
ก๊อก ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นในห้องที่เงียบสงบ “ผมเข้าไปนะ”
เมื่อคมสันได้ยินนํ้าเสียงนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าผู้พูดเป็ใคร “เชิญครับท่าน” ในอีกไม่กี่อึดใจจอร์ดี้ก็เปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมสมาชิกทีมช้างแดง (การพูดคุยในโรงพยาบาลเป็ภาษาอังกฤษทั้งหมด)
“อาการเป็ยังไงบ้างคมสัน” จอร์ดี้เอ่ยถาม
“ดีขึ้นมากแล้วครับ หมอบอกว่าอีกประมาณสามวันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้” คมสันตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อืม...ดีแล้วละ จริงสิ ผมลืมแนะนำทีมช้างแดงให้คุณรู้จักเลย ผมแต่งตั้งทีมช้างแดงเป็หน่วยพิเศษให้สืบหาคนร้ายโดยเฉพาะ ทุกคนล้วนเป็สมาชิกขององค์กรเอกซ์แคลิเบอร์ทั้งหมด”
“ครับ............แล้วท่านเมสันเป็ยังไงบ้างครับ”
จอร์ดี้ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยสักครู่ก่อนตอบคำถามคมสัน “ผมขอพูดตามตรงเลยนะ เราพยายามตามหาเมสันกันสุดความสามารถแล้วแต่ไม่พบเขาเลย รวมทั้งเบาะแสหรือร่องรอยต่างๆก็ไม่มีเปรียบเสมือนเมสันหายตัวได้อย่างนั้นเลย”
เมื่อคมสันได้ยินอย่างนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อยๆจางหายไป “ผมผิดเอง ผมไม่น่าปล่อยท่านเมสันไปคนเดียวเลย”
“มันไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณเลย”
“แต่ว่าาาา”
“เอาละตอนนี้เรายังมีความหวังว่าเมสันยังมีชีวิตอยู่” จอร์ดี้พูดแทรกเสียงดังทำให้คมสันหยุดพูด
“คุณพอจะจำเหตุการณ์ได้ไหมครับ” บิยากล่าวขึ้น
“ผมจำได้ครับ ท่านเมสันบอกว่าจะออกไปหาเพื่อนเก่า ให้ผมรออยู่ในห้องพักระหว่างที่นั่งรอผมก็เผลอหลับ พอรู้สึกตัวก็ตื่นขึ้นมาก็ไม่พบท่านเมสันแล้วจึงออกตามหา ผมเดินไปที่สวนสาธารณะแล้วเห็นโรโฮ ผมคิดว่าเขาน่าจะเห็นท่านเมสัน จึงเข้าไปถามแต่โรโฮวิ่งหนีเข้าไปในซอย ผมจึงวิ่งตามโรโฮไป แล้วอยู่ดีๆหลอดไฟบริเวณข้างทางก็ดับลง จากนั้นไม่กี่อึดใจผมก็ถูกยิง ผมรีบวิ่งหนีออกมาหน้าปากซอย พอมาถึงมีพวกคนร้ายดักตีผมบริเวณศีรษะ ทำให้ผมล้มลงไปนอนกับพื้น จากนั้นผมก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วครับ”
“แล้วเมสันออกไปหาใคร” บิยาถามด้วยนํ้าเสียงที่แสดงออกอย่างกระตือรือล้นในการหาคนทรยศ
“ขอโทษด้วย...ผมไม่รู้”
“คนร้ายมี่กี่คน” บิยาถามด้วยนํ้าเสียงที่แสดงออกอย่างกระตือรือล้นในการหาคนทรยศ(อีกครั้ง)
“น่าจะสองคน คนแรกเป็มือปืนที่ยิงผม ตอนนั้นบรรยากาศโดยรอบมันมืดมากผมไม่รู้ว่ามือปืนเป็ผู้ชายหรือผู้หญิงแม้แต่ใบหน้ายังมองเห็นไม่ชัดเจนเลย”
“คนร้ายที่ยิงคุณชื่อว่า ชาร์ลส์ อาร์เธอร์ เขาเป็พลเรือเอกของกองทัพอังกฤษ ส่วนคนร้ายอีกคนที่ดักตีหัวคุณชื่อว่า จอร์จ รูเบน เขาเป็พลอากาศเอกของกองทัพอิสราเอล” บิยาตอบ
“เอานะ บิย่า ตอนนี้คุณควรใจเย็นก่อนนะ รีบร้อนไปก็ไม่ช่วยอะไร” จอร์ดี้พูดด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนนุ่มเพื่อให้บิยาใจเย็นลง
“แต่ถ้าคนร้ายมีมากกว่าสองคนละครับท่านจอร์ดี้ นั้นหมายความว่าคนร้ายที่เหลือกำลังหายตัวเข้ากลีบเมฆ” บิยาบอกอย่างมั่นใจ
“ผมเข้าใจคุณนะบิยา จริงสิแล้วโรโฮที่คุณเจอหมายถึง โรโฮ กาเซียนที่อยู่สาขาคิวบาใช่ไหม” จอร์ดี้เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจเพราะสมาชิกในองค์กรเอกซ์แคลิเบอร์มีคนชื่อโรโฮมีหลายคน
“ไม่ใช่ครับ โรโฮ เยเกอร์ที่อยู่สาขาอาร์เจนตินาครับ” คมสันตอบ
“คุณแน่ใจนะว่าจำคนไม่ผิด” บิยาเอ่ยถาม
“แน่ใจ ผมเห็นหน้าตาชัดเจนมาก” คมสันตอบ
“ไม่น่าจะเป็ไปได้ เพราะผมคุยกับโรโฮแบบวีดีโอคอล เห็นหน้าเขาชัดเจนว่าอยู่อาร์เจนตินา” บิย่ากล่าว
“การเดินทางไปกลับระหว่างอาร์เจนตินากับรัสเซียมีความเป็ไปได้หรือป่าว” ยามิถาม
“เป็ไปได้แต่ต้องนั่งเครื่องบินส่วนตัวเท่านั้น......แต่ผมคิดว่าโรโฮไม่มีเงินมากพอจะเหมาเครื่องบินไปกลับนอกจากจะมีผู้ให้เงินสนับสนุน” จอร์ดี้ตอบคำถามของยามิ
“บิยาตอนที่คุณคุยแบบวีดีโอคอลแน่ใจใช่ไหมว่าโรโฮอยู่ที่อาร์เจนตินา” คมสันถาม
“แน่ใจครับ เพราะโรโฮอยู่ที่อาคารศูนย์ขององค์กร และผมได้คุยกับเดช็อง จอร์แดน และเห็นคนอื่นๆด้วย ลองโทรหาเดช็องหรือจอร์แดนดูก็ได้”
“เอ่ยบิยา...ตอนเกิดเหตุผมเห็นคนที่มีลักษณะและบุคลิกคล้ายคุณเลย นั้นใช่คุณไหม คุณช่วยผมไว้ใช่หรือป่าวครับ”
“ใช่ครับ”
“ขอบคุณมากครับที่ช่วยชีวิตผมไว้” คมสันกล่าวพร้อมยกมือไหว้แสดงออกถึงการขอบคุณถือเป็วัฒนธรรมของไทย
“ถ้าคุณตายก็แย่นะสิ คุณยังติดหนี้ผมอยู่ห้าร้อยยูโร ผมไม่ยอมให้ลูกหนี้ของผมตายเหรอ”
“แหมเื่นี้จำได้ดีจริงนะ...เอ่ย...บิย่าคุณหาผมเจอได้ยังไง แล้วทำไมถึงรู้ว่าผมกำลังตกอยู่ในอันตราย”
“ผมกำลังจ่ายเงินค่าน้ำผลไม้ที่ร้านสะดวกซื้อ แล้วบังเอิญเห็นคุณวิ่งผ่านหน้าร้านเลยจะเข้าไปทักทายเพื่อนเก่าหน่อย”
“ยังไงก็ขอบคุณมากนะบิยา”
“อ่าๆ ยังไงก็อย่าลืมคืนเงินมาด้วยละ”
“จะไม่คืนก็คราวนี้ละ”
“ท่านจอร์ดี้ค่ะ เราจะประกาศเื่ท่านเมสันกับท่านอาชูร่าอย่างเป็ทางการให้สมาชิกคนอื่นๆทราบเมื่อไหร่ค่ะ” คุโรเนโกะถาม
“วันพรุ่งนี้จะลงประกาศเื่อาชูร่าเสียชีวิต ส่วนเมสันบอกว่าหายสาบสูญ ผมดำเนินการให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ทำประกาศเรียบร้อยแล้ว ทำเสร็จทันวันพรุ่งนี้แน่นอน ส่วนเื่การจัดงานศพอาชูร่าต้องรอดูครอบครัวเขาก่อน”
.
.
.
.
สองวันต่อมา
ฟ้าใสเดินมาถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาประมาณสิบนาที แต่แมพยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“รอฝ้ายก่อนนะ” ฟ้าใสที่พึงเดินทางมาถึงกล่าว
“อืม โอเค” แมพพยักหน้าและพูดตอบเบาๆ
วันนี้ฟ้าใสชวนฝ้ายและแมพไปเที่ยวอุทยานแมลงที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัย อุทยานแมลงเปิดให้เข้าชมฟรี ไม่ว่าจะเป็นิสิตของมหาวิทยาลัย เ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย อาจารย์รวมทั้งประชาชนคนธรรมดาและศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยก็เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่การเดินทางไปนั้นไม่ใช่เื่ง่าย เพราะอุทยานแมลงตั้งอยู่บริเวณหลังมหาวิทยาลัย ต้องขับรถไปเท่านั้นและถนนที่ตัดผ่านก็เป็ถนนลูกรัง มีหลุมมีบ่อเต็มถนนไปหมดราวกับกำลังขับรถอยู่บนดวงจันทร์ ถ้าขับรถไม่ดีอาจทำให้ตกหลุมตกบ่อได้ ซึ่งส่งผลเสียกับรถ
เลยเวลานัดมายี่สิบนาทีแล้ว ฝ้ายยังไม่มาอีก โทรตามดีไหมนะ ถ้าฝ้ายกำลังขับรถอยู่จะรับโทรศัพท์ได้หรือป่าว เอ๊ะ โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าสั่น ฟ้าใสหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอแสดงชื่อฝ้ายเป็ผู้โทร
ฟ้าใส : ถึงไหนแล้ว
ฝ้าย : รออยู่ที่นัดไง
ฟ้าใส : อ้าวอยู่ไหนอะ ไม่เห็นเลย
ฝ้าย : ยืนอยู่หน้าโรงอาหารกลางแถวลานจอดรถ
ฟ้าใส : เฮ้ยไม่ใช่แล้ว นัดเจอกันที่โรงส้ม
ฝ้าย : อ้าว จำผิด
ฟ้าใส : รีบมาเลย
ฝ้าย : รอแป๊บนึงนะ
ฟ้าใส : โอเค
หลังจากฟ้าใสวางสายโทรศัพท์ก็หันมาพูดกับแมพว่า “รอหน่อยนะ ฝ้ายกำลังมาแล้ว”
“อืม”
ห้านาทีต่อมาฝ้ายขับรถเก๋งสี่ประตูคันสีขาวที่ฝ้ายขอยืมมากจากพ่อของเธอ ขับมาจอดหน้าโรงส้มเพื่อรับแมพและฟ้าใส
การเดินทางไปอุทยานแมลงช่างเงียบสงบ แถวของต้นอ้อยทั้งสองข้างทางมีขนาดสูงใหญ่ปลูกติดกันหนาแน่นราวกับเป็ม่านธรรมชาติพริ้วไหวตามสายลม นั่งรถมาสักพักทางซ้ายมือมองเห็นไร่ทุเรียน ทางขวามือพบทุ่งนา ต้นข้าวออกรวงสีเขียว
.
.
.
.

อาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงสามชั้นอยู่ทางซ้าย ด้านขวามือเป็อาคารรูปโดมขนาดใหญ่ แมพเดินนำหน้าเข้าไปในอาคารทางด้านซ้ายก่อน ตามด้วยฟ้าใสและฝ้ายที่ตามมาสมทบแมพเดินเข้าทางประตูด้านหน้าซึ่งเป็ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติ เมื่อทั้งสามเดินผ่านประตูเข้าไปร่างกายปะทะกับไอความร้อน แมพเงยหน้ามองเพดาน เขาพยายามกวาดสายตาหาเครื่องปรับอากาศ เขาคิดว่าเครื่องน่าจะเสียหรือพนักงานของอุทยานแมลงแห่งนี้ปิดเครื่องปรับอากาศเพราะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเข้าชม ถือเป็การช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของอุทยาน
“ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ ตอนนี้แอร์เสีย ทางอุทยานมีพัดให้ยืมค่ะ” นํ้าเสียงอันสดใสของพนักงานสาวเดินมาต้อนรับ
เมื่อได้ยินอย่างนี้แมพก็รู้ทันทีว่าตนเองคิดผิดในเื่แอร์
ภายในอาคารมีการจัดแสดงแมลงสตัฟฟ์พันธุ์หายากและพันธุ์ผีเสื้อจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้ศึกษาเรียนรู้ มีมุมให้ถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นแมลงขนาดใหญ่ น่าจะสูงราวสองเมตร ถึงแม้แมลงจะน่าตื่นตาตื่นใจแต่ด้วยสภาพอากาศภายในอาคารที่ร้อนอบอ้าว มันไม่ใช่บรรยากาศที่น่าเดินเท่าไหร่
ตอนนี้แมพรู้สึกร้อนมากจนเหงื่อไหลท่วมแผ่นหลังทำให้เสื้อคอวีแขนสั้นสีแดงที่เขาใส่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ฟ้าใสเห็นอย่างนั้นจึงเดินไปหยิบพัดอันเล็กๆที่วางอยู่หน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์
พึบ พึบ ... พึบ พึบ เสียงพัดกำลังสาดลมมาสู้แผ่นหลังของแมพ “เย็นขึ้นไหม” ฟ้าใสถาม
“อืม ขอบใจมาก” แมพตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางเกรงอกเกรงใจ
ฝ้ายเห็นอย่างนั้นจึงคิดอะไรสนุกๆได้ “นี้ๆ ฟ้าใส ั้แ่เรารู้จักกันมาหลายปี เธอยังไม่เคยพัดให้เราเลยนะ”
“ฮะ อะไรเค....เคย...เคยสิ” ใบหน้าขาวเนียนของเธอกำลังเปลี่ยนเป็สีชมพูอ่อน
“ตอนไหนน่า” ฝ้ายตอบพร้อมทำท่าทางครุ่นคิด
นั้นสิ ทำไม ทำไมกันนะ เราถึงเดินไปหยิบพัดมาด้วยเนี่ย เหมือนร่างกายมันขยับไปเอง แต่ถึงอย่างนั้นเราเองก็รู้สึกร้อนไม่ต่างจากแมพเลย
“ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ ตอนนี้แอร์เสีย ทางอุทยานมีบริการให้ยืมพัดค่ะ” เสียงพนักงานสาวดังมาจากด้านหลัง พนักงานงานสาวยื่นพัดแก่ผู้มาเยี่ยมชม แมพหันหลังกลับไปมองที่มาของเสียงนั้น เห็นพนักงานสาวยืนคุยกับชายหนุ่มสองคน เมื่อดูจากลักษณะของดวงตาที่มีสีฟ้า ผิวกายสีขาว และส่วนสูงแล้วเป็ใครก็รู้ได้ในทันทีว่าสองคนนั้นเป็ชาวยุโรปแน่นอนที่สุด
“ไปเดินดูในซุ่มแมลงกัน” ฟังดูเหมือนฟ้าใสชวนเพื่อนทั้งสองคน แต่ความจริงแล้วเธออยากเปลี่ยนเื่คุยมากกว่า และกลัวฝ้ายจะแซวเธออีก
“ซุ่ม???...อยู่ต้องไหนอะ” ฝ้ายถามด้วยความงง
“นั้นดิ” แมพเอ่ย
“ถ้าหันหน้าเข้าอุทยานแมลงจะอยู่ด้านขวามือไง” ฟ้าใสตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากๆสุดๆไปเลย
“นั้นมันโดมแมลง” แมพตอบ
“เอ่ยใช่ โดมๆ พูดผิด”
นิสิตทั้งสามคนเดินออกทางประตูด้านข้างเพราะเป็ทางออกที่ใกล้โดมแมลงมากที่สุด
ป้ายที่ปักอยู่ตรงทางเข้าแสดงรายละเอียดของโดมแมลงดังนี้ โดมแมลงเป็การจำลองสภาพอากาศ ระบบนิเวศให้เหมาะสมกับแมลงและเพื่อใช้ในการวิจัยพฤติกรรมของแมลง รวมทั้งอนุรักษ์แมลงหายากที่ใกล้สูญพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก **ระวังแมลงจะหลุดออกไป** หลังจากอ่านป้ายจบฟ้าใสก็เดินตามแมพเข้ามาในโดม
ภายในอาคารรูปโดมมีขนาดกว้างใหญ่มาก ต้นไม้ขนาดใหญ่ผลัดใบสีเขียว มีนํ้าตกจำลอง มีแอ่งน้ำขนาดเล็ก
“อากาศสดชื่นมาก เย็นกว่าในอาคารอีก” แมพเผลอพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา เพราะเขารู้สึกถึงไอเย็นจากนํ้าตกและต้นไม้ใบหญ้า ความเย็นค่อยๆเข้าแทนที่ความร้อนทำให้แมพรู้สึกเย็นสบาย เขาชอบสถานที่แห่งนี้สุดๆ
“ดูสิผีเสื้อเต็มเยอะมาก” ฟ้าใสเอ่ยด้วยความชื่นชม ผีเสื้อหลายชนิดมีสีสันสวยงาม “แมพถ่ายรูปให้หน่อยสิ”
“ได้เลย”
“ใช้โทรศัพท์เธอถ่ายได้เลย แล้วส่งมาให้ด้วยนะ อย่าลืมละ”
“โอเค ไม่ลืมเหรอ” แมพตอบพร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป แมพทอดสายตาผ่านกล้องหลังโทรศัพท์มือถือ เขาเดินตามฟ้าใสไปหามุมสวยๆที่มีผีเสื้อเยอะๆ เพื่อถ่ายรูป
“ถ่ายให้ดูขายาวๆ สูงๆ หน้าไม่กลมด้วยนะ แล้วมุมนั้นย้อนแสงไหม ดูดีๆละ”
นี้มันอะไรกันเนี่ย สีหน้า แววตา นํ้าเสียงอันทรงพลังนี้มันอะไรกัน ั้แ่รู้จักกับฟ้าใสมาไม่เคยเห็นเธอเอาจริงเอาจังอะไรอย่างนี้มาก่อน
“แมพมานี้เร็ว มุมนี้สวย”
“ครับเ้านาย”
“นี้ๆตั้งใจถ่ายรูปหน่อย”
.
.
.
.
ทั้งสามคนเดินชมโดมแมลงด้วยความเพลิดเพลินจนเวลาผ่านเลยไปกว่าสามสิบนาที
ถึงเวลาเดินทางกลับ
ในขณะที่ฝ้ายกำลังยืนหากุญแจรถยนต์ในกระเป๋าเป้สะพายหลังสีเขียวแก่ของเธอเพื่อเปิดประตูรถยนต์ก็มีเสียงดังขึ้น “ตึง”
ช้างรูปร่างสูงใหญ่ หน้าผากกว้าง งวนมีขนาดใหญ่ งามีสีขาวและยาวเกือบถึงพื้น เป็ช้างที่รูปร่างสง่างามมากๆ ช้างเชือกนี้วิ่งชนกำแพงอลูมิเนียมจนทะลุเป็รูขนาดใหญ่
นิสิตทั้งสามกำลังยืนมองด้วยความใ ในขณะที่ช้างกำลังวิ่งถลาเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
“ระวังช้าง รีบหลบออกมา” เสียงชายหนุ่มะโดังลั่นจากที่อยู่ไกลหลายเมตร เสียงนั้นเรียกสติทั้งสามคนกลับมาอีกครั้ง
แมพพุ่งหลบอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ฟ้าใสและฝ้ายวิ่งหนีออกห่างจากตัวรถ
“ตูม......โครม” เสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณนั้น