหตุใดเผยซูเยี่ยต้องโศกเศร้าถึงเพียงนั้น? แสร้งทำอย่างนั้นหรือ?

             

            หรือเขาจงใจปลีกตัวจากสังคมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเซี่ยโหวเจี๋ยยังไม่ตาย?

             

            แล้วเหตุใดเซี่ยโหวเจี๋ยต้องซ่อนตัว? หรือต้องซ่อนตัวเพื่อรักษาชีวิต?

             

            หมายความว่ามีใครบางคนไม่ต้องการให้เขามีชีวิตรอด? มีคนต้องการฆ่าเขา? แล้วคนๆนั้นคือผู้ใด?

             

            คนสองคนซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งใต้หล้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แสดงว่าผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อพวกเขาจะต้องมีอำนาจมากหรือจะเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก? ตระกูลหวังหรือตระกูลเซี่ย?

             

            ข่าวลือนี้ฟังดูสมเหตุสมผลไม่น้อยแผนการยึดดินแดนทางเหนือล้มเหลว หวนกงสูญเสียอำนาจตระกูลหวังตระกูลเซี่ยจึงใช้โอกาสนี้เข้ากุมอำนาจในราชสำนักเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสงครามทางเหนือ...เป็นการสมรู้ร่วมคิดอย่างนั้นหรือ?

             

            ตัวตนและชื่อเสียงของท่านอาเซี่ยโหวถูกทำลายเขาต้องซ่อนตัว ในขณะที่ศัตรูมากมายรุมล้อมแปดด้านแล้วเขาเต็มใจให้หมิงหยวนเข้าพบอย่างนั้นหรือ?

             

            เขาอดคิดมากไม่ได้การที่ทุกคนในใต้หล้าต่างคิดว่าเซี่ยโหวเจี๋ยตายไปแล้วแต่ท่านอาจารย์ก็ยังไว้ใจเขาในฐานะลูกศิษย์อาจารย์รู้ว่าเซี่ยโหวเจี๋ยยังมีชีวิตอยู่ และรู้เรื่องราวพวกนี้เป็นอย่างดีด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์จึงต้องหนีไปอยู่ในที่ๆ ไกลแสนไกลใช่หรือไม่?

             

            ตอนนั้นมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?

             

            “ไจ้เฉินกำลังคิดอันใดอยู่หรือ?”

             

            “ห้ะ?...เอ่อ…เปล่า ข้าไม่ได้คิดอันใด” หมิงหยวนหลุดจากภวังค์แล้วแสร้งถอนหายใจ“น่าเสียดายวีรบุรุษผู้กล้าหาญ”

             

            “อย่างนั้นหรือ”จางจิ่วรั่งพยักหน้า “มาเถอะ เรามาจบตานี้กัน”

             

            -------------------------------------------------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ] ที่คุณอ่าน