เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของบรรยากาศโดยรอบ
บ้านชั้นเดียวเก่า ๆ โทรม ๆที่ซึ่งมีเ้าของบ้านเป็ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตลำพังอย่างไร้ญาติขาดมิตร
จริงใจมองหน้าจอทัชสกรีนที่สว่างวาบพร้อมเสียงริงโทนที่ยังคงบรรเลงต่อไป
เบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอเป็เบอร์ที่เขาคุ้น ๆว่าครั้งหนึ่งเคยเห็นจากที่ไหนแต่ก็นึกไม่ออก สุดท้ายจริงใจก็ตัดสินใจสไลด์หน้าจอเพื่อรับสาย
“สวัสดีครับ”
เสียงแหบ ๆ อันเป็เอกลักษณ์กรอกลงไป ปลายสายตอบกลับมาแทบจะทันที
“ฮัลโหล ๆ ไอ้เด็กเตี้ย นี่พี่เอง พี่มิ้งค์”
สรรพนาม ‘ไอ้เด็กเตี้ย’ เป็ฉายาที่รุ่นพี่วงโยธวาทิตสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตั้งให้จริงใจเป็ชายหนุ่มตัวเล็กแต่หนา หน้าตาธรรมดา และชอบพูดจาด้วยเสียงแหบ ๆ
หากวัดจากลักษณะทางกายภาพแล้วจริงใจไม่น่าจะเป็เด็กที่แสบสันอะไร
แต่เดี๋ยวก่อน... ไม่... ไม่...
แววตาที่ฉายแววมั่นใจและยโสในตนเอง ทำให้จริงใจเป็เด็กแสบดื้อเงียบทุกคนต่างรู้ดี
“ค่อยยังชั่วหน่อย โชคดีที่โทร ฯ ติด พี่นึกว่าจะติดต่อมึงไม่ได้เสียแล้ว”
สมาพล หรือ มิ้งค์ ถอนหายใจเฮือกใหญ่เสียงถอนหายใจของเขาลอดผ่านเข้ามาในโทรศัพท์
“พี่มิ้งค์มีเื่อะไรหรือครับ”
“มีแน่ ๆ อยู่แล้ว คืออย่างนี้นะไอ้เด็กเตี้ย มึงคงจะรู้ว่าโรงเรียนเราจะมีงาน70 ปีคืนถิ่นใช่ไหม”
สมาพลถามในสิ่งที่จริงใจคาดไว้อยู่แล้ว
“ผมรู้ครับ”
“นั่นแหละ อาจารย์กิตติพงศ์โทร ฯ มาหาพวกพี่... หมายถึงพี่กับฝ้าย เอ้อ...ฝ้ายแฟนพี่ที่เป่าทรัมเป็ตน่ะจำได้ไหม”
“จำได้แน่นอนครับ”
“อาจารย์กิตติพงศ์ขอแรงพวกเราไปช่วยโรงเรียนหน่อย งาน 70 ปีนั่นแหละ พวกรุ่นน้องเล็กๆ ก็เกรงว่าจะไม่ไหวแกเลยขอแรงรุ่นพี่ที่จบไปแล้วอย่างพวกเรา”
“ผมเข้าใจว่าพี่มิ้งค์จะพูดอะไร”
“ช่วยมาสักครั้งเถอะนะไอ้เด็กเตี้ย มีมึงคนเดียวนี่แหละที่จบ ม.6ก็หายหน้าหายตาไปเลย ความจริงพวกเราก็ยังกลับไปช่วยซ้อมช่วยสอนรุ่นน้องบ้างแต่มึงนี่ไม่เคยมาจริง ๆ”
คิ้วของจริงใจขมวดเป็ปมสมาพลกำลังพูดในสิ่งที่เขาไม่อยากพูดสักเท่าไหร่
สมาพลพูดถูกว่าั้แ่จบชั้นมัธยมศึกษาตัวเขาก็ไม่เคยโผล่หน้ากลับไปที่โรงเรียนหรือที่ห้องวงโยธวาทิตอีกเลยจะพูดอย่างไรดีล่ะ จริงใจสมัครวงโยธวาทิตตามคำชวนของเพื่อน ซึ่งเพื่อนคนดังกล่าวอยู่ได้แค่ไม่นานก็ออกจากวงไปเพราะทนแรงกดดันและการซ้อมอันหฤโหดไม่ไหวแต่จริงใจสู้อุตส่าห์อดทนอยู่ได้จนจบชั้นมัธยมศึกษาเป็เวลาหกปีด้วยกัน
เครื่องดนตรีที่จริงใจเลือกคือแซกโซโฟน มาถึงตอนนี้เขายังคิดว่าเขาคิดถูกหรือคิดผิดที่เลือกเล่นแซกโซโฟน
ในตอนแรกเขาชั่งใจระหว่างแซกโซโฟนและคลาริเน็ตแต่สุดท้ายจริงใจก็เลือกแซกโซโฟนเพราะเพื่อนผู้หญิงที่ชวนเขามาสมัครวงโยธวาทิตตอนนั้นดันเลือกคลาริเน็ตไปแล้วนั่นเอง!
“ผมยังไม่รับปาก”
คำพูดห้วน ๆ ทำให้สมาพลเริ่มหงุดหงิด หลังจากนั้นจริงใจก็ได้ยินเสียงของชฎาภรณ์ หรือ ฝ้าย แฟนสาวของสมาพลดังเข้ามาแทนที่
“ฮัลโหล น้องจริง นี่พี่ฝ้ายพูดนะ”
“ครับพี่ฝ้าย”
“น้องจริง พี่กับมิ้งค์อยากขอร้องเรา มาสักครั้งเถอะนะช่วยโรงเรียนช่วยอาจารย์สักครั้ง งานนี้ผู้ว่า ฯ มาเปิดงานด้วย”
น้ำเสียงขอร้องแกมบังคับของชฎาภรณ์ทำให้จริงใจคิดหนัก รับรองว่าถ้าเขาไม่ตกลงชฎาภรณ์กับสมาพลจะต้องไปตามคนอื่นมาช่วยกล่อมเขาเป็แน่
“แล้วมีใครมาบ้างครับ”
“แน่นอนว่ามีพี่กับมิ้งค์ อ๋อ ยัยจรัส แล้วก็แกรนท์ น้องจริงจำแกรนท์ได้หรือเปล่า”
ชื่อของคนแรกมาจนถึงคนเกือบสุดท้ายไม่ได้ทำให้จริงใจรู้สึกลำบากใจเพราะทุกคนต่างก็เป็รุ่นพี่ที่คุ้นเคยกับเขาทั้งสิ้น
ชฎาภรณ์กับสมาพลไม่ต้องพูดถึง
อ๋อ หรือ อภิชาติ เป็รุ่นพี่เป่าคลาริเน็ต ผู้เชื่อเื่โชคลาง โหราศาสตร์และไสยศาสตร์(?) ที่มักจะแบ่งขนมให้จริงใจเสมอ ๆ
จรัส หรือ จรัสศรี รุ่นพี่ผู้หญิงสายแซ่บสาวเปรี้ยวจี๊ดแหกกฎระเบียบโรงเรียนเท่าที่ทำได้เสมอ แต่เป่าฟลูตเก่งมาก
ส่วนคนสุดท้าย จริงใจไม่อยากพูดถึงสักเท่าไหร่...
แกรนท์ หรือ กฤษติกา รุ่นพี่หัวหน้าวงผู้คุยกับเขานับคำนับประโยคได้แม้จะเป่าแซกโซโฟนเหมือนกัน แต่จริงใจก็ไม่สนิทกับกฤษติกากลายเป็จริงใจต้องให้ชฎาภรณ์ที่เป่าทรัมเป็ตคอยเป็คนสอนให้เสมอมา
ยังดีที่ชฎาภรณ์สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายมาก ทั้งทรัมเป็ตทรอมโบน หรือแม้กระทั่งแซกโซโฟนก็ตาม จริงใจเลยรอดตัวมาได้อย่างหวุดหวิดในวันที่ชฎาภรณ์ไม่ได้สอน ก็จะเป็สมาพล แฟนหนุ่มที่ปัจจุบันเป็สามีของหล่อนนั่นเองมาคอยสอนให้จึงทำให้จริงใจสนิทสนมกับทั้งคู่เป็อย่างมากนี่แหละจุดเริ่มต้นของความลังเลใจที่เกิดขึ้น
“จำได้ครับ”
เขาตอบห้วน ๆ ได้ยินเสียงถอนหายใจของชฎาภรณ์ดังเข้ามาในโทรศัพท์สักพักโทรศัพท์ปลายสายก็ถูกเปลี่ยนไปอยู่ในมือของสมาพลตามเดิม
“ไอ้เด็กเตี้ย พี่จะพูดอีกเป็ครั้งสุดท้าย มึง-ต้อง-มา-นะ-เว้ย จำไว้หวังว่าพรุ่งนี้พี่จะเจอมึงที่ร้าน...”
“ร้านไหนครับ”
จริงใจถามออกไปแทบจะทันที
“ร้านราดหน้าติดแอร์ของพี่กับฝ้ายไง มึงตกข่าวหรือ ซอยข้างโรงเรียนน่ะหัดไปดูเสียบ้างรู้จักเถ้าแก่มิ้งค์ไหมเนี่ย”
สมาพลจอมมึงมาพาโวยรัวมาเป็ชุด จริงใจเลิกคิ้วอย่างเซ็ง ๆไอ้เขามันไม่เคยเฉียดกรายไปแถวโรงเรียนมาได้ห้าปีแล้ว จะไปรู้ได้อย่างไรว่าสองคนนี้ตกลงปลงใจกันไปเรียบร้อย
สมัยเรียนเขาก็พอรู้อยู่บ้างถึงเื่ความสัมพันธ์กิ๊ก ๆ กั๊ก ๆที่คนคู่นี้มีต่อกัน แม้วงโยธวาทิตโรงเรียนเขาจะมีกฎเหล็กว่าห้ามเป็แฟนกันในวงแต่ก็ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลกับสมาพลและชฎาภรณ์เลย
“คร้าบ ๆ ผมจะไปนะ... จะไป...”
ในที่สุดก็จะต้องพูดประโยคนี้ออกมาจนได้นิ้วมือกดวางสายทันทีเมื่อพูดประโยคนี้จบ เขาี้เีฟังสองสามีภรรยาคู่นี้ถามนั่นถามนี่ทางโทรศัพท์อีกต่อไปแล้วไว้ค่อยไปเจอกันในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน