ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากผ่านเหตุการณ์ระทึกหลินเพ่ยหนิงและหลินจื่อหรานถูกช่วยไว้ได้อย่างปลอดภัย ทั้งหมดเป็เพราะความเฉียบแหลมของเฉินเสวี่ยหยางที่แอบส่งข่าวให้กับแม่ทัพเหลียงเหลียงจิ่งเสียนจึงจัดเตรียมกำลังทหารมาซุ่มรออยู่อย่างเงียบ ๆโดยมีเซี่ยเซิ่งิ่เป็กองกำลังเสริมและมีจางหยวนคุมทหารองครักษ์คอยคุ้มกันเ้าเมืองหลินทางด้านหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงก็มองเห็นความผิดปกติของผู้นำเจิ้งและเริ่มระแคะระคายว่าเจิ้งคุนเซียวอาจมีความลับใดซุกซ่อนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้
และเมื่อแผนการล้มเหลวอย่างไม่เป็ท่า สตรีผู้อยู่เื้ัความชั่วช้าก็ยิ่งทวีโทสะและความคับแค้นแม้ว่ามือข้างหนึ่งของนางจะมีผ้าพันแผล แต่นางก็ยังระบายโทสะด้วยการปัดถ้วยชาและกาน้ำชากระเด็นหล่นแตกกระจายกระทั่งซ่งจื่อรุ่ยผู้เป็ดั่งสุนัขรับใช้ ยังต้องสะดุ้งในความเกรี้ยวกราดของนาง
สตรีลึกลับ : “ เป็เพราะขยะอย่างเ้าที่ทำงานพลาด ปล่อยให้หลี่ซู่เหลยตกอยู่ในมือของเยียนเป่ยเฉินเสวี่ยหยางจึงหยามข้าได้ถึงเพียงนี้ ซ่งจื่อรุ่ย ข้าไม่ควรไว้ชีวิตสุนัขอย่างเ้าเลยจริงๆ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เอ่อ.. ท่านได้โปรดฟังข้าก่อน เพราะเหลียงจิ่งเสียนซุ่มกำลังทหารเอาไว้เหมือนกับว่าเขารู้ล่วงหน้าอย่างไงอย่างงั้น อีกอย่างมีคนเห็นจอมยุทธไป๋ปรากฏตัวที่นั่นด้วยขอรับ”
สตรีลึกลับ : “ จอมยุทธไป๋อีกแล้วเหรอข้าคิดว่าเ้ากำจัดมันไปแล้วซะอีก นี่จะรอให้มันมาฆ่าเ้าก่อนรึยังไง ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ คือคนคนนี้เคลื่อนไหวไปมาไร้ร่องรอย ที่สำคัญไม่มีใครรู้ว่าเป็ชายหรือหญิงการสืบหาเลยยิ่งยาก คนของเราสืบหาจนทั่วแล้ว แต่ไม่มีเบาะแสเลยขอรับ ”
สตรีลึกลับ : “ หึ! ช่างเถอะถือว่าเหลียงจิ่งเสียนฉลาดรอบคอบ ไว้ข้าจะส่งคำเตือนไปถึงมันทีหลัง แล้วเื่นั้นล่ะว่ายังไง?”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ยังไม่พบเช่นกันขอรับ ได้ข่าวว่าเขาได้รับาเ็จากลูกธนูน่าจะเป็ฝีมือของจอมยุทธไป๋ คิดว่าตอนนี้คงกำลังกบดานเพื่อรักษาตัวอยู่ขอรับส่วนเื่จอมยุทธคนนั้น ข้าน้อยมีแผน ”
สตรีลึกลับ : “ ดี! นับว่าเ้ายังมีประโยชน์อยู่จัดการมันซะ อย่าให้ข้าได้ยินชื่อนี้อีก อีกอย่างตามหาปีศาจดำให้เจอแล้วรีบพามาพบข้า ส่วนคนคนนั้น ไว้เป็รายสุดท้ายหลังจากที่ข้ายึดหนานจิ้งได้แล้วข้าจะใช้หอกดาบทุกเล่มที่มีบุกขยี้แดนเหนือให้ราบ รอก่อนเถิด.. เฉินเสวี่ยหยาง ”
สตรีผู้นี้ยังไม่ล้มเลิกความคิดอันชั่วร้าย ทว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่นางพลาดไปและสิ่งนั้นอาจนำหายนะมาสู่นาง
ฝูตง
..ตึกๆ ๆ.. ซุนเย่เดินตรงมายังเรือนพักของบิดาเขาดูร้อนใจกับข่าวที่ได้รับโดยมีหลัวชิวหยี่เดินตามมาติด ๆ อีกทั้งคนสนิทอย่างติงเชาพร้อมด้วยสาวรับใช้เดินรั้งท้ายคนทั้งสองเมื่อมาถึงเรือนพักของเ้าเมืองซุน พวกเขาก็รีบปรี่เข้าไปในห้องและตรงไปยังเตียงนอนซึ่งมีซุนเหว่ยนอนซมอยู่บนฟูกชายผู้มีผมสีขาวก่อนวัยชราจนดูเหมือนกับว่าเขาซูบโทรมเพราะอาการป่วย เขานอนหายใจด้วยร่างกายที่อ่อนแรงและข้างๆ มีท่านหมอคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ซุนเย่ : “ ท่านพ่อ! ท่านพ่อข้ามาแล้วขอรับ ”
หลัวชิวหยี่ : “ ชิวหยี่คารวะท่านพ่อ ”
ซุนเหว่ย : “ เย่เอ๋อ ชิวหยี่ พวกเ้ามาแล้วเรอะ? ”
เสียงแหบแห้งบนใบหน้าอันซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงแม้พยุงร่างกายให้ลุกขึ้นช่างฟังดูเหมือนฝืนลมหายใจที่คล้ายจะโรยราลงไปทุกที
ซุนเย่ : “ ท่านพ่อ ท่านเป็อย่างไรบ้าง? ”
ซุนเหว่ย : “ เย่เอ๋อ พ่อไม่เป็ไรหรอก เกิดแก่เจ็บตายเป็เื่ธรรมดาช้าเร็วยังไงมันก็ต้องมาถึง ”
ซุนเย่ : “ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นเล่าขอรับ ท่านพ่อยังต้องอยู่กับข้าและหยีเอ๋อไปอีกนานพวกเราจะมีเ้าซุนน้อยให้ท่านสักหลายคน ถึงตอนนั้น ท่านต้องช่วยข้าอบรมสั่งสอนพวกเขาด้วยเพราะข้าคงต้องยุ่งมากแน่ ๆ ”
หลัวชิวหยี่ : “ ข้าเฝ้าวิงวอนต่อองค์เทพบน์ โปรดคุ้มครองฝูตงให้สงบสุขร่มเย็นและให้ท่านพ่อหายดีในเร็ววัน บัดนี้ท่านพ่อได้สติขึ้นมานับว่า์เมตตารับฟังคำขอของข้าแล้ว”
ซุนเหว่ย : “ ดีจริง ชิวหยี่กตัญญูนัก เป็โชคดีของเ้าที่มีภรรยาที่ดีเช่นนี้ข้า.. มีเื่สำคัญที่ต้องพูดกับพวกเ้า ”
ซุนเหว่ยได้สติขึ้นมาแต่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะลุกขึ้นจากเตียงเขาได้ให้คนสนิทตามบุตรชายและสะใภ้เข้ามาพบถึงเรือนพักคล้ายอยากสั่งเสียอะไรบางอย่างดูเหมือนเขาจะรู้ดีว่าคงมีเวลาเหลืออีกไม่มาก ซุนเย่จับมือบิดาไว้ก่อนที่ผู้เป็หมอและติงเชารวมทั้งสาวรับใช้จะเดินออกไปจากห้อง
ซุนเย่ : “ ท่านพ่อ ท่านอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยขอรับ ”
ซุนเหว่ย : “ นี่เป็เื่สำคัญหากไม่พูดตอนนี้เกรงว่าอาจไม่ได้พูดอีก เย่เอ๋อ อนาคตข้างหน้า ฝูตงต้องฝากไว้มือเ้าความสงบสุขของแผ่นดินคือลมหายใจของเ้า เ้ารับปากพ่อเื่นึงได้หรือไม่? ”
ซุนเย่ : “ ท่านพ่อ เื่อะไรหรือขอรับ? ”
ซุนเหว่ย : “ หากวันข้างหน้าเ้าเห็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรอันจะนำพาหายนะมาสู่ผู้คน ถึงวันนั้น เ้าต้องสัญญาว่าจะปกป้องความสงบสุขของราษฎรนี้ไว้จนกว่าลมหายใจสุดท้ายของเ้าไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ใครที่หันปลายกระบี่ชี้มาเ้า เ้าก็ไม่ลังเลที่จะดับลมหายใจของมันผู้นั้น..อะแฮก ๆ ๆ.. ”
ซุนเย่ : “ ท่านพ่อ ”
หลัวชิวหยี่ : “ ท่านพ่อ ”
ซุนเย่ : “ นี่มันเื่อะไรหรือขอรับ? ”
หลัวชิวหยี่ : “ นั่นสิเ้าคะ ”
ซุนเหว่ย : “ ..แฮก ๆ.. รับปากสิสาบานต่อบรรพชนว่าจะทุ่มเทอย่างสุดกำลัง เพื่อรักษาความสงบสุขนี้ไว้สืบไป ”
ซุนเย่ : “ ขอรับ ข้ารับปากขอรับท่านพ่อ ”
ซุนเหว่ย : “ ชิวหยี่ ”
หลัวชิวหยี่ : “ เ้าค่ะ ข้าก็ยินดีช่วยเ้าเมืองน้อยปกป้องผืนแผ่นดินนี้จะไม่ยอมให้ใครหรือหอกดาบที่ไหนมาทำร้ายสามีและคนที่นี่เป็อันขาด ”
ซุนเหว่ย : “ ดี.. ช่างดีจริง เช่นนี้ ข้าก็วางใจได้แล้ว ”
ซุนเย่ : “ ฮะ! ท่านพ่อ ท่านหมอ!ท่านหมอ! ”
เ้าเมืองซุนหมดสติไปโดยฝากคำพูดไว้ให้กับซุนเย่และหลัวชิวหยี่เ้าเมืองน้อยะโเรียกหมอเข้ามาตรวจอาการของบิดา และหลังจากที่ตรวจดูได้ไม่นานชายชราในชุดขาวก็หันมาส่ายหน้าตอบ ดูเหมือนว่าเ้าเมืองซุนจะเหลือเวลาบนโลกนี้อีกไม่มากทำให้ซุนเย่มีสีหน้าห่อเหี่ยวสิ้นหวังจนทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ หลัวชิวหยี่ซึ่งสงสารสามีอย่างจับใจจึงเดินไปกอดเขาไว้เพื่อปลอบโยน
หนานจิ้ง
..ปึ้ก!..
“ บังอาจที่สุด ”
เสียงเ้าเมืองหลินใช้มือทุบโต๊ะพลางอุทานด้วยโทสะ หลังจากที่เรียกประชุมเหล่าผู้นำแห่งหนานจิ้งทั้งเหลียงจิ่งเสียน หม่าจิ่นเทา ซ่งเผิงจิ่นและหลี่ซู่เหลย รวมทั้งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างองค์ชายหลินจื่อหรานและเ้าเมืองน้อยเฉินล้วนมารวมตัวกันที่นี่พวกเขามาเพื่อหารือเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้น
หลินหงชุน : “ กล้าดียังไงบุกสังหารถึงที่ ช่างบังอาจนัก ”
หม่าจิ่นเทา : “ เห็นชัดว่า้าปองร้ายคนสำคัญหากทำสำเร็จละก็ หนานจิ้งจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถึงครานั้นจะต้องโกลาหลแน่ ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ โชคยังดีที่แม่ทัพเหลียงคิดอ่านรอบคอบแอบวางกำลังเอาไว้ป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น ครั้งนี้ถึงรอดพ้นมาได้ ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ หามิได้ คนที่คุ้มกันพวกท่านคือองครักษ์ของเ้าเมืองน้อยเฉินอีกอย่างข้าเพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น ความดีความชอบครั้งนี้ข้าคงมิอาจรับไว้ ที่เราเตรียมรับมือได้ทันท่วงทีก็เพราะมีผู้ส่งข่าวมาให้ก่อนงานจะเริ่ม”
หลินหงชุน : “ จริงสิ คนผู้นั้นเป็ใครกัน? ท่านให้เขามาพบข้าหน่อยได้หรือไม่?ข้าอยากตอบแทนเขา หากไม่ได้เขาละก็.. ไม่รู้ว่าหนานจิ้งจะต้องนองเือีกกี่มากน้อย”
เหลียงจิ่งเสียน : “ เรียนท่านเ้าเมืองเกรงว่าจะมิได้ ”
หลินหงชุน : “ เพราะอันใดกัน? ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ เพื่อคอยสืบข่าวตัวตนของเขาจึงต้องเป็ความลับ หากเขา้าเผยตัว เขาย่อมยินดีมาพบท่านเองอีกอย่าง สิ่งตอบแทนข้าคิดว่าเขาคนนี้คงไม่้าหรอกขอรับ ”
เหลียงจิ่งเสียนพูดพลางปรายตามองไปยังเ้าเมืองน้อยเฉินขณะที่เฉินเสวี่ยหยางนั่งจิบชาอย่างสุขุมโดยไม่มีท่าทีใด ๆ เรียกได้ว่าคุณงามความดีครั้งนี้เหลียงจิ่งเสียนมีส่วนได้อย่างมิอาจปฏิเสธจนกลายเป็หนี้น้ำใจไปเรียบร้อยแล้ว
หลินหงชุน : “ อื้ม.. อย่างนั้นก็ช่างเถอะ จื่อหราน ”
หลินจื่อหราน : “ ขอรับท่านพ่อ ”
หลินหงชุน : “ เ้าก็ไปพักผ่อนได้แล้วเพิ่งผ่านเื่ร้ายมาหยก ๆ ”
หลินจื่อหราน : “ ขอรับ ”
หลินจื่อหรานดีใจที่บิดาแสดงความห่วงใยตน นี่เป็ครั้งแรกที่เขาไม่ถูกเมินเฉยเหมือนที่ผ่านมาองค์ชายลุกเดินออกไปจากที่ชุมนุมด้วยสีหน้าเบิกบาน ทางด้านเ้าเมืองหลินก็ไม่รีรอที่จะหันไปกล่าววาจากับเฉินเสวี่ยหยาง
หลินหงชุน : “ เ้าเมืองน้อยเฉิน ท่านคือคนที่ข้าจะไม่พูดคำนี้ไม่ได้ต้องขอบคุณท่านจริง ๆ ที่เสี่ยงชีวิตช่วยหนิงเอ๋อไว้ ข้าติดค้างแม่ของนางไว้มากมายนักหากเกิดอะไรขึ้นกับนาง ก็ไม่รู้ว่าตายไปข้าจะมีหน้าอะไรไปพบกับคนคนนั้นได้อีก ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้าเมืองหลินไม่ต้องคิดมากถึงไม่มีเื่นี้ ข้าก็ไม่ยอมให้มีเื่ใดเกิดขึ้นกับนาง ”
ประโยคที่ตอบกลับมาหลังจากนิ่งเงียบมาโดยตลอด ทำให้เ้าเมืองหลินมองดูว่าที่เขยด้วยความปลาบปลื้มแม้ว่าเหตุการณ์ในยามนั้นจะชุลมุนและยุ่งเหยิง แต่เขาก็เห็นเ้าเมืองน้อยเฉินปกป้องบุตรสาวของตนไว้ด้วยชีวิตหลินหงชุนยิ่งมั่นใจว่านี่คงเป็ของขวัญที่เหอเพ่ยอวี้มอบไว้ให้กับบุตรสาว และคงเป็ความวางใจที่นางได้มอบไว้ให้กับตน
หลินหงชุน : “ อาหยวน ”
จางหยวน : “ ขอรับ ”
หลินหงชุน : “ เตรียมโฉนดที่ดินหนึ่งแปลงพร้อมเงินอีกหนึ่งร้อยตำลึงส่งไปเรือนรับรองของเ้าเมืองน้อยเฉินและอีกหนึ่งร้อยตำลึงให้กับแม่ทัพเหลียง ”
จางหยวน : “ ขอรับนายท่าน ”
หลินหงชุน : “ สั่งการออกไป หากพบคนน่าสงสัยให้กุมตัวมาสอบสวนให้หมดส่วนพวกที่ไม่รู้ที่มาที่ไปให้จับไปขังเอาไว้ ไม่มีข้อยกเว้น ”
จางหยวน : “ รับทราบ ”
คำสั่งเด็ดขาดของเ้าเมืองหลินทำให้จางหยวนต้องออกไปดำเนินการในทันทีโดยที่หลี่ซู่เหลยดูมีแววตาเลื่อมใสต่อเ้าเมืองน้อยเฉินเป็อย่างมาก เขารู้ว่านี่คือฝีมือของเฉินเสวี่ยหยางซึ่งก่อนนี้ เขารู้แค่เพียงว่าคนของเยียนเป่ยช่วยชีวิตเขาและครอบครัวเอาไว้ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าชายสวมผ้าคลุมผู้นี้จะมีมันสมองที่ฉลาดล้ำลึกยิ่งนัก
ณศาลาริมน้ำข้างเรือนพักของหลินเพ่ยหนิง องค์หญิงกำลังนั่งอ่านตำราโดยมีลั่วชีชีคอยดูแลอยู่ด้านข้างหลังจากที่อ่านไปได้สักพักกลับมีภาพของเฉินเสวี่ยหยางปรากฏขึ้นมาในหัว ณ เวลานั้น แม้ว่ามืออันเรียวบางจะถือตำราไว้อย่างมาดมั่นแต่ว่าดวงตากลมสวยของนางนั้นเหม่อมองไปที่อื่น ..“ เขาไม่มีาแจริง ๆ ด้วย ช่างดีจริง ”.. ระหว่างที่นางเผลอคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงลั่วชีชีเอ่ยขึ้นมาว่ามีคนมาขอพบนาง
ลั่วชีชี : “ องค์หญิง คุณชายหม่ามาขอพบเ้าค่ะ ”
นางวางม้วนตำราลงบนโต๊ะโดยที่หม่าเสียนเย่เดินมาพร้อมกับเสียงพูดของสาวรับใช้
หม่าเสียนเย่ : “ องค์หญิง ดีจริงที่ปลอดภัย ข้านี่แย่จริง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ด้วยในตอนนั้น”
หลินเพ่ยหนิง : “ พี่เสียนเย่ ที่นี่ไม่มีคนอื่นท่านพูดคุยตามปกติเถิด ” (ภาษามือ)
หม่าเสียนเย่ : “ นั่นสิ ขออภัย ข้าลืมตัวไปหน่อย ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ข้าไม่เป็อะไร อาการป่วยก็หายดีแล้วต้องขอบคุณยาของท่าน ” (ภาษามือ)
หม่าเสียนเย่ : “ ยา แค่ช่วยได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรักษาสุขภาพให้ดีที่ข้ามาที่นี่เพราะว่ามีธุระ เพ่ยหนิงคือข้า.. ”
หม่าเสียนเย่ไม่ทันได้พูดธุระของตนก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาขัดจังหวะเ้าเมืองน้อยเฉินเดินมาหาหลินเพ่ยหนิง และตามมาด้วยสององครักษ์ซึ่งติดตามมาด้านหลังทำให้คุณชายหม่าต้องหยุดคำพูดและหันมาก้มศีรษะทักทายเ้าเมืองน้อยเฉิน แน่นอนว่าเฉินเสวี่ยหยางไม่ปล่อยโอกาสให้หม่าเสียนเย่ได้เข้าใกล้หลินเพ่ยหนิงเมื่อเห็นว่าหม่าเสียนเย่คารวะตน เฉินเสวี่ยหยางก็ได้เดินเข้าไปใกล้หลินเพ่ยหนิงและเอ่ยปากพูดตามน้ำ
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คุณชายหม่าตามสบาย เมื่อครู่เพ่ยหนิงได้บอกแล้วว่าที่นี่ไม่มีคนอื่น ”
คำเดียวกันที่ออกจากคนละคนกลับทำให้ความหมายนั้นเปลี่ยนไป เหมือนว่าเฉินเสวี่ยหยาง้าสื่อเป็นัยว่าเขาไม่ใช่คนอื่นสำหรับหลินเพ่ยหนิง หากเทียบกันแล้วกลับเป็ผู้ฟังอย่างหม่าเสี่ยนเย่ต่างหากที่คล้ายจะเป็คนอื่นหม่าเสียนเย่กดความไม่พอใจไว้ในส่วนลึกและเอ่ยปากพูดธุระของตน
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านเ้าเมืองให้ข้ามาตรวจดูอาการของชายารอง ข้าเลยมาชวนเพ่ยเอ่อ! องค์หญิง ไปเยี่ยมนางด้วยกัน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าว่าจะไปอยู่พอดี ไปด้วยกันเลยสิ ”
เฟยฉี : “ ชนะแล้วหนึ่ง ”
เฟยฉีแอบซุบซิบกับผู้เป็พี่ตามนิสัย ส่วนเฉินเสวี่ยหยางพูดพลางสบตากับหลินเพ่ยหนิงจนหม่าเสียนเย่รู้สึกอึดอัดแต่ถึงกระนั้นเขาก็มิอาจพูดอะไรและทำได้เพียงเดินตามคนทั้งสองไปอย่างเสียไม่ได้เท่านั้นเมื่อพวกเขาเดินออกจากศาลาริมน้ำได้ไม่นาน หม่าซูซินก็โผล่เข้ามาสมทบพร้อมด้วยเหลียงเสี่ยวเหยา
หม่าซูซิน : “ เพ่ยเพ่ย ”
นางะโเสียงดังมาแต่ไกลเพื่อเรียกหลินเพ่ยหนิง
หม่าเสียนเย่ : “ ซูซิน เป็สตรีเหตุใดไม่สำรวม ”
หม่าซูซิน : “ แฮ่.. ขออภัย ข้ามัวแต่เป็ห่วงเพ่ยเพ่ยน่ะไหน.. ให้ข้าดูหน่อย ท่านไม่ได้าเ็ใช่หรือไม่ มีาแตรงไหนไหม? ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ซูซิน ข้าไม่เป็อะไร ”(ภาษามือ)
ลั่วชีชี : “ ต้องขอบคุณเ้าเมืองน้อยเฉินเ้าค่ะ ”
หม่าซูซิน : “ อ้อ! คารวะเ้าเมืองน้อยเฉินโล่งอกไปที ท่านนี่เก่งสุดยอดจริง ๆ นับถือ ๆ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ มิได้ ข้าแค่โชคดีเท่านั้น ”
หม่าซูซิน : “ ท่านไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอกน่า ว่าที่สวามีขององค์หญิงรองต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วเมื่อคืนข้ามัวแต่อัดเ้าพวกนั้น พอรู้ตัวอีกทีเพ่ยเพ่ยก็หายไปแล้ว ทีแรกข้านี่ใจหายใจคว่ำหมดคิดว่าใครลักพาตัวนางไปเสียอีก แต่เสี่ยวเหยาบอกว่าองครักษ์ของเ้าเมืองน้อยพานางกลับไปที่เรือนข้าเลยเบาใจไปได้น่ะ ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เสี่ยวเหยาคารวะเ้าเมืองน้อยเฉิน ”
เฉินเสวี่ยหยางก้มศีรษะรับการคารวะจากเหลียงเสี่ยวเหยาและดูเหมือนว่าหม่าซูซินจะเอ่ยชมเ้าเมืองน้อยเฉินจนลืมไปว่าตรงนี้ยังมีคนอีกผู้หนึ่งที่กำลังถูกมองข้ามซึ่งก็คือคุณชายหม่า
หลินเพ่ยหนิง : “ พวกเรากำลังไปเยี่ยมแม่เล็ก พวกเ้าไปด้วยกันสิ” (ภาษามือ)
หม่าซูซิน : “ พอดีเลย ไหน ๆท่านลุงกับแม่ทัพเหลียงก็หารือกับท่านเ้าเมืองอยู่ เสี่ยวเหยาเราไปด้วยกันเถอะ ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ อื้ม ไปสิ ”
จากที่หม่าเสียนเย่ตั้งใจมาชวนหลินเพ่ยหนิงไปเพียงลำพังกลายเป็ว่าคนทั้งกลุ่มพากันยกโขยงไปยังเรือนหลักเพื่อเยี่ยมเยียนชายารอง คุณชายหม่าดูมีท่าทางขัดใจอยู่ไม่น้อยจนหม่าซูซินที่สังเกตเห็นญาติผู้พี่มองตามองค์หญิงกับเฉินเสวี่ยหยางเดินเคียงคู่ไปด้วยกันนางถึงกับตบไหล่พี่ชายด้วยความเห็นใจ ..ปึก ๆ ๆ..
ทางด้านของหมู่บ้านหัวหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงเดินเที่ยวชมหมู่บ้านแห่งนี้พลางแอบสังเกตดูพฤติกรรมของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ทว่าคนเ่าั้ไม่มีท่าทีพิรุธและไม่แตกต่างจากคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายนอกเสียจากคนที่คอยสะกดรอยตามเขาทั้งสอง
หวงจิ้งเอิน : “ เห้อ.. ฉงฉง อย่างนี้คงไม่ได้อะไรแน่เรากลับกันก่อนเถอะ ”
อู๋ฉงฉง : “ ดีเหมือนกัน ข้าชักจะหิวแล้วด้วย ”
หวงจิ้งเอิน : “ หิวอีกแล้วหรอ? ”
อู๋ฉงฉง : “ แฮ่.. ใช่ ”
ทั้งสองยืนคุยกันอยู่ไม่นานก็เดินกลับมาที่บ้านพักอู๋ฉงฉงนั่งกินผลไม้ที่วางอยู่ในจานขณะที่หวงจิ้งเอินเดินวนไปมาอยู่ในห้องหนังสือจนคุณหนูอู๋เอ่ยทัก
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง นี่เ้าจะเดินวนไปถึงไหนข้าชักจะเวียนหัวแล้วนะ ”
หวงจิ้งเอินไม่ได้ตอบอะไรแต่ยังคงเดินไปวนมาอยู่หลายรอบและไปหยุดอยู่ที่โต๊ะอ่านตำราเขาเผลอเท้าแขนไปเบียดแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะจนมันขยับเขยื้อน ..ครืด!..
อู๋ฉงฉง : " นั่นอะไร? "
เสียงกลไกทำงานและชั้นหนังสือก็ถูกเลื่อนออกจนมองเห็นทางเดินลับพวกเขาหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจแล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในนั้น ครั้นก้าวเข้าไปด้านในสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือบันไดสูงสิบขั้นโดยมีคบไฟเสียบอยู่ด้านข้างหวงจิ้งเอินจึงถือมันไปด้วยพวกเขาจุดคบไฟแล้วก้าวลงบันไดไปทีละขั้นจนมาถึงขั้นสุดท้าย ชั้นหนังสือก็เลื่อนกลับไปที่เดิม..ครืด!.. เมื่อมองลึกเข้าไปเป็ทางเดินแคบ ๆ เหมือนกับผิวผนังถ้ำที่ทั้งมืดและเย็นภายในเงียบสงัดไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงฝีเท้าของคนสองคน
อู๋ฉงฉง : “ ที่นี่มันที่ไหน? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ข้าก็ไม่รู้ ไปต่อเถอะ ”
พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนมาพบกับทางแยกซ้ายขวาเมื่อไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหน หวงจิ้งเอินจึงได้ตัดสินใจตามสัญชาตญาณ
อู๋ฉงฉง : “ ไปทางไหนล่ะทีนี้ ”
หวงจิ้งเอิน : “ ขวาละกัน ”
อู๋ฉงฉง : “ เหตุใดต้องขวา? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ขวาร้ายซ้ายดี ไหน ๆ เราก็มาแล้วข้าขอเจอเื่ร้ายก่อนดีกว่า ”
อู๋ฉงฉง : “ เอางั้นหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ อื้ม ”
อู๋ฉงฉงมีท่าทางลังเลใจหวงจิ้งเอินจึงจับมือของนางเดินเลี้ยวไปทางขวา พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามทางจนมาพบกับสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็โถงกว้างเมื่อมองเข้าไปก็เห็นหีบขนาดใหญ่คล้ายหีบสมบัติตั้งอยู่กลางโถง บนหีบเต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุมห้อยระโยงระยางและในตอนนั้นเอง
อู๋ฉงฉง : “ ว้าย! ”
อู๋ฉงฉงร้องลั่นด้วยความใเมื่อเท้าของนางไปัับางอย่างเข้าสิ่งนั้นก็คือซากกระดูกคนตายที่อยู่ในสภาพนั่งพิงกับผนัง
หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง ใจเย็น ๆ ไม่มีอะไรหรอก ”
นางเกาะแขนหวงจิ้งเอินจนแน่นพลางหลับตาปี๋ด้วยความหวาดระแวงเมื่อได้ยินดังนั้นนางก็ค่อย ๆ เปิดตาขึ้นมาดู
อู๋ฉงฉง : “ โธ่! ใหมด ”
หวงจิ้งเอิน : “ ศพอยู่ในสภาพสมบูรณ์ คงจะตายได้ไม่นานอย่างน้อยก็ห้าถึงสิบปีได้ ”
พวกเขาเล็งความสนใจไปที่หีบไม้ใบนั้นแม้มันจะอยู่ในสภาพเก่าจนฝุ่นจับแต่ทว่ากลับลงกุญแจอย่างแ่า หวงจิ้งเอินเอื้อมมือไปหยิบปิ่นปักผมของอู๋ฉงฉงมาสะเดาะกุญแจจนหลุดออกได้ในที่สุด
อู๋ฉงฉง : “ ทำเื่พวกนี้ได้ด้วยหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ก็ได้จากท่านพี่เฉินของเ้านั่นแหละ ”
อู๋ฉงฉง : “ ออ ”
หวงจิ้งเอินไม่รีรอที่จะเปิดหีบใบนั้นและสิ่งที่อยู่ด้านในกลับไม่ใช่เงินทองของมีค่ามันเป็เพียงห่อผ้าเก่า ๆ ที่ห่อหุ้มบางสิ่งบางอย่างไว้ เมื่อเขาคลี่ออกดูก็พบว่าด้านในคือม้วนบันทึกม้วนหนึ่ง
อู๋ฉงฉง : “ นั่นอะไร? มันเขียนว่าอะไรหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ เป็เื่แล้ว ”
แผ่นไม้ที่ถูกนำมาร้อยเรียงกันด้วยเชือกและถูกขีดเขียนด้วยน้ำหมึกดำผ่านปลายพู่กันในใจความที่ว่า
หวงจิ้งเอิน : “ ชิงเฟิง ”
ติดตามตอนต่อไป