จังหวะที่ผมกระโดดเข้าไป มันเป็นจังหวะเดียวกับที่แซ่เส้นนั้นกำลังตวัดฟาดเข้าใส่พ่อลูกคู่นั่นพอดี และก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มือของผมคว้าหมับเข้าไปที่ปลายแซ่ได้ทัน
ก่อนที่ผมจะออกแรงตรึง ไม่ยอมปล่อย
“นี่พี่ชาย..”
ผมยิ้มให้มันแบบที่คนเห็นก็อยากกระโดดมาต่อยหน้า
“ฝั่งนั้นลูกเขาก็เจ็บอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องซ้ำเติมให้พ่อเขาเจ็บเพิ่มเลยนี่นา
ท่านทำแบบนี้..
เดี๋ยวเขาจะหาว่าตระกูลตงไม่รู้จักสั่งสอนบ่าวไพร่ในจวนเอาหนา..
พี่ชาย..”
แน่นอน.. ผมไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงปกติ ผมเล่นน้ำเสียงให้มันกวนพอจะทำให้เจ้าคนถือแซ่คนนั้นคันไม้คันมือ
อารมณ์ประมาณอยากลองดึงแซ่กลับไปหวดผมให้รู้แล้วรู้รอด
ซึ่งมันก็พยายามดึงจริง ๆ นั่นแหละ..
แต่ไม่ว่าเจ้าตัวจะออกแรงแค่ไหน ปลายแซ่ก็ยังอยู่ในมือผมแน่นหนาเหมือนเดิม
กลายเป็นว่ามือของมันต่างหากที่เกือบหลุดออกจากด้ามจับ
พอรู้ว่าดึงไม่ออก..
มันก็เงยหน้าขึ้นมามองผมอย่างหงุดหงิด
แล้วมันพอมองชุดที่ผมใส่..
มันก็คงรู้ทันทีว่าผมเป็นศิษย์สำนักสี่ขุนเขา..
ใช่สิ.. เสื้อคลุมสีแดง.. มีตราภูเขาสี่ลูก มันฟ้องชัดขนาดนั้น
“เป็นแค่ศิษย์ฝ่ายนอก!!
อย่ามาสะเออะเสนอหน้ายื่นมือมายุง!
รีบ ๆ ไสหัวไปซะ!!”
นั่นคือคำที่มันตะคอกใส่ผม
ส่วนผมนะเหรอ..
ก็แค่ถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้โกรธ แต่มันเริ่มน่ารำคาญละ
“ไม่ยุ่งก็ไม่ได้หรอก พี่ชาย..”
ผมกระตุกยิ้มอีกครั้ง
“ถ้าข้าปล่อยให้คนที่มีอำนาจรังแกคนที่ไม่มีทางสู้..
แล้วตราสัญลักษณ์บนหลังเสื้อตัวนี้มันจะมีไว้ให้หนักบ่าไปทำไมล่ะ?”
ผมว่าพลางปล่อยพลังปราณผ่านแซ่ในมือ..
พลังนั้นวิ่งเป็นคลื่นกลมสีฟ้าครามไหลย้อนไปตามตัวแซ่เข้าใส่เจ้าคนขับรถม้า
หมอนั้นมันเห็นสิ่งที่ผมส่งไป แต่แทนที่มันจะปล่อยมือหรือปล่อยพลังต้านยัน
มันกลับตั้งท่าเหมือนจะรับพลังที่ผมปล่อยออกไป
แต่ดูท่าจะประเมินน้ำหนักปราณที่ผมส่งพลาดไปหน่อย
เมื่อพลังปราณของผมพุ่งจนถึงมือของมัน เจ้าตัวถึงกับเซล้มก้นกระแทกพื้นเสียงดังปัง
แค่เห็นมันล้ม..
ผมก็รู้แล้วว่าเจ้าหมอนี่เป็นแค่พวกฝึกยุทธ์ครึ่ง ๆ กลาง ๆ
ไม่ได้มั่นมือพอจะควบคุมพลังให้มั่นคงได้จริง
ตอนที่พลังของผมกระแทกเข้าไป มันเลยกลายเป็นเหมือนภูเขากระแทกฟางข้าว ต่อให้ระดับพลังพอ ๆ กัน แต่ถ้าไม่รู้จักวิธีบีบพลังให้แน่น มันก็เท่านั้นแหละ
เลยต้านรับไม่ไหว..
ก้นจูบพื้นไปโดยปริยาย
หลังจากที่ผมปล่อยคลื่นปราณจนเจ้าคนขับรถม้าล้มก้นจ้ำเบ้าไปนั่นแหละ
ผมก็หมุนตัวกลับไปหาสองพ่อลูกโดยไม่สนว่าหมอนั่นจะลุกขึ้นได้เมื่อไหร่
ผมควักเหรียญทองสองเหรียญออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยัดใส่มือคนเป็นพ่อ
“ท่านอา..”
ผมพูดเรียบ ๆ พลางกดเหรียญใส่มือเขาแน่น
“รีบพาน้องชายไปรักษา แล้วหนีออกจากเมืองนี้ให้เร็วที่สุด เงินเท่านี้คงพอให้ท่านตั้งหลักใหม่ได้ในเมืองอื่น..
ถ้าจะให้แนะก็อย่าไปฝั่งตะวันออกเลย ท่านเลือกทางใต้หรือตอนเหนือก็แล้วกัน เอาที่ท่านสบายใจ”
ผมไม่พูดเกินไปกว่านั้น แต่นัยคือบอกชัด
ว่าอย่าอยู่ต่อให้โดนตามล้างตามเช็ดเลย ถ้าพวกตระกูลตงมันเอาคืนเมื่อไหร่ คนที่โดนไม่ใช่ผมหรอก..
แต่เป็นเขา
“ส่วนเรื่องตรงนี้…”
ผมพูดต่อพลางสบตาเขา
“ไม่ต้องห่วง ข้ารับผิดชอบเอง”
ผมไม่รู้ว่าชายคนนั้นเข้าใจน้ำเสียงของผมมากน้อยแค่ไหน แต่ดูจากมือที่สั่นตอนรับเหรียญ และแววตาแดง ๆ นั่น
ผมคิดว่าเขารู้ว่าไม่ใช่แค่ขอบคุณเรื่องเงินหรอก..
แต่มันคือเรื่องชีวิตของลูกเขาด้วย
เห็นอย่างนั้น ผมก็ได้ย่อตัวลงเล็กน้อย แล้วลูบหัวเด็กชายที่ยังสะอึกสะอื้น
“คราวหน้าเดินก็ดูซ้ายดูขวาด้วยนะน้องชาย โลกมันไม่ใจดีเท่าไหร่หรอก”
“จะ..จอมยุทธ์น้อย.. ขอบคุณ..! ขอบคุณมาก!!”
ชายคนนั้นพึมพำแทบไม่เป็นคำ ก่อนจะก้มศีรษะแล้วอุ้มลูกของเขาขึ้นมาในอ้อมแขน
รีบวิ่งหนีจากที่ตรงนั้นเหมือนคนที่เพิ่งพ้นเงื้อมมือยมบาล
“กลับมานะ!!”
เสียงของคนขับรถม้าดังลั่น แต่ไม่มีใครสนใจหรอก..
ไม่ใช่แค่ผมที่ไม่หันไปมองด้วยซ้ำ พ่อของเด็กนั่นก็ไม่หยุดแม้แต่นิดเดียว
ผมถอนหายใจ กำลังจะหันไปอีกทาง แต่แล้ว..
“เป็นเพราะเจ้า! แล้วแบบนี้ค่าเสียหายใครจะรับผิดชอบ!? เจ้าต้องชดใช้!!”
อา.. มาแล้วสินะ..
เสียงแหกปากของคนที่เจ็บแล้วไม่เข็ด
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นออกจากชายเสื้อ ชายกางเกงไปที แล้วหันกลับไปมองเจ้ารถม้าที่จอดนิ่งอยู่ตรงนั้น
“อืม... เปิดตาแล้วจริง ๆ แฮะ...”
ผมพึมพำกับตัวเอง และผมก็จงใจพูดให้ดัง ปั้นเสียงให้คนในบริเวณนั้นได้ยิน
“ข้าไม่นึกเลยว่าคนจากตระกูลตง จะขัดสนขนาดต้องลงมารีดไถเงินจากชาวบ้านหาเช้ากินค่ำแบบนี้
หรือว่าสมบัติเจ้านายพวกเจ้าร่อยหรอถึงเพียงนั้นแล้ว?”
เสียงฮือเบา ๆ ดังขึ้นรอบ..
ตัวบางคนยกมือปิดปาก บางคนเอามืออุดหูลูกหลานของตัวเองด้วยกลัวว่าเด็กจะเผลอเอาคำพูดของผมไปพูดที่อื่น
ก็ผมเล่นจ้วงเข้าใส่กลางหน้าตระกูลเสาหลักเลยนี่นา
เอาจริง..
คนอื่นอาจจะกล้าแค่กระซิบลับหลัง
แต่ผมน่ะ..
พูดกลางลานแบบไม่กลัวเกรงอะไร
และแน่นอน..
ว่าคนของตระกูลตงคงไม่ปลื้มในสิ่งที่ผมพูด
แต่หากพวกมันชอบ..
ผมว่ามันคงน่ากลัวกว่าการที่พวกมันเกลียดเสียอีก..
แล้วก็เหมือนมันจะไม่ชอบจริง ๆ
เพราะเจ้าคนขับรถม้ามีท่าทีเดือดสุด ๆ ไปเลย
“สามหาว!! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงต่อว่าตระกูลตง!!”
เสียงตะคอกของคนขับรถม้ามาพร้อมนิ้วที่ชี้มาทางผมเต็มแรง
ราวกับนิ้วมือนั้นจะปล่อยแสงใส่กลางอกของผมได้
ผมปรายตามองมันนิดหนึ่ง ก่อนแล้วแสยะยิ้มเบา ๆ
“ต่อว่า?”
ผมพูดช้า ๆ ลากเสียงให้มันสะกิดใจ
“เจ้ารู้แก่ใจอยู่แล้วว่าข้าพูดจริงหรือไม่…
หรือว่าเจ้านี่แหละที่เลอะเลือน?”
ผมก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ใจเต้นนิ่ง ๆ เหมือนก่อนจะวางกระดานหมาก
“ในกฎหมายของปัญจมิตรเขียนไว้ชัด!
ห้ามปล่อยอสูรรับใช้เดินเพ่นพ่านในเมือง โดยเฉพาะในเขตมหานครปัญจมิตร!
ถ้าจะขนย้ายต้องมีกรง หรือทำให้มันไม่อันตรายต่อคนอื่น
แต่พวกเจ้าเล่นปล่อยให้จิ้งจอกภูผาหางแดงของเจ้าเดินเพ่นพ่าน
ไล่กัดเด็กกลางตลาดกลางวันแสก ๆ !!
เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าใส่ร้าย?”
ไม่มีคำตอบแค่สายตาขุ่น ๆ และริมฝีปากที่เม้มแน่น
เงียบแบบนี้น่ะเหรอ? เหมือนกับเอาเชือกมัดคอตัวเองยังไงยังงั้น
ผมได้จังหวะก็เดินวนไปทางด้านข้างของมันเล็กน้อยหรี่ตามองขึ้นไปที่รถม้าจากนั้นก็พูดเสียงนิ่ง แต่กดทุกคำให้จมเหมือนตะปูตอกลงแผ่นไม้
“คำโบราณเขาว่าไว้..
ใกล้ชาดเปื้อนชาด
ที่อสูรตัวนั้นดุร้ายขนาดนี้ ก็คงซึมซับนิสัยมาจากเจ้าของ..ของมันกระมัง”
ผมกระตุกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองคนขับรถม้าอย่างตรง ๆ
“แล้วถ้าข้าจำไม่ผิด...
เป็นเจ้าที่เพิ่งโอ้อวด ว่าจิ้งจอกภูผาหางแดงตนนั้น เป็นอสูรตัวโปรดของเจ้านายของเจ้าสินะ?
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องสงสัยละ..
ทั้งสัตว์ทั้งเจ้าของมันคง เรียนรู้จากกันและกันมาโดยตลอด..
โดยเฉพาะเรื่องที่ใครอ่อนแอก็สมควรถูกเหยียบ”
“จะ! จะ! เจ้า!!”
เสียงของคนขับรถสั่นขนาดที่ผมอยากจะยื่นน้ำให้มันดื่ม
ผมนึกว่ามันจะกลายร่างเป็นอสูรเสียอีก
เจ้าคนขับรถม้านั่นทั้งตัวสั่นด้วยความโกรธ คำพูดของผมที่ซัดไปไม่ใช่แค่แทงใจดำ
แต่มันเหมือนล้วงเอาแผลเปิดของนายน้อยของมันคนนั้นมาแหกกลางตลาดด้วยมือตัวเอง
ถ้าเมื่อครู่มันไม่ลองวัดพลังกันด้วยแซ่แล้วรู้ตัวว่าแพ้ละก็..
ป่านนี้มันคงกระโดดเข้ามาเอาเรื่องผมเป็นแน่
แต่แล้ว... เหมือนสิ่งที่ผมพูดจะทำให้คนบนรถอยู่เฉยไม่ได้
ม่านหน้าต่างของรถม้าก็ถูกเลิกเปิดออก..
ม่านนั่นทำจากลูกปัดอัญมณีฟ้าระยับ ผูกอย่างวิจิตรจนคนทั่วไปคงไม่กล้ายกมือจับด้วยซ้ำ ทางเบื้องหลังของม่านก็ได้เผยชายหนุ่มในชุดหรูหราก้าวขาลงจากรถด้วยท่าทางสบาย ๆ
แต่ท่าทางของมันกับแฝงอวดดีจนผมอยากเอาเท้าสกิดให้มันร่วงจากรถม้า
อายุเจ้าหมอนั่นน่าจะไม่เกินยี่สิบ หน้าตาเรียกว่าใช้ได้
แต่ที่ผมสะดุดตามากกว่าก็คือผิวของมัน..
มันขาวเนียนจนแทบจะสะท้อนแสงได้ ถ้าไม่ติดว่าเป็นผู้ชาย ผมคงนึกว่าเดินหลงซอยมาจากหอบุปผา
“สหายยุทธ์…”
หมอนั่นเอ่ยปากอย่างเกียจคร้าน ริมฝีปากบางกระดกขึ้นนิดหนึ่ง
“เจ้าชื่ออะไรรึ?”
ผมเหลือบตาขึ้นมองมันแค่เสี้ยววิ แล้วพูดเสียงนิ่งแต่มีหนามแหลมแทรกทุกคำ
“ตามมารยาท..
จะถามชื่อผู้อื่นก็ควรบอกชื่อแซ่ของตัวเองก่อนมิใช่หรือ..
เว้นเสียแต่บ้านเจ้าจะไม่มีการสั่งสอน”
คำตอบของผมเหมือนกรีดเข้าเบา ๆ ด้วยคำสุภาพ..
แต่ฟังแล้วเหมือนผมเพิ่งง้างมือตบแทนการพูด
สีหน้าหมอนั้นกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะพ่นลมหายใจฟู่คล้ายรำคาญเต็มทน
แต่ก็ต้องยกนิ้วให้มันเลย..
ที่มันสามารถระงับความโกรธลงได้แทบจะในทันที
“เรื่องนามของเรา..
คงไม่สำคัญเท่าสกุลตงที่นำหน้าชื่ออยู่หรอกกระมัง..
คงไม่มีใครบนแผ่นดินนี้ไม่รู้ว่า 'ตระกูลตง' คือหนึ่งในห้าเสาหลักของอาณาจักรปัญจมิตร”
ผมว่าเจ้าหมอนี่น่ะ..
คงถูกสอนมาผิด ๆ แน่ ๆ เรื่องการพูดและการข่มผู้อื่น
ไม่รู้สิสำหรับผม..
คำที่มันเอ่ยออกมานี่เรียกได้ว่าโคตรจะไร้สาระ
แล้วมันไม่ได้ดูสถานการณ์อยู่หรือยังไง ว่าการที่มันพูดแบบนี้ในตอนนี้น่ะ..
มันจะยิ่งทำให้คนอื่นเกลียดตระกูลของมันมากยิ่งขึ้น
แต่ก็นะ..
ในเมื่ออีกฝ่ายแนะนำตัวมาแบบนั้น..
ก็เหมือนผมคงต้องเล่นตามน้ำเสียหน่อย..
ผมเลิกคิ้วก่อนใช้นิ้วโป้งของผมจี้..ชี้ไปตราตรงหน้าอกของผม
“ถ้างั้นก็เช่นกัน..”
ผมยืดอกเล็กน้อย ไม่ได้ยกเสียงแต่กดทุกคำให้หนักพอจะฝังลงดิน
“ชื่อแซ่ของข้าคงไม่สำคัญเท่าตราที่ปักอยู่กลางหลังตราของสำนักสี่ขุนเขา..”
ผมหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วสบตาหมอนั่นตรง ๆ แบบไม่หลบสักเสี้ยววินาที
“คนทั้งแผ่นดินนี้รู้ดีว่าสำนักของข้าขึ้นชื่อเรื่องอะไร
และในที่นี้..
ข้าเชื่อว่าไม่มีใครคิดว่าข้าทำเสื่อมเกียรติ สำนักฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่ง หรอกกระมัง”
ผมว่าถ้าเจ้าหมอนี่ไม่ได้โง่..
มันคงรู้ว่าสิ่งที่ผมสื่อออกไปคืออะไร
ง่าย ๆ คือผมกำลังหลอกด่ามันอยู่ ว่า 'สำนักของข้าคือสำนักฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่ง การที่มีใครคิดจะต่อยตีกับข้า ฝ่ายนั้นย่อมมีแต่ฝ่ายอธรรม'
แล้วเหมือนคำพูดของผมจะจี้ได้ถูกเป้า.. ราวกับเกิดคลื่นอึดอัดระลอกใหญ่ก็ซัดเข้ากลางใจของคนที่มุงดู
ไม่มีใครพูดอะไรออกมาแต่ทุกคนก็รู้ดี..
ว่าผมพูดถูก.. และพวกนั้นผิดเต็มประตู
แม้ไม่มีเสียงตะโกน..
ไม่มีเสียงปรบมือมีแค่ความเงียบ
แต่ในความเงียบนั่นแหละ..
มันดังยิ่งกว่าคำใด
ไอ้หนุ่มตระกูลตงคนนั้นมันรู้ตัว ผมเห็นสายตามันเหลือบไปทางคนขับรถม้าแว่บหนึ่ง เป็นสัญญาณชัดแจ้งจนไม่ต้องมีคำพูด
เจ้าคนรถม้าก็กระตือรือร้นไม่แพ้กัน ก้าวออกมาข้างหน้า ผายมือไปที่เจ้านายตัวเอง แล้วก้มหัวลงต่ำอย่างนอบน้อมประหนึ่งจะพาเทพเซียนเดินตลาด
“ท่านชายของข้ามีนามว่า..
ป๋ายซาน..
ตง ป๋ายซาน..
เป็นน้องชายของท่านชาย ตง เสวี่ยซาน ที่ถูกเรียกเข้าเมืองโดยท่านเจ้าวังปัญจมิตร เพื่อเข้าเป็นศิษย์วังยุทธ์ปัญจมิตร แล้วยัง...”
“แนะนำตัวยาวเป็นหางว่าวไปได้...”
ผมสวนทันควัน พลางถอนหายใจใส่หน้าแบบไม่อ้อมค้อม
“ถ้าเจ้าว่างนักก็เขียนใส่กระดาษให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน..
เผื่อข้าปวดหนักเมื่อไหร่..
ข้าค่อยหยิบมาอ่านระหว่างเบ่ง!”
เสียงสำลักไอดังขึ้นแผ่ว ๆ จากรอบวงของกลุ่มคนที่มุงอยู่
มีหลายคนพยายามกลั้นหัวเราะจนหน้าแดง
บ้างก็หันหลังแล้วแอบขำ
บ้างก็ไอกลบเกลื่อนเพื่อทำให้เสียงที่ออกจากลำคอนั้นเปลี่ยนไป
แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของพวกนั้น..
พวกเขาเข้าใจได้ดีว่าผมเพิ่งเย้ยอีกฝ่ายแบบไม่เกรงใจ
“พะ...พะ...พวกเจ้าไม่เคยตายกันหรือไง!!”
เสียงตะโกนลั่นจากคนขับรถม้าทำเอาความเงียบกระเจิดกระเจิง
มันหันไปกวาดตาใส่คนมุงแบบกร่าง ๆ ก่อนหันมาชำเลืองเจ้านาย
น่าเสียดาย..ที่มันไม่รู้ว่าเจ้านายของมันตอนนี้กำลังเริ่ม 'เดือด' จนหน้าเกือบแดงอยู่แล้ว
“วาจาของเจ้าช่างต่ำตมสิ้นดี…”
น้ำเสียงของมันเปลี่ยนไป..
ใบหน้าที่พยายามปั้นให้สูงส่งบัดนี้เริ่ม ขึงขัง ขุ่นมัว และโกรธจริง
ผมเห็นประกายโทสะในดวงตาของตงป๋ายซานชัดเจน
มันไม่ได้ซ่อนด้วยซ้ำ
“สรุปแซ่อันต่ำตมของเจ้าคือแซ่อะไร!”
ผมหัวเราะเบา ๆ ไม่ใช่เพราะคำพูดมันตลก แต่เพราะมันกำลังตกหลุมที่ผมขุดไว้เอง
“อยากรู้ชื่อแซ่ของข้ารึ? ไม่ยาก...ไม่ยากเลย...”
ผมแสยะยิ้มใส่ พร้อมยื่นหน้ามาเล็กน้อย น้ำเสียงจงใจท้าทายสุดชีวิต
“บิดาของเจ้าชื่ออะไรข้าก็ชื่อนั้น..
แต่ไม่เอาแซ่ตงนะ..
เผอิญแพ้น่ะ.. เดี๋ยวผื่นขึ้น”
พรึ่บ!!
ไม่ต้องรอนาน.. ทันทีที่พูดจบ ร่างของมันก็พุ่งเข้าใส่ทันที
สองมือห่อพลังฝ่ามือสีครามพวยพุ่ง พร้อมจะหวดหน้าผมให้หงายหลังไปเดี๋ยวนั้น
แต่ขอโทษที.. ปากกับมือของผมมันไวพอ ๆ กัน
แถมผมยังเห็นทุกการเคลื่อนไหวในจังหวะที่มันยังอยู่กลางอากาศ
สัญชาตญาณและสายตาของผมทำงานพร้อมกันในใจผมก็คิดแค่ประโยคเดียว...
'กล้าใช้ฝ่ามือต่อหน้าทายาทหัตถ์ภูติแห่งซื่อซาน? น่าขันจริง ๆ'
ผมรอจนมันใกล้ถึงระยะจากนั้นก็ปลดพลังปราณในตัวออกมาพรวดเดียว แผ่เป็นไอครามที่เคลือบทั่วทั้งฝ่ามือ
มือซ้ายของผมสอดไปคว้าแขนซ้ายของมันทันทีแล้วจึงออกแรงดึงตัวมันให้เข้าหา
ก่อนจะหมุนตัว 180 องศาพร้อมปล่อยศอกขวาเข้าไปที่ท้ายทอยของมันเต็มแรง
ผัวะ!
ทำเอาเจ้าตงป๋ายซานเซถลาไปสองสามก้าว
“อะไรกัน...
เขาว่ากันว่าวิชาฝ่ามือตระกูลตงคือที่หนึ่งของอาณาจักรมิใช่หรือ?”
ผมพูดเสียงชัดเจนให้คนทั้งวงได้ยิน
“แล้วทำไมถึงเสียท่าง่าย ๆ ขนาดนี้ได้เล่า...
หรือว่าวิชานั้นมันถูกเยินยอเกินควร?”
ผมหยุดหายใจครู่หนึ่ง แล้วจ้องมันอย่างจงใจก่อนจะแทงคำสุดท้ายเข้าไปตรงใจกลางมัน
“หรือว่าเป็นเจ้าต่างหากที่ฝึกไม่ถึงขั้น..
แต่ดันร้อนวิชาอยากหยิบออกมาโอ้อวด..
เพื่อบอกว่า
'ข้าตงป๋ายซานคือคนตระกูลตงจริง ๆ นะ พวกเจ้าเชื่อข้าด้วยเถอะ'
หืม..
ใช่หรือไม่?”
ชั่ววูบเดียวเท่านั้น..
ผมเห็นดวงตาของตงป๋ายซานวาวโรจน์ขึ้นมาราวกับไฟบรรลัยกัลป์จะลุกออกจากเบ้า
มันโกรธ..
โกรธจริงจนจะกลืนผมลงไปทั้งคน
ซึ่งนั่นแหละคือจุดประสงค์ของผม..
แต่แค่พริบตาต่อมา แววตานั่นกลับเปลี่ยนไป..
มันหรี่ตาลง..
แต่ไม่ใช่เพราะยอมแพ้
แต่เหมือนมันกำลังคิดอะไรบางอย่าง
ผมรู้..
ตอนที่ผมคว้าข้อมือมันได้เมื่อครู่ น้ำหนักของกล้ามเนื้อมันบอกผมชัดมันอยู่ขั้นกลางของระดับสัมผัสปราณ
ส่วนผมยังแค่ขั้นต้น
แต่ก็นะ..
คนที่อยู่ระดับต้นแต่พลังปราณหนาแน่..
กลับคนที่เพิ่งเลื่อนระดับแถมพลังปราณยังไม่คงที่...
ขั้นบาง ๆ แค่ 'ต้น' กับ 'กลาง' มันก็ใกล้กันเพียงเอื้อม..
ซึ่งก็ทำให้เห็นชัดแล้วจากเหตุการณ์เมื่อครู่
ว่าต่อให้ระดับของมันจะสูงกว่า
แต่มันก็ยังโดนศอกของผมเข้าเต็มท้ายทอยอยู่ดี
และถ้าผมเดาไม่ผิด..
แต่ก็นะ..
ไอ้พวกที่หยิ่งแถมยังผยองน่ะ..
มันอาจแค่มีเฉลียว..
แต่ไม่ถึงขั้นฉลาด..
มันคงคิดว่าผมแค่ฟลุ๊คทำได้
ใบหน้ามันก็บึ้งตึงกลับมาอีกครั้ง สายตาเองก็เริ่มแสดงแววเอาเรื่อง
“มีปากก็พูดไป...”
มันพูดพลางยกมือขึ้นอีกครั้ง
“...รีบพูดให้หมดก่อนที่เราจะ ถอนฟันน้ำนมเจ้าจนหมดปาก!!”
อ่า..มาแล้วววว น้ำเสียงผู้ดีตระกูลสูงเขาเวลาโกรธจัด
มันปลดปล่อยพลังปราณออกมาอีกครั้ง
คราวนี้ต่างจากเมื่อครู่..
พลังปราณสีครามที่สงบนิ่ง บัดนี้กลับแผ่ไอเย็นออกมารอบตัว
เป็นกลิ่นอายความเย็นจากปราณธาตุวารี
ผมยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สังเกตทุกฝีก้าวอย่างใจเย็น
และแล้ว..
พรึ่บ!
มันพุ่งเข้ามาอีกครั้ง..
เร็วกว่ารอบที่แล้วไอพลังจากฝ่ามือของมันฟาดผ่านอากาศ ทิ้งเกล็ดน้ำแข็งเอาไว้ตามรอยเท้า
พอเห็นประกายเกล็ดน้ำแข็งฟุ้งออกมาจากปราณของมัน ผมนี่ต้องยอมรับเลยว่ารู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่แค่พลังเย็นทั่ว ๆ ไป แต่นี่มัน ปราณธาตุ ชัดเจน แต่นั่นมันไม่ควรเกิดขึ้นกับคนที่ยังอยู่แค่ระดับ สัมผัสปราณขั้นกลางเลยด้วยซ้ำ
ตามปกติแล้ว ต่อให้ฝึกมาดีแค่ไหน คนเราก็จะเริ่มใช้ปราณธาตุได้ก็ต่อเมื่อทะลวงผ่านระดับสัมผัสปราณไปถึง สัมผัสสรรพวิถี หรืออย่างเร็วก็ต้องอยู่ในขั้นปลายของสัมผัสปราณก่อนจะข้ามระดับได้แล้ว
แต่นี่... มันยังอยู่แค่ขั้นกลางแท้ ๆ
ผมเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ความคิดแวบเข้ามาในหัวในทันที
'ถูกเรียกตัวเข้ามาภายในมหานครปัญจมิตรโดยท่านเจ้าวังปัญจมิตร เพื่อเข้าเป็นศิษย์วังยุทธ์ปัญจมิตร'
'พวกเกล็ดเงินที่จะข้ามเป็นเกล็ดทองได้ คือคนที่มีพรสวรรค์และต้องมีพลังสถิตเป็น 'มังกร' เท่านั้น'
สองประโยคนั้น.. ของคนขับรถม้าของไอ้หมอนั่นกับโหวหวังดันผุดขึ้นมาในหัวผมแทบจะพร้อมกัน
พริบตานั้นเอง ความสงสัยทั้งหมดในใจผมหายวับไป
อ๋อ.. ก็อัจฉริยะนี่หว่า
แค่คิดได้เท่านั้น…
ความประมาทในใจผมก็ถูกสลัดทิ้งในทันที
คนที่หยิ่งผยองเมื่อมีพรสวรรค์ด้วย..
พวกมันต้องมีความทะนงมากมายอยู่ในตัว
แค่โดนฟันศอกทีเดียวก็คงไม่รีบวิ่งกลับบ้านไปฟ้งแม่หรอกจริงไหม..
ผมถอนหายใจเบา ๆ พลางยกมือเรียกปราณครามของตัวเองออกมาเต็มแรง
คราวนี้ไม่มีออมมือ..
เท้าของผมเริ่มขยับหนึ่งก้าว สองก้าว.. แล้ววิ่งพุ่งเข้าหามันตรง ๆ
เสียงฝ่ามือปะทะฝ่ามือดังขึ้นรัว ๆ
เพี๊ยะ! ปั๊ก! ปัง!
เราสองคนเข้าปะทะกันตรง ๆ เพลงหมัดกับเพลงหมัด ฝ่ามือกับฝ่ามือ ไม่มีการหลบ ไม่มีการเว้นร่างของพวกเรากลายเป็นเงาวูบวาบที่กระแทกซัดกันอยู่กลางลาน คนมุงถึงกับต้องถอยห่างออกไป
ไม่มีใครเหนือกว่าใครในตอนนี้