จากปลายหางตา ดิน่าลอบสังเกตเห็นแววตาของเบลคเครียดขึ้นขณะที่เชทเดินตรงเข้ามาหา รอยยิ้มบนใบหน้าของเชทยามนี้เต็มไปด้วยความเครียดขรึม โดยเฉพาะเมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาและเธอดิน่ามีความรู้สึกว่าเขากำลังพยายามคิดค้นหาคำพูดที่จะบอกให้เบลครู้เกี่ยวกับเื่การหมั้นหมายที่เกิดขึ้นอยู่และเธอก็เฝ้าแต่หวังอยู่ในใจว่าจะสามารถหาทางบอกให้เขารู้ได้ว่าขณะนี้เบลคได้รับรู้เื่นั้นแล้ว
“บรรยากาศมันเหมือนเมื่อครั้งก่อนนี้จริงๆ เบลค” เชทเอ่ยขึ้นพยายามบังคับน้ำเสียงให้แจ่มใสเข้าไว้“คือเรามากินอาหารค่ำที่บ้านของคุณได้พูดคุยกับคุณแล้วก็...”เขาเหลือบตามองไปทางดิน่าอย่างนึกไม่ออกว่าควรจะเรียกเธอว่าอะไรดี
“เชท” เบลคขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ“ดิน่าเขาเล่าเื่การหมั้นระหว่างคุณกับเขาให้ผมฟังแล้ว”
ห้องทั้งห้องดูจะเงียบกริบลงในทันใดดิน่ามีความรู้สึกว่าถ้าจะมีขนนกสักชิ้นปลิวมาตกลงในตอนนี้ก็คงจะได้ยินเสียงสายตาทุกคู่กำลังจ้องมองมายังบุคคลทั้งสามราวกับมีแสงไฟจากสปอตไลต์ดวงใหญ่ฉายส่องมาและเธอได้พบว่าตัวเองก็เช่นเดียวกันกับทุกคนในห้องนี้คือตั้งใจฟังและดูเหตุการณ์ในตอนต่อไปจนแทบจะลืมหายใจ หลังจากที่เบลคได้แสดงความกราดเกรี้ยวในห้องข้างบนแล้วเธอก็ไม่ใคร่แน่ใจนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
“ผมดีใจที่คุณรู้เื่แล้ว ผม...” เชทหลบตาลงเหมือนจะเฟ้นหาคำพูด
และเบลคก็ยื่นมือเข้ามาแก้ไขสถานการณ์นั้นไว้
“ผมก็อยากจะพูดให้คุณรู้เสียเลยว่าผมไม่ได้มีความรู้สึกในทางลบกับเื่ที่มันเกิดขึ้นอย่างนี้เลย คุณก็ยังเป็เพื่อนที่ดีของผมต่อไปและผมก็อยากจะให้มันเป็ไปอย่างนั้นด้วย...เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเราจะเป็เพื่อนกันไปทำไมล่ะ”
กับคำพูดประโยคสุดท้ายนั้นที่ทำให้ดิน่าลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจขณะนี้ไม่มีใครนอกจากดิน่าที่สนใจกับคำพูดประโยคสุดท้ายนั้น เชทกับเบลคจับมือกันอย่างหนักแน่นส่วนคนอื่นๆ ดูเหมือนจะวิจารณ์ถึงภาพที่รอดูกันมาโดยตลอดอยู่
“เพราะฉะนั้นมันก็เป็ธรรมดาที่การหมั้นหมายระหว่างคุณกับเมียผมก็จะต้องสิ้นสุดลง”เบลคพูดทีเล่นทีจริงแต่แววในดวงตาของเขามิได้บอกว่าเขารู้สึกสนุกกับเื่ที่กำลังพูดอยู่ในเวลานี้เลย
“ถูกต้อง” เชทตอบพร้อมด้วยรอยยิ้ม
ดิน่ารู้สึกโกรธอยู่ในใจที่ผู้ชายทั้งสองคนนี้ทำราวกับว่าเธอไม่มีความหมายเป็วัตถุอะไรสักชิ้นหนึ่งที่จะยื่นโยนให้แก่กันและมิได้มีใครหันมาถามความคิดเห็นหรืออาทรในความรู้สึกของเธอเลยแม้แต่น้อย
แต่ทันใดเธอก็รู้สึกตำหนิตัวเองอยู่ก็สิ่งนี้มิใช่หรือที่แท้ที่จริงแล้วเป็สิ่งที่เธอ้า้าที่จะให้เบลคยังคงมีชีวิตอยู่ และเธอยังเป็ภรรยาของเขาเธอมิได้้าหย่าขาดจากเขา เพื่อไปแต่งงานกับเชทเลยแม้แต่น้อยถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมจึงจะต้องโกรธด้วยเล่า ก็คงจะเป็เพราะความรักในศักดิ์ศรีของเธอนั่นเองดิน่าสรุปอยู่ในใจ
หลังจากที่การเผชิญหน้าในเื่ของการหมั้นหมายได้เสร็จสิ้นลงแล้วงานเลี้ยงในคืนนั้นก็ยุติลงตาม แขกที่ได้รับเชิญมาเริ่มทยอยอำลาหลังจากที่ดิน่ากล่าวคำราตรีสวัสดิ์กับมิสซิสเบิร์นไซด์แล้วเธอก็พบว่าตัวเองอยู่ตามลำพังกับเบลคในห้องโถงเขากำลังจับตามองดูเธออยู่คล้ายจะประเมินความรู้สึกของเธอในยามนี้
“แขกคนสุดท้ายก็กลับไปแล้วนะ” เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ
“แล้วแม่ล่ะคะ หายไปไหน” ดิน่ากวาดสายตามองไปรอบๆ
“เข้าไปในห้องรับแขกแล้ว ช่วยเดียเดรเก็บของอยู่”
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเข้าไปช่วยดีกว่า” เธอทำท่าจะเดินออกจากห้องนั้นแต่เบลคเอื้อมมาคว้าแขนไว้
“ไม่จำเป็หรอก” พูดจบเขาก็ปล่อยมือเธอลง “เขาทำกันเองได้”
ดิน่ามิได้คัดค้าน วันนี้เธอเองก็เหนื่อยหนักมาแล้วทั้งวันปวดเนื้อปวดตัวอยู่ไม่น้อย สิ่งที่้าอย่างที่สุดในเวลานี้คือได้เข้านอนและหลับให้สบายที่สุด หลับไปโดยไม่ต้องฝันเลย ดังนั้นจึงออกเดินไปทางบันไดแต่ก็รู้ว่าเบลคตามมาติดๆ
“คุณยังไม่ได้คืนแหวนให้เชทนะ” เขาพูดห้วนๆ
ดิน่ายกมือข้างซ้ายขึ้นพิจารณาแหวนหมั้นที่ตัวเรือนเป็รูปดอกไม้มีเพชรเดี่ยวโดดเด่นอยู่ตรงกลาง
“นั่นสิคะ ฉันคงลืมไป... ”เธอเหนื่อยใจจนเกินกว่าจะคิดว่ามันเป็เหตุผลที่เล็กน้อยจนเกินไป
แต่พอเธอจะลดมือลง เบลคก็เอื้อมมาจับและถอดแหวนวงนั้นออกจากนิ้วก่อนที่เธอจะทันขัดขวางเขาไว้ได้และแล้วเขาก็โยนมันลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างผนังห้องโถง
“คุณจะเอาของมีค่ามาเที่ยวโยนทิ้งเล่นอย่างนี้ไม่ได้นะ” ดิน่าเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมากำแน่นไว้ในมือสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที
“มีค่าสำหรับใคร” เขาถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ฉันจะเอาไปเก็บไว้ในห้อง” เธอกำแหวนไว้แน่น“จนกว่าจะหาโอกาสคืนเขาไปได้” เธอรอฟังอยู่ว่าเขาจะเถียงเธอว่าอย่างไรเมื่อเบลคมิได้พูดอะไรออกมา เธอจึงเดินขึ้นบันไดไป
“พรุ่งนี้เขาก็มา” เบลคเอ่ยขึ้น “คุณคืนให้เขาพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
“แล้วเขาจะมาสักกี่โมงล่ะ” ดิน่ารู้ดีว่าเธอไม่อยากจะคืนแหวนวงนี้ในขณะที่มีเบลคอยู่ด้วยแต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทางเลือกมากนัก
“มาทานอาหารมื้อสายตอน 10 โมง”
เมื่อขึ้นมาถึงชาลาชั้นบนดิน่าก็เลี้ยวไปทางขวาตรงไปยังห้องนอนส่วนตัวเธอกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องออก แต่เบลคช่วยเปิดให้เสียก่อนซึ่งทำให้เธอต้องหยุดชะงักลงในทันที ดวงตาฉายแววใ
“คุณจะทำอะไรน่ะ”
“อ้าว...ก็จะเข้านอนน่ะสิ” เขาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจมองเธอด้วยแววเยียบเย็นในดวงตา “แล้วคุณจะให้ผมไปนอนที่ไหนล่ะ”
เธอเบือนหน้าไปเสียทางหนึ่ง รู้สึกหวั่นไหวกับคำตอบของเขาอยู่ไม่น้อย
“ฉันไม่ทันคิดเื่นี้หรอก อาจจะเป็เพราะว่าฉันเคยชินกับการนอนคนเดียวมานานก็ได้”
เขาเอื้อมมาแตะหลังเธอไว้ พาเดินเข้าไปในห้อง
“คุณคงไม่อยากนอนคนเดียวต่อไปแล้วไม่ใช่หรือ”เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงกว่าเดิม
“เอ้อ...ฉัน... ” ดิน่าเพิ่งได้ตระหนักว่าเธอ้าจะให้เป็เช่นนั้นจริงๆ “ฉันคิดว่ามันจะเป็การดีกว่า ...ถ้าฉันจะนอนคนเดียวสักพัก”เธอเดินไปหยุดอยู่ตรงกลางห้อง และหันมาเผชิญหน้ากับเขา เมื่อเบลคปิดประตูลง
“งั้นหรือ”แววในดวงตาคู่สีน้ำตาลที่อ่านความหมายไม่ออกประสานอยู่กับความหวั่นไหวในดวงตาของเธอใบหน้าของเขามิได้บอกความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น
“ใช่ค่ะ”
แม้ใจคอของเธอจะไม่อยู่กับเนื้อตัวเท่าใดนักแต่เธอก็จ้องมองดูเขาที่ถอดเสื้อนอกกับเนกไทออกและกำลังเริ่มลงมือปลดกระดุมเสื้อเชิ้ต
ดิน่าพยายามจะให้เหตุผลกับเขาด้วยเสียงสั่นเครือ
“เบลค เราแยกกันตั้ง 2 ปีแล้วนะ”
“ก็ลองเล่าให้ผมฟังหน่อยสิว่า คุณมีความรู้สึกยังไง”เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบห้าว ซึ่งทำให้เธอรู้สึกตีบตันในลำคอเสียงที่พูดออกมาก็แ่เบาเต็มที
“ฉันรู้สึกเหมือนคุณเป็คนแปลกหน้าสำหรับฉันจริงๆ ”
“เื่นั้นมันก็เปลี่ยนกันได้นี่”
“คุณไม่พยายามเข้าใจเลยนะ เบลค” ดิน่าพยายามควบคุมความรู้สึกของตัวเองไว้“ฉันไม่พร้อมที่จะะโขึ้นเตียงกับ...”
“สามีน่ะรึ” เขาต่อคำพูดประโยคนั้น และมองเธอด้วยแววตาถากถาง“ก็ถ้าอย่างนั้นแล้วคุณจะเลือกขึ้นเตียงกับใครล่ะ”
เสื้อเชิ้ตตัวนั้นถูกถอดออก เผยให้เห็นแผ่นอกและแผงไหล่สีน้ำตาลคล้ำซึ่งเป็สีเดียวกับใบหน้าดิน่ามีความรู้สึกเหมือนเธอกำลังมองดูผู้ชายคนหนึ่งที่มีความเป็ผู้ชายเต็มตัวเต็มไปด้วยพลังอำนาจ และอันตรายยิ่งนักกล้ามเนื้อบนแผงอกขึ้นเป็มัด
ประสาทััในเรือนกายกริ่งเตือนขึ้น เมื่อเธอบังเกิดความรู้สึกว่าภาพของเขาในยามนี้เป็ภาพที่น่าดึงดูดใจที่สุดและเพื่อเป็การปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากมนต์อาถรรพณ์นั้นดิน่าจึงเบือนหนีเสียจากเขา เดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งเอาแหวนของเชทใส่ลงในกล่องเครื่องประดับ
“ที่ฉันพูดนี่ ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเลือกใครหรอก”เธอยังคงยืนอยู่ในที่เดิม เกาะโต๊ะเครื่องแป้งไว้แน่นเบลคเดินเข้ามาหาและเธอก็เหลือบตาขึ้นมองเขาจากกระจกเงาบนโต๊ะเครื่องแป้งนั้นเธอมองเห็นภาพของเขาที่ปรากฏขึ้นเคียงข้าง“เวลานี้คุณกลายเป็คนที่กร้าวกระด้างไปแล้วนะเบลคมันทำให้ฉันมองเห็นภาพได้เลยว่าคุณต้องไปพบกับอะไรมาบ้าง...”
“งั้นรึ” มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็รอยยิ้ม“คุณสามารถจะมองเห็นภาพด้วยหรือเปล่าล่ะ กี่คืนที่ผมต้องเฝ้าคิดถึงผู้หญิงตาสีฟ้าที่มีเส้นผมสีเหมือนไหมข้าวโพดคนนี้” เขาใช้ปลายนิ้วพันปลายผมสีบลอนด์เล่นและดิน่าก็ต้องปิดเปลือกตาลงเมื่อมองเห็นแววในดวงตาของเขา “ถ้าจะคำนวณอย่างหยาบๆ ก็922 คืนพอดี แต่พอผมได้กลับมาพบกับเขาอีกครั้งหนึ่งปรากฏว่าเขาผวาเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมแขนเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของผมเสียแล้วเพราะฉะนั้นมันแปลกนักหรือที่ผมจะรู้สึกเจ็บใจ ในเมื่อผมเฝ้ารอคอยมาตลอดเวลาหวังจะให้เขาได้จูบผมสักครั้งเพื่อให้ช่วยลบความทรงจำอันเลวร้ายที่ตัวเองได้พบมาถามจริงๆ เถอะดิน่า คุณเคยคิดถึงบ้างไหม” เขาหมุนร่างเธอให้หันมาหา“คุณเคยเศร้าโศกเสียใจกับการที่ผมหายไปบ้างหรือเปล่า”
น้ำใสๆ เอ่อท้นขึ้นมาในดวงตา ซึ่งเธอไม่คิดจะเช็ดออก
“เบลคคะ ตอนที่คุณหายไปใหม่ๆ ฉันยอมรับว่าตัวเองเกิดความหวาดกลัวอย่างที่สุดแต่แม่ของคุณอาการหนักกว่าฉันมาก เพราะไหนจะเพิ่งสูญเสียสามีไปแล้วก็ยังมาเื่คุณอีก ฉันต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดปลอบโยนอยู่ตลอดเวลาต่อมาบริษัทก็ทำท่าว่าจะล้มลง ซึ่งตอนนั้นเชทเขาก็ยืนยันให้ฉันก้าวเข้าไป เพื่อประคับประคองไว้ไม่ให้มันต้องล้มลงเพราะฉะนั้นก็เท่ากับฉันต้องก้าวเข้าไปสู่โลกใหม่ ในตอนกลางวันฉันก็วุ่นวายอยู่กับงานบริษัทจนไม่มีเวลาคิดถึงเื่ตัวเอง ในตอนกลางคืนฉันก็ต้องปลอบโยนแม่ของคุณ ให้ท่านมีพละกำลังต่อสู้ต่อไป เพราะฉะนั้นฉันจะมีโอกาสอยู่ตามลำพังก็ต่อเมื่อเข้ามาอยู่ในห้องนี้เท่านั้นและฉันก็จำเป็ต้องพึ่งยานอนหลับเพื่อที่จะให้ตัวเองได้มีเวลาพักผ่อนสะสมกำลังไว้ไปสู้กับวันใหม่ที่จะผ่านเข้ามาเพราะฉะนั้นถ้าจะให้ฉันพูดตามความจริงแล้วละก็...เบลคคะฉันไม่มีเวลาที่จะเศร้าเสียใจเท่าไรนักหรอก”