บทที่ 28ลิเลียน
“สวัสดี... ข้าชื่อลิเลียน สจวร์ต”
หญิงสาวตรงหน้าคลี่ยิ้มบางๆพลางยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยด้วยกิริยาแช่มช้อยนางค้อมตัวคำนับอย่างแ่เบาตามมารยาทมาตรฐานของขุนนางชั้นสูงเฮรัคโค้งตอบเล็กน้อยตามมารยาทก่อนจะเอ่ยขึ้น
“สวัสดีครับ คุณหนูลิเลียนข้าชื่อเฮรัค เมอร์ลิน... หากข้าเดาไม่ผิด ท่านคงมาจากจักรวรรดิเซวิลล์ทางตะวันออกสุดของทวีปโคเลสันสินะ”
ลิเลียนมองเขาด้วยแววตาประหลาดใจแกมชื่นชม
“ถูกต้องแล้ว...ดูเหมือนคุณเฮรัคจะรู้จักตระกูลสจวร์ตของข้าไม่น้อยเลย”
“ข้าเคยอ่านเจอในตำราน่ะครับตระกูลสจวร์ตคือเสาหลักผู้ร่วมสร้างจักรวรรดิเซวิลล์อันเกรียงไกร หากไม่มีพวกท่านจักรวรรดิคงไม่อาจยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้”
เฮรัคตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้แววประจบสอพลอ
จักรวรรดิเซวิลล์นั้นตั้งอยู่ห่างไกลจากอาณาจักรนอร์ตันอย่างมหาศาลใน่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในหอสมุดและให้ เชนหลาน บันทึกข้อมูลลงใน ชิปพันธุกรรม
เขาได้ทราบว่าที่นั่นเป็มหาอำนาจทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจและนามสกุลสจวร์ตที่นางใช้นั้น... บ่งบอกถึงสถานะที่สูงส่งยิ่งกว่าขุนนางทั่วไป
ลิเลียนยิ้มหวานพลางเอ่ยความลับที่น่าใ
“บิดาของข้าคือ กษัตริย์หลุยส์องค์ปัจจุบัน”
“เช่นนั้นก็ต้องเรียกว่าองค์หญิงลิเลียน สวัสดีครับฝ่าา”
เฮรัคยิ้มตอบ
ลิเลียนรีบโบกมือปฏิเสธทันควัน
“ในโลกของพ่อมดตำแหน่งองค์หญิงไม่มีความหมายหรอกข้ามาหาเ้าวันนี้เพราะอยากคุยเื่ ความร่วมมืออย่างไรเสียเราก็มาจากทวีปโคเลสันเหมือนกันคนพวกนั้นที่อยู่ชั้นบนดูแคลนพวกเราว่าเป็พวกป่าเถื่อนหากเราร่วมมือกันดูแลกันและกันน่าจะดีกว่า... เ้าคิดเห็นอย่างไร?”
ดวงตากลมโตของนางสั่นไหวด้วยความคาดหวังเฮรัคนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา
“เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แต่ข้ายังไม่เห็นความจำเป็ที่จะต้องตั้งพันธมิตรในตอนนี้”
“ได้...แลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็เพียงพอแล้ว”
ลิเลียนกล่าวโดยไม่มีท่าทีโกรธเคืองที่ถูกปฏิเสธ
“เชนหลาน เปิดระบบตรวจจับคลื่น พลังเวทมนต์หากลิเลียนมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ให้แจ้งข้าทันที”
เฮรัคสั่งการในใจก่อนจะเชิญนางเข้ามาในห้องพัก
ลิเลียนนั่งลงข้างเขา กลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวนางฟุ้งกระจายไปทั่วห้องแคบๆ เป็กลิ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาดนางเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามสำคัญ
“เ้าวางแผนจะเข้าร่วมองค์กรพ่อมดแห่งใด?”
“ป่าแสงจันทร์”
เฮรัคตอบสั้นๆ
“ข้ารู้จัก!ป่าแสงจันทร์เป็องค์กรที่เก่าแก่และทรงพลังส่วนข้าตั้งใจจะเข้าเรียนที่สถาบันออกัสตัส นี่คือตราสัญลักษณ์ของข้า”
นางแตะไปที่เข็มกลัดตรงหน้าอกเบาๆ
เฮรัคััได้ถึงกระแส พลังเวทมนต์ ที่ไหลเวียนอยู่ในเข็มกลัดนั้นมันคือวัตถุเวทมนต์ระดับสูงเขาเลื่อนสายตาจากผิวขาวเนียนของนางไปจดจ่อที่วัตถุนั้นอย่างระมัดระวัง
“เ้าพกตราสัญลักษณ์ไว้ในที่เปิดเผยแบบนี้เสมอหรือ?”
ลิเลียนยิ้มอย่างรู้ทัน
“โปรดยกโทษที่ข้าแอบหยั่งเชิง...เ้าไม่มีแววตาแห่งความโลภแม้แต่น้อย”
นางใช้เวทอ่านใจหรือแค่สังเกตสีหน้ากันนะ...
เฮรัคคิดในใจพลางโบกมือปัด
“ช่างเื่นั้นเถอะมุ่งไปที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันดีกว่า ข้า้ารู้เื่ราวของแต่ละองค์กร”
ลิเลียนรีบวิ่งกลับไปที่ห้องของนางด้วยท่าทางกระตือรือร้นก่อนจะกลับมาพร้อมแผนที่แผ่นใหญ่ นางกางมันลงบนแผ่นไม้บนผนังโดยไม่ถือสาความคับแคบ
“ดูนี่สิ...นี่คือตำแหน่งโดยสังเขปขององค์กรพ่อมดในทวีปคาลา”
เฮรัคมองแผนที่ที่ละเอียดกว่าเล่มไหนๆที่เขาเคยเห็น เขาพบว่า ป่าแสงจันทร์ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ถัดไปทางเหนือคือกระท่อมเขียว และทางขวาคือสถาบันออกัสตัส
ลิเลียนชี้ไปที่ป่าแสงจันทร์
“เ้าต้องระวังให้มากป่าแสงจันทร์มีความขัดแย้งรุนแรงกับพวกกระท่อมเขียวและมักจะมีการปะทะกันบ่อยครั้ง”
‘กระท่อมเขียวงั้นหรือ...’
เฮรัคนึกถึงมัลคอล์มพ่อมดที่เกือบจะฆ่าเขาได้ทันที
จากนั้นลิเลียนก็อธิบายถึงสถาบันออกัสตัสของนางว่าเป็ที่รวมของ ตระกูลพ่อมดสายเืบริสุทธิ์ ซึ่งเป็กลุ่มคนที่สืบทอด พลังเวทมนต์มาหลายชั่วอายุคน ซึ่งนั้นทำให้สถานะของสถาบันออกัสตัสสูงส่งกว่าองค์กรอื่นๆ พวกเขามีพร์สูงและมักจะดูแคลนศิษย์ฝึกทั่วไป
“เ้าเรียกข้าว่าองค์หญิงแต่เมื่อไปถึงที่นั่น ข้าก็เป็เพียงเด็กเส้นที่มีตราสัญลักษณ์ติดตัวไปเท่านั้นอาจจะถูกดูแคลนยิ่งกว่าคนทั่วไปเสียอีก”
ลิเลียนกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่นที่เข้าใจสถานะของตนเองอย่างดี
“ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ...แต่ข้าอาจจะไม่มีข้อมูลที่มีค่าพอจะแลกเปลี่ยนกับท่านได้”
เฮรัคเอ่ยตามตรง
ลิเลียนส่ายหน้ายิ้มๆ
“ไม่เป็ไร นี่คือความจริงใจของข้าการเดินทางครั้งนี้ยาวไกลนัก ข้าเพียงอยากมีคนที่พอจะไว้ใจได้บ้าง... ตราสัญลักษณ์ของข้ามีความสามารถในการตรวจจับเจตนารมณ์ในจิตใจั้แ่ข้าคุยกับเ้ามา เ้าไม่เคยมีเจตนาร้ายต่อข้าเลยแม้แต่นิดเดียวนั่นคือเหตุผลที่ข้ายอมเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดนี้”
“เช่นนั้น... คนข้างบนที่มีตราสัญญาลักษณ์เหมือนกันล้วนมีเจตนาร้ายต่อท่านงั้นหรือ?”
เฮรัคถามทิ้งท้าย
“ยิ่งกว่าร้ายเสียอีก...”
ลิเลียนตอบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยก่อนจะขอตัวกลับห้อง
“ข้าขอตัวก่อนนะ...หวังว่าเราจะได้คุยกันอีก”