“ยืนยันการปะทะเป้าหมายค่ะ” เสียงทหารหญิงดังขึ้นผ่านหน้าจอโปร่งแสง ภาพบนจอโปร่งแสงฉายให้เห็นจุดสีขาวที่บ่งบอกถึงตำแหน่งของเมืองธารสวรรค์พร้อมกับจุดสีแดงที่กะพริบอยู่บนมัน จุดสีแดงไม่ได้ทับบนจุดสีขาวอย่างเต็มวง มันเยื้องอยู่ด้านบนของจุดสีขาวเล็กน้อย
“สำเร็จแล้วนะคะท่านจอมพล” ขุนพลล้างผลาญแสดงความยินดีกับจอมพลแห่งกองทัพศิขา
“ยังหรอก” จอมพลพูดอย่างเย็นชา “แค่นี้ทำอะไรหมอนั่นไม่ได้หรอก”
ขุนพลล้างผลาญสีหน้าจริงจังขณะเสนอว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ควรรีบยิงปืนใหญ่ลมหายใจอสูรซ้ำนะคะท่าน”
จอมพลส่ายหัว “ไม่ต้องแล้ว แค่นี้ก็บรรลุเป้าหมายที่ฉันวางเอาไว้แล้ว”
“ท่านจอมพลหมายความว่ายังไง?” ขุนพลล้างผลาญไม่เข้าใจความคิดของผู้บังคับบัญชาการของเธอ
“ก็หมายความว่า ท่านจอมพลต้องการให้เจ้าอรุณมันได้รู้ว่าพวกเรามีอีกชิ้นส่วนของดาบอนันต์มนตราอยู่ไงล่ะ” ทันใดนั้นชายชุดคลุมสีดำก็ปรากฏตัวออกมา
“กุนซือมาร” ขุนพลล้างผลาญโค้งคำนับให้กับอีกฝ่าย
กุนซือมารกล่าวต่อว่า “เมื่อเจ้าหมอนั่นรู้ เขาจะได้เลิกเอาแต่หลบซ่อนเสียในรูหนูเสียที เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาคอยไล่ตามหาเขาอีกต่อไป เพราะถึงที่สุดแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องมาหาพวกเราเพื่อเอามันกลับไป”
ขณะที่กุนซือมารพูด เขาก็ชี้ไปยังแท่งคริสตัลที่ติดอยู่กับกระบอกปืนใหญ่ไปด้วย
“ถูกต้อง” จอมพลตอบรับคำพูดของจอมมาร แล้วเขาก็เปลี่ยนไปเป็นเสียงที่ฟังแล้วเย็นชาพร้อมกับหันไปมองคิมหันต์แล้วพูดว่า “เมื่อถึงตอนนั้นจะใช้ปืนใหญ่ลมหายใจอสูรอีกครั้งก็ยังไม่สาย แต่ถ้าได้ตัวปลายฝนมาแทนแหล่งพลังงานเก่าที่ดูเหมือนจะเริ่มหมดสภาพแล้วจะดีกว่าหากต้องใช้งานปืนใหญ่ลมหายใจอสูรอีกครั้ง”
ทั้งหมดมองไปยังคิมหันต์ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพที่ซีดเซียว เขาเหมือนคนหมดแรงข้าวต้ม เขาเหมือนคนวิ่งมาเป็นร้อยกิโลเมตร เขาดูอิดโรยมาก เหงื่อไหลจนเปียกชุ่มไปทั้งตัว หากไม่ได้ยินเสียงหายใจที่ดังหอบคงคิดว่าเขาได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว
ในขณะเดียวกันที่เมืองธารสวรรค์ หลังแสงและเสียงจากการระเบิดของลำแสงจางลง ร่างหนึ่งที่เคยลอยอยู่กลางอากาศเพื่อต่อต้านลำแสงที่น่ากลัว ตอนนี้มันกำลังร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครสามารถเข้าไปรับเขาได้ทัน
ตุบ! อานนท์กระแทกลงบนพื้นอย่างจัง ทุกคนที่รู้จักเขาต่างวิ่งลงจากกำแพงเมืองเพื่อไปหาเขาด้วยความตกใจ พวกเขาเห็นอานนท์นอนแน่นิ่งเหมือนคนสลบไป
หนนี้ปลายฝนวิ่งไปได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ เธอเข้าถึงอานนท์ได้ก่อนใคร โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ ทั้งสิ้น เธอรีบใช้เวทมนตร์รักษาทันที
อานนท์ก็ลืมตาขึ้นทันทีที่เขาสัมผัสได้ถึงพลังการรักษาของปลายฝน ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นนั่งพร้อมกับใช้มือจับข้อมือของปลายฝนอย่างรวดเร็วพร้อมกับพูดออกมาสั้น ๆ “หยุด ไม่ต้อง”
ด้วยสภาพอานนท์ของตอนนี้ มันดูสะบักสะบอมเป็นอย่างมาก เขาหายใจอย่างเหนื่อยหอบผิดจากปกติที่เขาเป็น บวกกับการได้เห็นเขาต้องรับมือกับลำแสงที่น่ากลัวนั่น ปลายฝนจึงเป็นห่วงเขาอย่างมาก แม้ว่าเวทมนตร์รักษามันจะฟื้นฟูเยียวยาได้แค่ภายนอก หากต้องการรักษาภายในควรใช้ยาปรุงจะดีกว่า แต่ถึงอย่างนั้นการได้ช่วยเหลือบ้างแม้เพียงเล็กน้อยปลายฝนก็อยากจะทำ
“ฉันบอกว่าไม่ต้องไง!” อานนท์ตวาดเสียงแข็งใส่ปลายฝน เขาทำตาดุใส่เธอ แล้วเขาก็รีบลุกขึ้นและเดินจากไปพร้อมกับประโยคทิ้งท้ายที่พูดออกมาแค่เพียงในหัวใจเขาเท่านั้น
ขอโทษนะไอลีน ฉันจะไม่ให้มันได้ดูดกลืนพลังเวทของเธออีกแล้ว...
“เจ้าหมอนี่เป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง? เจ้าหญิงเขาอุตส่าห์เป็นห่วงนาย แค่แกล้งทำเป็นรับน้ำใจหน่อยไม่ได้หรือไง?” ดิเรกอดไม่ได้ที่จะตะโกนด่าทอเมื่อเห็นท่าทีที่อานนท์แสดงออกมา
“ใช่ คิดว่าเก่งแล้วจะทำไงกับใครก็ได้หรือยังไง! เจ้าหญิงแค่นึกว่านายบาดเจ็บเลยอยากจะช่วยเท่านั้น อย่าได้ใจนักนะโว้ย” เทพไทได้ทีเนียนไปกับดิเรก
“ลืมไปแล้วหรือยังไงว่าเขาฟื้นฟูตัวเองได้” ธัญญ่าพูดขณะมองดิเรกและเทพไทอย่างดูแคลน