เด็กชายคนหนึ่งจอดรถจักรยานลงทางด้านหลังของรถสปอร์ตสีดำคันนั้นสายตาของแกบอกความชื่นชมในรูปทรงเพรียวงามของรถ
“ไอ..”
เป็นคำทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริงแต่สีหน้าก็ยังบอกความขัดเขินราวกับแกรู้ตัวว่ากำลังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่
สเลเตอร์เพียงพยักหน้ารับคำทักทายนั้นไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสนทนาปราศรัยกับเด็กชายแต่ดูเหมือนหนุ่มน้อยจะไม่เข้าใจความนัยที่เขาพยายามบอก
“รถของคุณหรือครับ?”
แกถามใช้เท้าดันสแตนด์เพื่อให้จักรยานอยู่กับที่
ตอนแรกสเลเตอร์คิดจะทำเป็นไม่สนใจกับคำถามและเดินผ่านไปเสียแต่เขาบังเกิดความละอายใจถ้าจะทำอะไรที่ไม่ยุติธรรมแบบนั้นรู้สึกว่ามันค่อนข้างหยาบคายที่จะเอาความโกรธของตัวเองมาระบายใส่เด็ก
“ใช่..”
เขาตอบเรียบๆ
ขณะตวัดสายตามองหน้าเด็กชายอย่างไม่สนใจเท่าไรนักสังเกตเห็นแขนขาที่ออกจะเก้งก้าง เป็นสีน้ำตาลด้วยแดดลมเรือนผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิงและดวงตาสีฟ้า เขามองไปที่จักรยานแม้ว่าองค์ประกอบของมันจะขึ้นสนิม ซึ่งบอกให้รู้ว่าเป็นจักรยานที่เช่ามาแต่เด็กชายก็แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพงไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายหรือกางเกงยีนที่ได้รูปทรง เขาอดคิดในใจไม่ได้ว่า..น่าจะเป็นลูกของนักทัศนาจรผู้มีฐานะมั่งคั่งคนหนึ่งแต่ว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่สายตาเขามองเห็นอย่างไม่สนใจอยู่ดีการที่จะสอบถามรายละเอียดมากกว่านี้ไม่ใช่นิสัยของเขา
“หรูมากเลยครับ”
เด็กชายร้องอย่างชื่นชม
“ขับได้เร็วแค่ไหนครับนี่?”
การที่แกแสดงออกถึงความพงพอใจกับเรื่องความเร็วของรถทำให้สเลเตอร์อดยิ้มออกมาอย่างขบขันไม่ได้มันเป็นธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นทุกคนที่จะต้องชอบเรื่องอย่างนี้อยากจะแสดงออกเพื่อหาความตื่นเต้นให้กับตัวเอง
“ก็เร็วน่าดูเชียวละ”
เขาตอบออกไปรู้สึกอยู่เหมือนกัน ว่าเด็กชายกำลังจับสังเกตกิริยาท่าทางของเขาด้วยสายตาแปลกๆมันทำให้เขาสัมผัสความรู้สึกที่ว่า มันน่าจะมีอะไรไม่ใคร่ถูกต้องอยู่ในเรื่องนี้เพราะแม้ว่าเด็กชายจะแสดงความสนใจในรถสปอร์ตคันที่จอดอยู่ตรงหน้าแต่ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับตัวเขามากกว่าขณะเดียวกันเขาก็ยังสังเกตเห็นแววเคร่งขรึมในดวงตาคู่นั้นด้วยไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นเพราะความตื่นเต้นหรือแกกำลังใช้ความคิดเรื่องอะไรอยู่
“ถ้าผมโตขึ้นเมื่อไหร่จะต้องหารถแบบนี้ไว้ใช้ให้ได้สักคัน”
เด็กชายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราวให้สัญญากับตัวเอง
มันมีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจเขาอยู่ซึ่งสเลเตอร์ก็นึกไม่ออกว่ามันควรจะเป็นอะไรเขาหรี่ตาลงพินิจพิจารณาใบหน้าของเด็กชายอยู่ แต่ก่อนที่จะทันตอบโต้อะไรออกไปก็พอดีได้ยินเสียงใครคนหนึ่งตะโกนเรียกมาจากถนน
“เฮ้..แม็คไบรด์..!”
เขาหันไปตามเสียงเรียกนั้นและได้เห็นจีเตอร์โจนส์ที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาใบหน้ายับย่นด้วยกร้านแดดเกรียมลมของเขายามนี้ฉาบอยู่ด้วยรอยยิ้ม
“เป็นไง สบายดีหรือจีเตอร์?”
สเลเตอร์ทักทายออกไปทั้งที่หงุดหงิดที่ต้องถูกยับยั้งเป็นครั้งที่สองนึกตำหนิตัวเองที่ไม่ควรหยุดคุยกับหนุ่มน้อย เวลานี้เขาไม่อยากพบหน้าใครทั้งสิ้นอยากจะอยู่เงียบๆ คนเดียวใช้ความคิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนที่เผชิญหน้ากับดอว์นมากกว่า
“คิดจะมาหาจะดูสิว่าคุณจะใจดีซื้อกาแฟเลี้ยงผมสักถ้วยหรือเปล่า”
จีเตอร์พูดเป็นเชิงอธิบายหันหน้าไปมองทางเด็กชายอย่างสงสัย เพราะสังเกตเห็นว่าแกกำลังจับตามองเขาอยู่เหมือนกัน“อ้าว..แล้วพ่อหนุ่มน้อยเพื่อนใหม่ของคุณคนนี้ใครกันล่ะ?มันมีอะไรบางอย่างบนใบหน้าของเด็กชายที่ทำให้จีเตอร์รู้สึกคุ้นตาอย่างไรพิกลเมื่อเขาตวัดสายตามองหน้าสเลเตอร์ ความคิดที่ผ่านเข้ามาในสมองก็ได้รับการยืนยันว่าไม่พลาดแน่
เพราะการปรากฏตัวของจีเตอร์ทำให้สเลเตอร์ลืมความรู้สึกเกี่ยวกับเด็กชายที่รบกวนจิตใจเขาอยู่เมื่อครู่เขาเหลือบตามองหน้าเด็กชายอย่างไม่สนใจอีกครั้ง
“พ่อหนุ่มนี่เขาเกิดติดใจรถผม”
สเลเตอร์พูดเป็นเชิงอธิบายและนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อครู่เด็กชายบอกไว้ว่าอยากจะมีรถอย่างนี้สำหรับตัวเองสักคัน
“ไม่ต้องห่วงหรอกนะบางทีเมื่อหนูโตขึ้น พ่ออาจซื้อให้สักคันก็ได้”
จากเสื้อผ้าที่เด็กชายสวมใส่เขาเชื่อว่าเด็กคนนี้จะต้องมีพ่อแม่ที่ฐานะร่ำรวยพอที่จะซื้อรถราคาแพงอย่างนี้ให้ได้
ใบหน้าของเด็กชายแดงเรื่อขึ้นทันทีเมื่อเขาตอบเสียงเบาว่า
“ครับ..”
แกรีบหันกลับไปทางจักรยานที่จอดไว้ทันทีเหมือนจะกลบเกลื่อนร่องรอยที่ความรู้สึกภายในบังคับให้แสดงออกมาใช้เท้าแตะสแตนด์ก่อนจะขึ้นนั่งคร่อมบนอานและถีบออกจากตรงนั้นทันที
จีเตอร์ดจนส์ทำเสียงแปลกๆเหมือนสำลักหัวเราะออกมา
“อันที่จริงผมก็พอจะรู้อยู่หรอกนะแม็คไบรด์ ว่าคุณน่ะลงพืชพันธุ์ไว้ไม่น้อยเพียงแต่ไม่คิดว่าเมล็ดพันธุ์ที่คุณเพาะไว้มันจะมาโตเอาใกล้ๆบ้านนี่เอง”
คำพูดของไกด์สูงอายุทำให้สเลเตอร์ถึงกับหันขวับมามองหน้าอย่างต้องการคำอธิบาย
“นี่คุณกำลังพูดอะไรอยู่น่ะจีเตอร์?”
“ก็เข้าเด็กคนนั้นยังไงเล่า”
จีเตอร์โจนส์ว่า
“ไม่เห็นหรือไงว่ามันเหมือนกับคุณราวกับย่อส่วนออกมาน่ะ ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยเชียวละว่าแต่มันเป็นอะไรกับคุณเกี่ยวดองกันบ้างหรือเปล่า?”
สเลเตอร์ตกอยู่ในอาการงุนงงเกินกว่าจะตอบคำถามนั้นได้ทันได้แต่จ้องหน้าเพื่อนผู้สูงอายุด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่เป็นครู่และแล้วเขาก็หันขวับไปมองเด็กชายที่กำลังเกาะอยู่กับรถเข็นนั่นอีกครั้ง..เป็นไปไม่ได้..ดอว์นตั้งใจจะหลอกลวงเขามากกว่าเขากล้าสาบานเรื่องนี้..
แต่เขาก็จะต้องรู้ให้ได้..สเลเตอร์กระชากแว่นกันแดดออกมายัดใส่กระเป๋าเสื้อไม่ต้องการให้มีอะไรมากีดขวางสายตาเอาไว้ เขาอยากจะเห็นอะไรบางอย่างที่ควรเห็นเขาไม่ให้ความสนใจกับจีเตอร์อีกต่อไป รีบสาวเท้ายาวๆ เดินแกมวิ่งไปที่รถเข็น
“เฮ้..แล้วกาแฟล่ะ?”
จีเตอร์ร้องถามตามหลังอย่างแปลกใจกับปฏิกิริยาของเพื่อนหนุ่มเต็มที่
“เอาไว้ก่อนเถอะน่า”
สเลเตอร์ร้องตอบกลับมาสายตาไม่ได้ละจากร่างของเด็กชายเลย และดูเหมือนแกเองก็จะสังเกตเห็นกิริยาท่าทางของเขาอยู่ขณะล้วงกระเป๋าหยิบเศษเหรียญที่มีอยู่ขึ้นมานับไปพลาง
สเลเตอร์ควักธนบัตรราคาสองเหรียญออกมาจากกระเป๋าโยนลงบนรถเข็น
“ผมซื้อให้พ่อหนุ่มคนนี้เองรูพัส”
เขาบอกกับคนขาย“เอาน้ำมะนาวให้ผมด้วย”
คนขายมองหน้าสเลเตอร์กับเด็กชายอย่างสนใจยักไหล่เบาๆ ผสมน้ำมะนาวใส่ถ้วยพลาสติกให้
“ผมมีเงินครับ ซื้อเองได้”
เด็กชายพูดอย่างสุภาพน้ำเสียงเกรงใจเต็มที่ ท่าทางอึดอัดเมื่อสเลเตอร์เข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ขนาดนี้
“ฉันรู้”
เขามองหน้าตาอ่อนๆแต่บอกความไว้ตัวของเด็กชาย
“หนูชื่ออะไร..?”
เขาถามพลางหยิบถ้วยพลาสติกที่มีเรื่องดื่มบรรจุอยู่ทั้งสองใบขึ้นมาถือไว้เพียงแต่ยังไม่ได้ส่งถ้วยหนึ่งให้เด็กชายเท่านั้น
“แรนดี้ครับ..”
หนุ่มน้อยตอบเสียงเบาไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“เอาชื่อเต็มๆ สิ”
สเลเตอร์บอกพร้อมกับยื่นถ้วยน้ำหวานไปให้
มันคล้ายกับมีแววของความไม่แน่ใจเกิดขึ้นก่อนที่จะตอบออกมา
“แรนดี้ แม็คไบรด์ ลอร์ดครับ”
และตอนนั้นเองที่เด็กชายได้เงยหน้าขึ้นมองปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับสเลเตอร์ท่าทางระแวดระวังและพร้อมจะป้องกันตัวเอง
มันเป็นคำตอบยืนยันในสิ่งสเลเตอร์สงสัยมาตลอดมันเป็นสิ่งที่ให้ความกระจ่างชัดกับเขาเหมือนกระดานดำที่ถูกลบจนสะอาด
“แล้วหนูรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร?”
เขาถามออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพื่อไม่ให้เด็กชายรู้สึกว่าเขากำลังจับผิดแกอยู่
ซึ่งก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เขาเห็นความลังเลที่เกิดขึ้นกับแรนดี้ก่อนที่เด็กชายจะตอบคำถามประโยคนั้นของเขาด้วยการพยักหน้าเบาๆและตามมาด้วยคำตอบที่ค่อนข้างจะขาดความมั่นใจ
“ครับ..คุณคือ..คุณสเลเตอร์แม็คไบรด์”
แรนดี้มีท่าทางเหมือนไม่อยากให้เขาล่วงรู้ว่าแกมีความรู้เกี่ยวกับตัวเขามากน้อยแค่ไหน
“ละวันนี้ฉันก็ได้พบกับแม่ของหนูแล้ว”สเลเตอร์ตอบออกไป
“ผมทราบครับ”
แรนดี้ตอบก่อนจะพูดเป็นเชิงอธิบายว่า
“ตอนที่ผมขี่จักรยานผ่านบ้านหลังนั้นผมเห็นรถของคุณจอดอยู่ท้ายรถแม่ผม แล้วแม่ก็..”
แกอึ้งไปลดสายตาลงมองแฮนด์อย่างใจคอไม่อยู่กับเนื้อตัว
“แม่เล่าเรื่องผมให้คุณฟังหรือเปล่าครับ?”
“เล่า..”
สเลเตอร์ระบายลมหายใจออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆทั้งที่ไม่ได้เกิดอารมณ์ขันแม้แต่น้อย
“รู้สึกว่าฉันจะรู้เรื่องนี้เป็นคนสุดท้ายเลยนะ”
เขาสังเกตเห็นแววหล่อรื้นที่ปรากฏขึ้นในดวงตาของแรนดี้ขณะที่แกพยายามจะซ่อนน้ำตาไว้ ภาพที่เห็นนั้นกระตุกหัวใจเขาอย่างแรงน้ำเสียงของสเลเตอร์อ่อนโยนลงเมื่อเอ่ยต่อว่า
“ฉันคิดว่ามันถึงเวลาที่เราสองคนควรจะได้คุยอะไรกันนิดหน่อยแล้วละมัง”
“ครับ..ผม”
มันมีความหวังแฝงอยู่ในน้ำเสียงของแรนดี้อย่างเห็นได้ชัด
“ฉันว่าหนูใส่กุญแจรถจักรยานเสียก่อนดีกว่าเอาไปจอดไว้ตรงนั้นก็ได้”
สเลเตอร์พยักหน้าไปยังที่จอดรถทางด้านขวามือ
“แล้วเราไปเดินเล่นกันหาที่นั่งดื่มน้ำมะนาวด้วยจะได้คุยกันนานหน่อยยังไงล่ะ”
“โอเคครับ”
แรนดี้รีบจูงจักรยานตรงไปยังที่ซึ่งเขาชี้ให้อย่างกระตือรือร้น