เวลาผ่านไป…
วูบ!! วูบ!! วูบ!!
หลังจากเยว่ซินส่งพลังเข้าไปในต้นเหมยตาฮวยได้สักพัก เหล่าดอกตูมที่เหลืออยู่ก็ขยายให้ใหญ่เรื่อยๆพลังปราณที่อยู่รอบๆก็ถูกดูดเข้าไปพร้อมกับพลังของเยว่ซิน จนในที่สุดดอกเหมยตาฮวยทั้งเจ็ดดอกที่เหลืออยู่ก็ค่อยๆ บานออกที่ละดอก ภายในดอกมีภูติตัวน้อยๆ นอนคดตัวอยู่ ลักษณะคล้ายกับผิงเปาและผิงเล่อ ชุดที่สวมอยู่บนตัวเป็สีชมพูอ่อนมีสีขาวแซมเล็กน้อยเหมือนกับดอกเหมยตาฮวย ผมสีเงินทั้งหัว
ครื้น!! ครื้น!!
ภายในถ้ำสั่นอย่างรุนแรงราวกับจะถล่มลงมา หลังจากที่ดอกเหมยตาฮวยได้บานครบทุกดอกแล้ว ต้นเหมยตาฮวยที่เคยตั้งอยู่ใจกลางห้องโถงก็ค่อยๆ สลายหายไป หลอมรวมกลายเป็ประตูมิติแทน
“ มิติซ้อนมิติหรือ “ เยว่ซินกล่าวขึ้น ไม่คิดว่าภายในมิติที่พวกเขาเข้ามายังมีมิติซ่อนอยู่อีก
“ คุณชายพวกเราจะเข้าไปในนั้นไหมขอรับ “ ซีซวนถามขึ้นด้วยความกระตือรือร้น
“ เข้าสิ ข้าก็อยากจะรู้ในมิตินี้จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง “ กล่าวจบเยว่ซินก็เดินเข้าไปในมิติคนแรก ตามด้วยคนที่เหลือ ส่วนภูติเหมยตาฮวยทั้งเก้ารออยู่ด้านนอก
พรึ่บ!! พรึ่บ!! พรึ่บ!!
ทั้งสี่มาโผล่ยังใจกลางห้องโถงขนาดใหญ่ ผนังรอบๆ ห้องถูกหลอมมาจากแร่เงิน เสาทั้งแปดเสาถูกหลอมผลึกธาตุต่าง ๆ อีกทั้งของในห้องนี้ยังมีค่ามหาศาลหาสิ่งใดเปรียบเทียบได้ แม้แต่ของมีค่าที่แต่ละสำนักมีทั้งหมด ก็ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบที่นี่เลย
“ โห้….ข้าไม่เคยเห็นที่ไหนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลยขอรับคุณชาย “
เยว่ซินได้แต่อมยิ้มกับท่าทางของซีซวน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ตื่นเต้นกับที่แห่งนี้ แต่ว่ามิติที่ท่านอาจารย์ได้มอบให้ไว้นั้น มีของมีค่ามากกว่านี้หลายเท่า ทำให้เยว่ซินไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นเท่าไหร่
“ พวกเ้าไปสำรวจห้องนี้ เพื่อจะเจอสิ่งใดบ้าง “
“ ขอรับ “
“ขอรับ “
เยว่ซินเองก็สำรวจที่แห่งนี้เช่นกัน หลังจากช่วยกันหาอยู่นั้นทั้งเยว่ซินและพวกซีห่าวก็ไม่เจอเบาะแสอะไรเลย เหมือนที่นี่เป็ห้องโถงขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างเท่านั้น
“ ข้าไม่เจอเบาะแสอะไรเลยขอรับ “ ซีห่าวกล่าวขึ้น เขาตรวจสอบหมดทุกที่แล้ว แต่ก็ไม่พบสิ่งใดน่าสงสัยเลย
“ อะไรกันทำไมถึงไม่มีอะไรเลยล่ะ “ ซีซวนกล่าวขึ้น คุณชายของเขาเสียพลังไปต้องมาก เหตุใดถึงมีของสิ่งใดให้พวกเขาได้เก็บกวาดเสียบ้าง
พวกเขาได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พวกเขาพลาดสิ่งใดไป
“ โอ้ย…ข้าละเครียดจริงๆ บนพื้นก็หาทุกซอกทุกมุมแล้ว คงเหลือแต่ข้างบนแล้วล่ะ… เอ๊…คุณชายมองข้าทำไมขอรับ “ ซีซวนถามเยว่ซินด้วยความสงสัยเขาพูดอันใดผิดไป ก่อนจะนึกถึงคำพูดที่กล่าวออกมาเมื่อสักครู่
“ หรือว่า…”
ทุกคนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองบนเพดานของห้องโถงนี้ ก่อนจะเจอภาพวาดของพยัคฆ์ขาวขนาดมหึมาั์ตาสีเขียวมรกตราวกับกำลังจ้องมายังพวกตน กลางหน้าผากยังมีผลึกแก้วสีเขียวมรกตส่องแสงระยิบระยับไปมา
“ ไป๋หู่ พยัคฆ์ขาวหนึ่งในสัตว์เทพอสูร “ เสี่ยวหู่กล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าพยัคฆ์ขาวในรูปนั้นคือใคร
ตู้ม!! โฮก!!
เยว่ซินไม่รอช้าแต่อย่างใด ส่งพลังพุ่งเข้าไปโจมตียังผลึกแก้วสีเขียวมรกตกลางหน้าผาก ก่อนที่พลังนั้นจะพุ่งไปยังผลึกแก้วก็ชนเข้ากับเกาะใสที่ปกคลุมภาพนั้นก่อนที่จะสลายหลายไป ก่อนจะมีเสียงคำรามแผ่ออกมาพร้อมพลังที่แข็งแกร่งกดพวกเยว่ซินไว้ ทำให้ซีซวนและซีห่าวกระอักเืออกมา
“ ช่างบังอาจ “ ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องมองอีกฝ่ายด้วยเพลิงโทสะ ไม่คิดว่ามนุษย์ตัวกระจ้อยพวกนี้จะกล้าโจมตีสัตว์เทพอย่างมัน
“ เป็เพียงเผ่ามนุษย์ที่อ่อนแอ ช่างบังอาจหลบหลู่สัตว์เทพอย่างข้า “ พยัคฆ์ขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แต่เยว่ซินก็หาได้สะทกสะท้านอันใด ใครจะไปรู้ว่าพยัคฆ์ขาวตัวนี้จะแฝงตัวอยู่ในรูปภาพ เขาเพียงแค่คิดที่จะเก็บผลึกแก้วเท่านั้น
“ อย่ามาว่าท่านแม่ข้าเยี่ยงนี้ “ เสี่ยวหู่ก้าวออกมาข้างหน้าเยว่ซิน มันทนไม่ได้ที่เยว่ซินโดนพยัคฆ์ขาวดูิ่ดูแคลน ถึงแม้มันจะเป็สัตว์เทพก็ตาม
“ จิ้งจอก์ไม่คิดว่าสัตว์เทพอย่างเ้าจะยอมลดตัวมาเป็ทาสให้กับมนุษย์ที่อ่อนแอเช่นนี้ “ พยัคฆ์ขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเยอะเย้ยที่จิ้งจอก์ดตัวมาเป็ทาสให้กับมนุษย์ จนมันลืมคิดไปว่าเผ่าจิ้งจอก์ก็มีความหยิ่งยโสไปไม่น้อยกว่ามันน้อยนักที่จะยอมตกเป็บริวารของมนุษย์ที่อ่อนแอ
“ นั้นเป็เื่ของข้า พยัคฆ์ขาวอย่างเ้าเกี่ยวอันใดด้วย “
“ สัตว์เทพอย่างเ้าไฉนถูกขังไว้ในมิติเล็กๆ แห่งนี้เล่า อีกอย่างสัตว์เทพอย่างเ้าอย่าโอ้อวดไปหน่อยเลยเป็ถึงสัตว์เทพแต่ถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้ได้ยินไหนอายถึงนั้น “เสี่ยวหู่กล่าวด้วยน้ำเสียงขบขัน ไม่ยอมเป็ผู้ถูกกล่าวหาอยู่ฝ่ายเดียว
“…… “ พยัคฆ์ขาวถึงกับพูดไม่ออก จิ้งจอก์ตรงหน้ามันกล่าวถูกทุกอย่าง
“ พอได้แล้วเสี่ยวหู่ “ เยว่ซินเอ่ยห้ามปราบเสี่ยวหู่ก่อนที่จะกล่าวอะไรไปมากกว่านี้ ก่อนจะหันไปกล่าวกับพยัคฆ์ขาว
“ เ้าอยากออกไปเผชิญโลกกว้าง เป็ผจญภัยในยุทธภพกับข้าหรือไม่ ให้ทั้งยุทธภพได้รู้ว่าเ้าคือใคร “ เหมือนเยว่ซินจะรู้จุดอ่อนของพยัคฆ์ขาวสัตว์เทพอสูรเสียแล้ว
“ ไม่… ข้าไม่ยอมตกเป็ทาสของมนุษย์อย่างเ้าเด็ดขาด “ พยัคฆ์ขาวปฏิเสธเสียงเเข็ง มนุษย์ผู้นี้กำลังหว่านล้อม มันจะไม่มีทางหลงกลเด็ดขาด
“ เช่นนั้นเ้าก็อยู่ที่นี้ต่อไป ข้าไม่อยู่รบกวนเ้าแล้ว ข้าไปล่ะ “
“ เดี๋ยวก่อน… ข้า…. “
“…… “ เยว่ซินหันมาพร้อมกับทำหน้าสงสัยว่าเรียกตนด้วยเหตุอันใด
“ ข้า…..ข้า….ข้า้าออกจากที่แห่งนี้ ข้ายินยอมติดตามเ้า “ พยัคฆ์ขาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหม่า มันไม่อยากอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว ถึงแม้จะไม่อยากตกเป็บริวารของมนุษย์ผู้นี้แต่มันก็ได้แต่จำยอม เพราะนี้จะเป็เพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่มันจะออกจากที่นี่ได้ อย่างน้อยก็ไม่มีมันตัวเดียวที่เป็สัตว์เทพ ยังมีจิ้งจอก์ตนนั้นอีก
“ งั้นเรามาเริ่มกันเถิด “ เยว่ซินเดินมาหาพยัคฆ์ขาวก่อนจะหยิบกริชมากรีดที่ปลายนิ้วเล็กน้อย ก่อนจะนำไปประสานกับอุ้งเท้าขนาดใหญ่ของพยัคฆ์ขาวที่ยื่นออกมารอ จากนั้นเืทั้งสองจะค่อยๆ หลอมรวมเป็อันหนึ่งอันเดียว
วูบ!!
“ ข้าไป๋หู่ พยัคฆ์ขาวหนึ่งในสัตว์เทพขอรับ “ ท่าทีของพยัคฆ์ขาวเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากที่ทำพันธะสัญญาแล้ว
ทั้งเยว่ซินและคนอื่นๆ แปลกใจกับท่าทีนอบน้อมของไป๋หู่ต่อเยว่ซินมากขึ้น ต่างจากเมื่อสักครู่ลิบลับ
“ ข้าเยว่ซิน ส่วนจิ้งจอกที่คุยกับเ้าเมื่อสักครู่ ชื่อเสี่ยวหู่ ข้างหลังข้าซีห่าวและซีซวน “
“ ขอรับ “
“ ท่านแม่….ข้าไม่อยากรู้จักเ้านั้นสักหน่อย “ เสี่ยวหู่กล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
“ ไม่เอาหนาเสี่ยวหู่ ไหนๆ ก็จะอยู่ด้วยกันแล้ว เ้าก็อย่าไปถือสาเ้าเด็กคนนี้เลยนะ “เยว่ซินกล่าวกับเสี่ยวหู่ก่อนจะหันไปพูดกับไป๋หู่
“ ขอรับ “ ไป๋หู่ตอบรับก่อนจะแอบขำเล็กน้อยกับท่าทางของเสี่ยวหู่
“ เ้า…. “ เสี่ยวหู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่น ก่อนที่เยว่ซินจะพูดแทรกขึ้นมาเพื่อไม่ให้สองคนไม่ทะเลาะกัน
“ ข้าอยากรู้ว่าที่แห่งนี้คือที่ใด แล้วสัตว์เทพอย่างเ้าเหตุใดจึงถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้ “ เยว่ซินเอ่ยถามไปหู่เพื่อไขข้อสงสัยที่ตนอยากจะรู้
“ ที่แห่งนี้คือมิติที่หวงหลงัทองหนึ่งในสัตว์เทพเช่นเดียวกับข้าสร้างขึ้นมาขอรับ ในครั้งนั้นเกิดาของเผ่าต่างๆ ในดินแดน์ หัวหน้าแต่ละเผ่าที่จะก็ฏขึ้นเป็ใหญ่ในดินแดน์ ทำให้เผ่าของข้าและสัตว์เทพทั้งสี่ลุกขึ้นมาต่อต้านแต่ไม่รู้ว่าฝั่งนั้นใช่สิ่งชั่วร้ายอันใด คนในเผ่าของข้าถูกพวกมันฆ่าตาย ขณะที่ข้ากำลังต่อสู้กับหัวหน้าเผ่าหมาป่า พลังของข้าถูกมันแย่งชิงไป ข้าไม่สามารถต้านมันได้แต่ในตอนที่ข้ากำลังใกล้จะดับสูญ หวงหลงเข้ามาช่วยข้าไว้ แล้วส่งข้ามายังที่แห่งนี้รอ…….. “
“ เ้าไม่ต้องเล่าต่อก็ได้ ถ้ามันทำลายจิตเ้าขนาดนี้ “ เยว่ซินเห็นถึงโกรธแค้นในสายตาของไป๋หู่ จึงได้ให้ไป๋หู่หยุด ไม่คิดว่ามันจะเต็มไปด้วยความโศกเศร้านาดนี้
“ ขอรับ “
“ แล้วที่แห่งนี้เ้าจะทำอย่างไรกับมัน “ เยว่ซินถามขึ้น
“ เมื่อข้าออกไปมันคงสูญหายไปตลอดการ เสาผลึกธาตุพวกนี้มีพลังที่หนาแน่น เช่นนั้นก่อนออกไป นายท่านและคนอื่นก็ดูดซับอยู่ในที่แห่งนี้เถิดขอรับ อย่างน้อยมันก็มีประโยชน์อยู่มาก ดีกว่าปล่อยมันสูญหายโดยเปล่สประโยชน์ “
“ งั้นก็เอาตามที่เ้าว่า แล้วต่อไปไม่ต้องเรียกข้าว่านายท่าน ให้เรียกว่าคุณชายเหมือนคนพวกนี้ “
“ ขอรับ “
“ เอาละต่อไปนี้พวกเราจะดูดซับผลึกธาตุอยู่ในที่แห่งนี้ พวกเ้าตั้งใจฝึกให้ดี “ กล่าวจบแต่ละคนที่เดินไปยังเสาที่เป็ผลึกธาตุของตนเองทันที รวมถึงสัตว์อสูร ยกเว้นไป๋หู่และเสี่ยวหู่ที่ไม่จำเป็ต้องดูดซับผลึกธาตุ
เนื่องจากเยว่ซินมีธาตุไร้ลักษณ์ทำให้ต้องมานั่งใจกลางห้องโถงเพื่อดูดซับผลึกธาตุ
หนึ่งวันผ่านไป…
หนึ่งเดือนผ่านไป…
หนึ่งปีผ่านไป…
“ คงใกล้ถึงเวลาแล้ว “ ไป๋หู่กล่าวขึ้น เมื่อมองไปยังเสาผลึกธาตุทั้งหลายที่แสงเริ่มริบหรี่ลงเรื่อย ๆ
เยว่ซินค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนจะพบว่าธาตุไร้ลักษณ์ของตนนั้นมีความบริสุทธิ์ขึ้น ก่อนจะหันไปมองรอบๆ ก็เห็นว่าคนอื่นๆ ก็ออกจากการดูดซับเช่นเดียวกับตน
“ ยินดีกับเ้าทั้งสองด้วย “ เย่วซินกล่าวกับซีซวนและซีห่าวพลังปราณเพิ่มขึ้นมาถึงสองขั้นจากระดับปราณปฐีขั้นสูงเลื่อนระดับมาเป็ปราณนักรบขั้นกลาง
“ ขอบคุณขอรับ “ ทั้งสองกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“ พวกเราออกจากที่นี้กันเถิด “ เยว่ซินกล่าวจบ พวกเขาทั้งหมดก่อนจะค่อยๆ เลือนหายออกจากมิติแห่งนี้ไปทีละคน
วูบ!! วูบ!! วูบ!!
ทั้งห้าออกมาจากมิติ ก็เห็นภูติทั้งเก้ากำลังนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“ ในที่สุดพวกท่านก็ออกมาแล้ว “ ผิงเล่อเอ่ยขึ้น หลังจากพวกภูติน้อยเฝ้าอยู่หน้าประตูมิติเป็เวลานาน
“ พวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง “ เยว่ซินเอ่ยถาม ภูติเหมยตาฮวยทั้งเจ็ดที่ตนได้ให้กำเนิดก็เหมือนจะโตขึ้นเล็กน้อย
“ พวกข้าสบายดีขอรับ มีน้องๆ ทั้งหลายพูดคุย ช่วยทำให้ข้าหายเหงาได้ขอรับ “ ผิงเล่อตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“ พวกเ้าสนใจไปอยู่กับข้าหรือไม่ “ เยว่ซินถามออกไป ภูติน้อยพวกนี้อยู่ที่นี่ไม่ได้อันตรายเกินไป ไปอยู่กับเขาอย่างน้อยก็มีอิสระกว่าในป่าแห่งนี้ถึงแม้จะอยู่ในมิติก็ตาม อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกมนุษย์จับไปอีก
“…… “ เหล่าภูติน้อยที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันไปปรึกษากัน
“ พวกข้ายินดีจะไปกับท่านขอรับ “ ผิงเล่อหันมาตอบตกลงหลังจะปรึกษากันแล้ว
“ ถ้าข้าอยากให้เสี่ยวเอ้อร์ไปอยู่ด้วยได้ไหมขอรับ “ ผิงเปากล่าวแทรกขึ้นมา มันอยากให้เสี่ยวเอ้อร์ไปด้วย อย่างน้อยจะไม่ต้องโดดเดี่ยวอยู่ตัวเดียว
“ ได้สิ “
“ ข้าขอบคุณแทนเสี่ยวเอ้อร์ด้วยขอรับ “ กล่าวจบผิงเปาก็รีบบินไปตาเสี่ยวเอ้อร์ของตนทันที