ลีแลนด์ครอมพ์ตัน พำนักอยู่ตรงปลายเหนือสุดของรัฐ เลยสวนพฤกษชาติใน เดอะ ไว้ท์ เมาเท่นไปอีก ดังนั้น จากเมืองที่ฉันอยู่ทางตอนใต้ มันหมายถึงการที่จะต้องขับรถไปตามเส้นทางหลวงอย่างน้อยสองชั่วโมงกับอีกหนึ่งชั่วโมงหรือกว่านั้นตามเส้นทางสายที่สอง
“ตอนที่ปู่ของลูกเขียนรูปให้วอลเตอร์ครอมพ์ตันนั่นน่ะ พวกเขาอยู่กันในบอสตัน”พ่อบอกขณะพิจารณาแผนที่ฝานแว่นแบบตัดครึ่ง “คือที่เบค่อน ฮิลล์...พ่อยังเคยแวะที่บ้านนั้นตอนออกจากเมืองเลย”
“แต่โรส์ โบโร่นี่มันไกลกว่าเบค่อน ฮิลล์มากนะคะพ่อ” ฉันเก็บแผนที่พับใส่กระเป๋าถือไว้ไม่เป็ไร...เดี๋ยวก็หาพบ
ฉันไม่ถึงกับจะรำคาญใจเมื่อพ่อเตือนให้ฉันเติมน้ำมันให้เต็มถัง เช็คยางทั้งสี่ล้อให้เรียบร้อยก่อนจะออกเดินทางถึงสองครั้งฉันรู้ว่านั่นคือความรักความห่วงใยของคนที่เป็พ่อแม่
เป็ครั้งสุดท้ายที่ฉันหุบปากสนิทไม่ได้โต้แย้งออกไปว่า
“แหม...พ่อขา...หนูอายุตั้งสามสิบหกแล้วนะคะ”และฉันก็ไม่ได้ประชดออกไปด้วยว่า” งั้นพ่อก็ไปเสียเองสิ”
สิ่งที่ฉันทำคือโผเข้าไปกอดพ่อไว้
“ไม่ต้องห่วงเลยนะคะรับรองว่าหนูจะเรียบร้อยสบายดีทุกประการ”
เช้าวันนี้ฉันรู้สึกใจคออ่อนไหวอย่างไรบอกไม่ถูกเราเดินออกไปที่รถด้วยกัน พ่อต้องเกาะฉันไว้ตอนที่เดินตัดสนามหญ้าเล็กๆที่ปกคลุมอยู่ด้วยหิมะ ราวเกรงว่าจะลื่นล้มลง เมื่อฉันกอดลาท่านอีกครั้งพ่อก็จูบฉันอย่างรักใคร่ ขณะเดียวกันสัญญาณอันตรายก็กริ่งเตือนขึ้นมาเบาๆ
“พ่อคะนี่พ่อสบายดีหรือเปล่า?”
“พ่อสบายดีมากเลยละอลิกซ์ แค่รู้สึกเพลียนิดหน่อยเท่านั้น”
ก่อนที่ฉันจะถอยรถออกจากตรงนั้นฉันยังคงนั่งจับตามองพ่อที่เดินช้าๆ กลับขึ้นไปยังระเบียงบ้านด้านหน้าถามตัวเองอยู่ว่า...นี่พ่ออ่อนกำลังลงขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่...?เพียงแค่ข้ามคืนเดียว พ่อเปลี่ยนจากผู้ชายวัยกลางคนที่แคล่วคล่องว่องไวกลายเป็คนแก่ไปถนัดตา...ฉันรู้สึกดีใจที่ตัวเองไม่ได้กล่าวคำพูดประชดประเทียดพ่อออกไปตอนนั้น
แสงอาทิตย์สะท้อนวาบอยู่กับหิมะที่โรยละอองลงมาไม่ขาดสายก่อนจะถึงวอเตอร์วิลล์ ซึ่งเป็ที่หมายครึ่งทางของฉัน การจราจรหนาแน่นมากฉันอนุญาตให้ตัวเองหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันเร็วๆพร้อมกับหยิบแผนที่ซึ่งลีแลนด์ ครอมพ์ตัน ได้ส่งมาให้พร้อมคำอธิบายออกมาอ่านและพิจารณาเส้นทางอีกครั้งเส้นทางที่แน่ชัดถูกเขียนทับไว้ด้วยหมึกสีน้ำเงิน
ขณะนี้ฉันลงจากเส้นทางหลวงแล้วกำลังเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางที่วิ่งย้อนเข้าไปในระหว่างอ้อมอกของูเาสองลูกฉันหักพวงมาลัยแซนทร้าเข้าข้างทาง หยิบแผนที่ขึ้นมาดูในท่ามกลางแสงสว่างที่หม่นมัวลง
ในแถบถิ่นนี้ดูเหมือนตะวันจะชิงพลบเร็วกว่าที่อื่นๆทั้งนี้เพราะมีูเาสูงตระหง่าน เป็ตัวบดบังแสงอาทิตย์ในยามบ่ายไว้นั่นเอง
ขณะนี้กลุ่มเมฆเริ่มเคลื่อนเข้ามาลอยเรี่ยอยู่เหนือยอดเขาบางกลุ่มก็ลดต่ำลงมากับกลุ่มหมอกที่ลอยตัวขึ้นปกคลุมอยู่ระหว่างยอดสนความหม่นมัวของแสงทำให้ฉันต้องเปิดไฟในรถขึ้นแล้วก็ก้าวลงจากรถกอบหิมะขึ้นมาเช็ดไฟหน้าเสร็จสรรพก็บิดตัวสูดอากาศเย็นเยือกในบริเวณูเาเข้าไว้สายลมอ่อนทำให้เส้นผมทางด้านหลังปลิวไสว ทั้งยังช่วยกระชับปกเสื้อให้ปิดเข้าหากัน
เพียงครู่บริเวณนั้นก็ปกคลุมด้วยความมืด แสงสีน้ำเงินเข้มแทรกซึมเข้าไปในหัวใจฉันในบริเวณนี้และขณะนี้ไม่มีแสงสว่างอื่นใดอีก นอกจากแสงไฟหน้ารถของฉันเท่านั้นฉันสามารถผสมสีเฉดน้ำเงิน-ดำ ให้เหมือนกับบรรยากาศในขณะนี้โดยไม่ต้องอำพรางความหนาแน่น หรือสูญเสียความลุ่มลึกได้หรือไม่...?ฉันจะสามารถวาดภาพเหมือนของคนแปลกหน้าได้ไหมหนอ...?ฉันรู้สึกเหน็บหนาวจนขนลุกต้องรีบกลับเข้าไปในรถ หิมะที่ถมทับกันอยู่ตรงขอบถนนมองดูคล้ายไข่มุกเมื่อต้องแสงไฟหน้ารถ
เมื่อขับไปตามเส้นทางเลี้ยวขวาแล้วก็เลี้ยวซ้ายอีกประมาณครึ่งชั่วโมงทันใดฉันก็เห็นแสงไฟวามแวมอยู่ไกลๆ ประตูรั้วเหล็กขนาดใหญ่เปิดกว้างมีแท่งเหล็กแหลมเสียบอยู่เป็ระยะๆ ฉันรีบก้มลงตรวจแผนที่ในมืออีกครั้งใช่แล้ว...ที่นี่ละคือจุดสังเกตอันสำคัญ ฉันเลี้ยวรถเข้าไปตามทางวิ่งซึ่งมีระยะทางประมาณหนึ่งไมล์อันเป็เส้นทางที่ลัดเลี้ยวขึ้นไปตามเนินเขาระหว่างป่าสน
ทางวิ่งนั้นอ้อมเลี้ยวเป็วงกลมเลยลึกเข้าไปตรงหน้าคฤหาสน์ที่สร้างขึ้นด้วยศิลามีหลังคาที่ประกอบด้วยอกไก่เอียงลาดฉันสามารถมองเห็นปีกที่แผ่กางออกมาทางด้านข้างของตัวคฤหาสน์ทั้งสองด้านปล่องไฟขนาดมหึมาที่สูงเด่นอยู่ตรงกลาง มีม่านควันบางเบาลอยเลื่อนขึ้นสู่ท้องฟ้าส่วนหน้าของตัวบ้านมีหน้าต่างที่ประกอบด้วยลูกกรงหินรายเรียงอยู่สิบสองช่องแต่มีเพียงสองช่องของชั้นล่างเท่านั้นที่มีแสงไฟส่องสว่างออกมา
ทันใด ประตูหน้าบ้านก็เปิดออกพร้อมกับร่างของผู้หญิงวัยสูงอายุคนหนึ่งมือไม้บิดไปมาขณะนางเดินแกมวิ่งเข้ามาที่รถ
“เชิญค่ะ...เชิญ...ไม่ต้องห่วงเื่ข้าวของนะคะเดี๋ยววิลลี่จะมาช่วยจัดการให้เอง”
ภายหลังจากที่ต้องผจญกับความเงียบมานานคำทักทายที่พรั่งพรูของนาง ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกโจมตี...!
“คุณคงจะไม่...”นางหยุดชะงักเมื่อเห็นฉันเข้า” ขอโทษค่ะฉันคิดว่าคุณเป็ช่างวาดรูปคนนั้น...คุณมีธุระอะไรที่นี่คะ?”
“ฉันนี่แหละค่ะช่างวาดรูปที่คุณว่า”
สีหน้าของนางในยามนี้บอกความไม่อยากเชื่อนางถอยห่างจากรถเพื่อเปิดทางให้ฉันก้าวลง
“เดี๋ยววิลลี่จะมาเอารถคุณเข้าโรงเองค่ะ”นางออกเสียงคำว่า” การาข” (Garage-โรงรถ)ด้วยสำเนียงอังกฤษชัดเจน ซึ่งไพเราะกว่าสำเนียงนิว แฮมเชอร์ที่ฉันคุ้นเคย
ฉันยื่นกุญแจรถให้วิลลี่โดยอัตโนมัติเขาเป็ผู้ชายวัยกลางคน หลังงองุ้ม ที่ไม่ได้พูดจาอะไรเลย เพียงแค่ผงกศีรษะหงึกหงักแถมยังไม่ยอมมองหน้าฉันอีกด้วย
ตอนที่ฉันปิดท้ายรถลงฉันได้เหลือบตามองขึ้นไปชั้นบนของตัวบ้านและทันเห็นผ้าม่านตรงหน้าต่างบานหนึ่งที่มืดสนิทส่ายไหว...
มิสซิสกรีฟเดินนำฉันเข้าไปในบ้าน นางคว้าแขนข้างซ้ายของฉันไว้เหมือนนกพิราบที่กำลังฉกเศษขนมปัง...!
“เราไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็คุณ...แล้วนี่คุณเป็ใครกันล่ะ?”มือไม้ของนางอ่อนนุ่มเส้นสายลายมือเรียบราวเส้นที่ขีดไว้ชัดเจนบนแผ่นกระดาษ
“ฉันชื่ออลิกซ์มิลเลอร์ส์ค่ะ บังเอิญพ่อฉันมาทำงานนี้เองไม่ได้ ก็เลยให้ฉันมาแทน”ขณะพูดฉันรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ฉันมาที่นี่เพื่อมาเขียนรูปมิสเตอร์ครอมพ์ตันยังไงคะ”ฉันขยับดึงมือออกแต่นางกลับจับมือฉันไว้แน่น
“แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกให้เรารู้เสียก่อนล่ะคะว่าคุณจะมาแทน?”มือของนางบีบกระชับแน่นเข้า
“ฉันไม่เห็นจะเป็เื่สำคัญตรงไหนเลยนี่คะ”ฉันตอบออกไป ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันสำคัญอะไรนักหนา
“ฉันก็คือมิลเลอร์ส์คนหนึ่งแล้วก็เป็ศิลปินด้วย”
“แต่คุณสวยเกินไป”มิสซิสกรีฟปล่อยมือจากการเกาะกุม
“ยังไม่แต่งงานใช่ไหมคะนี่?”
คงจะเป็เพราะความแปลกใจที่นางถามออกมาตรงๆเช่นนั้น ฉันจึงได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ
หลังจากนั้นฉันก็เดินตามมิสซิสกรีฟขึ้นบันไดยาวเหยียดตรงไปยังห้องที่นางจัดไว้ให้ราวบันไดที่กลึงจากไม้มะฮอกกานีวาดโค้งช้าๆ ขึ้นไปยังห้องแกลเลอรี่ฉันไล้ปลายนิ้วไปพลาง ขณะเดียวกันก็ชื่นชมในความอบอุ่นและความเรียบลื่นที่ไม่ได้ขาดตอนตลอดความยาวนั้นเลยทั้งยังไม่พบรอยต่อตรงส่วนใดอีกต่างหาก คล้ายกับว่าราวบันไดที่ยาวเหยียดนั้นกลึงมาจากไม้ท่อนใหญ่ท่อนเดียวกันเช่นนั้น