เอี้ยเสวียนที่กำลังซ่อมแซมอักขระบนกำแพงเมืองชั้นนอกท่ามกลางแสงแดดยามสาย หยดเหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามขมับ แต่เขาไม่สนใจมือยังคงใช้พู่กันจารึกอักขระทำการแก้ไขและซ่อมแซมอักขระลงไปบนกำแพงเมืองอย่างมั่นคง
"เรียบร้อย"เอี้ยเสวียนพึมพำ พลางสะบัดข้อมือลูบรอยซ่อมที่เพิ่งเสร็จความพึงพอใจฉายชัดบนใบหน้า
สายลมอ่อนพัดผ่านนำความเย็นมาปัดเป่าผิวกาย แม้แดดจะแผดเผา แต่เขากลับรู้สึกสดชื่นการได้ทำงานที่มีประโยชน์ต่อด่านซีเหมินทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดของท่านแม่ทัพลู่เส้าเทียน ว่าด่านซีเหมินเป็เกราะกำบังสุดท้ายของราชอาณาจักรเขาก็รู้สึกว่างานซ่อมแซมอักขระเหมาะกับตนเองมากนอกจากเป็งานที่สำคัญแล้วยังช่วยให้ตนเองได้ฝึกปรือฝีมือด้านต่างๆด้วย
ทันใดนั้นเสียงระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้นก้องทั่วทั้งด่าน
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงะโโกลาหลของทหารดังมาจากหอคอย "ศัตรูบุก! ทุกคนเตรียมพร้อม!"
เอี้ยเสวียนชะงักมือหันขวับไปทางต้นเสียง ใจเต้นระรัว เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่การซ้อมระฆังชนิดนี้จะดังขึ้นเฉพาะเมื่อมีภัยคุกคามจริงๆ เท่านั้น
"อสูร!อสูรโจมตี!" เสียงะโดังมาจากยามบนหอคอย
เอี้ยเสวียนะโขึ้นไปยืนบนกำแพงเมืองก่อนที่จะหันไปดูสภาพด้านล่างเสียงฝีเท้าและเสียงร้องโหวกเหวกดังขึ้นจากนอกด่าน กลุ่มชาวบ้านที่ออกไปทำงานนอกเมืองกำลังวิ่งหนีตายกลับเข้ามาในด่านบางคนล้มลุกคลุกคลาน เด็กเล็กถูกอุ้มแนบอก ผู้หญิงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวใบหน้าของพวกเขาซีดเผือด ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
"เปิดประตู!เปิดประตูเร็ว!" เสียงร้องของชาวบ้านดังขึ้น
เอี้ยเสวียนรีบปีนขึ้นไปบนแนวกำแพงมองเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจน ร่างชาวบ้านบางคนล้มลงกลางทุ่ง เืไหลนองพื้นขณะที่อีกกลุ่มราว 20-30 คนยังคงวิ่งหนีสุดชีวิต
ด้านหลังพวกเขาคือฝูงอสูรรูปร่างประหลาดหลายสิบตน กำลังไล่ล่าอย่างดุร้ายความเร็วของอสูรเหนือกว่าชาวบ้านมากนัก ดูจากระยะแล้ว ชาวบ้านคงหนีไม่รอด
อสูรตัวที่ใหญ่ที่สุดมีรูปร่างคล้ายหมาป่าผสมกับัลำตัวสีดำสนิทประดับด้วยเกล็ดแข็งแรง กรงเล็บแหลมคมราวกับกรรไกรตัดเหล็กเขี้ยวยาวโค้งเป็ประกาย น้ำลายสีเขียวหยดลงพื้นหญ้าที่โดนน้ำลายเ่าั้เหี่ยวแห้งทันที อสูรตัวรองมีสองหัวตาเป็ประกายสีแดงก่ำ ร่างกายเพรียวบางแต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ขยับไหวใต้ิัสีเทาอมเขียว
รอบๆ มีอสูรขนาดเล็กกว่าอีกนับสิบตัวบางตัวมีปีกบางๆ คล้ายค้างคาว บางตัวมีเงาสีดำลอยอยู่รอบตัวแต่ทุกตัวมีความโเี้เหมือนกันหมด ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเื
"ช่วยด้วย!"เสียงร้องของชาวบ้านผู้หญิงดังลั่น ขณะที่เธอล้มลงกับพื้นลูกน้อยในอ้อมแขนร้องไห้จ้า อสูรขนาดเล็กสองตัวพุ่งเข้าใส่เธออย่างรวดเร็ว
เสียงแตรดังขึ้นทหารในเมืองรีบเปิดประตูเล็ก พุ่งออกไปช่วยเหลือ พวกเขาฝ่าดงอสูรเข้าไป ช่วยกันประคองชาวบ้านกลับเข้ามาทีละคนท่ามกลางเสียงร้องขอความช่วยเหลือและเสียงคำรามของอสูร
"เร็วเข้า!ทางนี้!" ทหารนายหนึ่งะโ พลางโบกมือเรียกชาวบ้าน
แต่ดูเหมือนทหารจะไม่เพียงพอชาวบ้านกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุ่งนา บางคนหนีไปคนละทิศละทางบางคนซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า บางคนปีนขึ้นต้นไม้ด้วยความกลัว
เอี้ยเสวียนกัดฟันแน่นตัดสินใจโดดลงจากกำแพง วิ่งเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ลังเล เขาเข้าไปขวางระหว่างฝูงอสูรและกลุ่มทหารที่กำลังช่วยชาวบ้านอยู่ก่อนที่จะหันไปะโบอกทหารว่า “ข้าจะช่วยขวางไว้ชั่วคราวพวกท่านรีบพาชาวบ้านกลับไปที่ด่าน”
นายทหารที่วิ่งเข้ามาช่วยหันกลับมามองแวบเดียวก่อนที่จะะโบอกพวกพ้องว่า”วิ่ง วิ่งให้เร็วมี่สุด” ก่อนที่จะหันมามอง
เอี้ยเสวียนพร้อมทั้งบอกว่า“ระวังตัวด้วย”
เอี้ยเสวียนพยักหน้าพร้อมทั้งโคจรพลังในร่างกายอย่างเต็มที่เมื่อเอี้ยเสวียนโคจรพลังทำให้ ก้อนพลังงานสีแดงฟ้าที่คลุมด้วยประกายสีทองในร่างกายหมุนวนอย่างรวดเร็วทำให้กลิ่นอายัเจียวเล็ดลอดออกมาชั่วขณะนั้นทำให้บรรดาฝูงสัตว์อสูรชะงักไปโดยสัญชาติญาณของสัตว์ที่มีต่อสัตว์อสูรระดับั
ทว่าในฝูงอสูรมีบางสิ่งบางอย่างเร่งเร้าให้พวกมันคลุ้มคลั่งขึ้นอีกครั้งอสูรตัวใหญ่คำรามกึกก้อง ก่อนจะนำฝูงพุ่งเข้าใส่
"โฮก..."เสียงคำรามต่ำทุ้มดังออกมาจากอสูรตัวใหญ่ มันสะบัดหัวอย่างแรงดวงตาสีแดงเพ่งมองมาที่เอี้ยเสวียน
เอี้ยเสวียนอาศัยสายตาอันเฉียบคมและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วหลบหลีกกรงเล็บและเขี้ยวของอสูรไปได้อย่างหวุดหวิด ในขณะเดียวกัน เขาอาศัยจังหวะที่บรรดาเหล่าอสูรชะงักไปทำการล้วงเข้าไปในเสื้อเพื่อหยิบอาวุธกลับพบว่าตนเองไม่ได้พกอาวุธอะไรออกมานอกจากยันต์กระดาษที่เค้าใช้คัดลอกอักขระบนอาวุธต่างๆที่เก็บไว้
“บัดซบ..ทั้งตัวมีแต่ยันต์กระดาษพวกนี้แต่ก็ยังดีถึงแม้คุณภาพจะแย่ไปหน่อยแต่เอาปริมาณเข้าว่าแล้วกัน”เอี้ยเสวียนสบถในใจ ก่อนที่จะใส่พลังปราณลงไปในยันต์
ยันต์แต่ละแผ่นเปล่งแสงวาบเกิดเงาอาวุธมากมายลอยออกมา ทั้งดาบม่อเตา ทวนร้อยชนะ และเงาอาวุธอื่น ๆ ลอยอยู่รอบตัวก่อนที่เอี้ยเสวียนจะชี้ไปที่กลุ่มอสูรภาพที่เงาอาวุธที่พุ่งจู่โจมเข้าไปยังฝูงอสุรดูยิ่งใหญ่อลังการมากทำให้แม้กระทั่งฝุงอสูรที่พุ่งเข้ามายังชะงักไปแต่เมื่อเงาของอาวุธที่เข้ามากระทบร่างของอสูรแต่ละตัวทำได้เพียงเหมือนมีลมพัดผ่านเท่านั้น เนื่องจากยันต์และหมึกที่เอี้ยเสวียนใช้ไม่ได้เป็สิ่งที่ใช้สำหรับการสร้างยันต์อักขระดังนั้นจึงไม่มีผลในการทำลายล้าง
เอี้ยเสวียนที่ทันทีที่ใช้ยันต์ทั้งหมดออกไปแล้วก็ไม่ได้ดูผลงานของตัวเองแต่หันหลังกลับแล้ววิ่งหน้าตั้งกลับไปที่กำแพงเมืองทันที
"เอี้ยเสวียน!ระวัง!" เสียงะโจากทหารที่ใกล้ที่สุด
เอี้ยเสวียนะโหลบแต่ขาเขาถูกอสูรอีกตัวตะปบไว้ เขาร้องลั่นด้วยความเ็ป แล้วกัดฟันโคจรพลังมาที่มือขวาทันใดนั้นเหมือนมีเงาไฟสีฟ้าแดงที่มีสีทองคลุมอยู่มือตวัดไปที่อสูรที่ตะปบบขาเค้าไว้ก่อนที่มือตวัดไปที่อสูรที่ตะปบขาเขาก่อนที่พลังงานสีฟ้าแดงประกายทองจะตัดมืออสูรตนนั้นขาดสะบั้นราวกับมีดร้อนผ่าเนยทันที่ที่หลุดจากการขัดขวางเอี้ยเสวียนรีบะโถอยหลังทันที
ด้านหลังเอี้ยเสวียน อสูรนับสิบตัวพุ่งเข้ามาเพื่อที่จะจัดการเอี้ยเสวียนที่ตอนนี้วิ่งไปหอบหายใจไป เมื่อมองไปที่กำแพงเมืองชาวบ้านเกือบทั้งหมดเข้าไปในด่านแล้วเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังวิ่งอยู่ ทหารกำลังช่วยพวกเขาเข้าไปในเมือง
เสียงทหาระโจากกำแพง"เอี้ยเสวียน! ชาวบ้านเข้าด่านหมดแล้ว รีบกลับมา!"
เอี้ยเสวียนถอยร่นกลับไปทางกำแพงเมืองขณะที่เขากำลังจะปีนขึ้นไป ด้านหลังพลันมีพลังปราณสีดำข้นรวมตัวกันเป็เงามือขนาดมหึมาไล่ตามหลังเขามาด้วยความเร็ว พร้อมเสียงคำรามกึกก้อง
"เ้าหนีไม่รอดหลอก..."เสียงทุ้มต่ำแทรกออกมาจากกลางวงพลังสีดำนั้น
เอี้ยเสวียนชะงักเพียงนิดนึงก่อนที่จะรีบวิ่งตอนนี้ระยะห่างระหว่างเค้ากับกำแพงเมืองเพียงไม่ถึงร้อยหลาแต่ในสายตาของเอี้ยเสวียนเหมือนห่างกันเป็พันลี้ด้วยสัญชาติญาณบอกเค้าว่าด้วยพลังของคนที่ส่งปราณออกมาได้อย่างน้อยต้องเป็ระดับปราณมนุษย์ซึ่งเค้าไม่สามารถต้านทานได้แน่นอน
ทันใดนั้น บนกำแพงเมือง เงาหมัดขนาดใหญ่สีแดงเพลิงพุ่งลงมาปะทะกับเงามือสีดำอย่างจังเปลวเพลิงแผ่ซ่านไปทั่วสนามรบ รองขุนพลฝ่ายขวาจางเสี่ยวหลิงยืนตระหง่านอยู่บนกำแพงดวงตาเปล่งประกาย
"เ้าหนู!ลงมือครั้งแรกก็เล่นใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ?" จางเสี่ยวหลิงะโลงมาน้ำเสียงปนขำ
เอี้ยเสวียนหอบหายใจ"ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันใหญ่ขนาดนี้หรอกขอรับ!"
จางเสี่ยวหลิงหัวเราะ "ดี!อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าลูกผู้ชาย!"ก่อนที่จะหันกลับไปะโไปยังพลังปราณสีดำที่อยู่ด้านหน้า
“โจวิซือไม่น่าเชื่อว่าเ้าจะตกต่ำไปกว่านี้ได้อีก ถึงขั้นลงมือกับผู้ฝึกปราณระดับกำเนิดปราณตัวเล็กๆ เ้ายังมียางอายอยู่หรือไม่?อ้อหรือว่ากลายเป็อสูรไปแล้วหน้าเลยไม่มียางแล้ว”
ท่ามกลางม่านหมอกปรากฎร่างในชุดดำที่มองไม่เห็นใบหน้าแค่นเสียงหัวเราะเ็า"จางเสี่ยวหลิง เ้าอย่าได้ใจไป พวกเ้าเพียงแต่อาศัยกำแพงแห่งการปกป้องช่วยเท่านั้นแน่จริงเ้าออกมาต่อสู้กับข้าข้างนอกสิ”
จางเสี่ยวหลิงเอานิ้วแคะหูแล้วหันมาถามเอี้ยเสวียนว่า “เมื่อกี้เ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่ทำไมข้ารู้สึกเหมือมีสุนัขมาเห่าอยู่ข้างๆหู”
เอี้ยเสวียนเมื่อได้ยินดังนั้นก็แอบหัวเราะในใจก่อนที่จะรับลูกมาพูดต่อว่า “ข้าน้อยไม่ได้ยินใครพูดอะไรเลยขอรับแต่ได้ยินเสียงสุนัขหลายตัวที่ไม่กล้าสู้คนเห่าเสียงดังเพื่อที่จะขู่ให้คนกลัวนะขอรับท่านรองรายพล”
จางเสี่ยวหลิงหัวเราะฮ่าฮ่าฮ่าก่อนที่จะตบไหล่เอี้ยเสวียน ด้วยความชอบใจ “อ้อถ้าแค่เสียงสุนัขอย่างงั้นพวกเราไปกันเถอะอย่าไปสนใจมันปล่อยให้มันเห่าไปเดี๋ยวมันเหนื่อยก็พยุดเอง” พลางนำเอี้ยเสวียนเดินลงจากกำแพงเมือง
โจวิซือ ที่อยู่ในเงามืดดูไม่ออกแต่ได้ยินเสียงเย็นรอดออกมาว่า “จางเสี่ยวหลิง อย่าให้เ้าตกอยู่ในมือของข้าข้าจะไม่ยอมให้เ้าตายดีแน่ๆ” ก่อนที่จะยกมือขึ้นช้าๆเงาดำที่แผ่ซ่านรอบกายเขาเริ่มขยายตัวออกไปเป็วงกว้าง อสูรเริ่มคลุ้มคลั่งมากขึ้นพวกมันพุ่งเข้าใส่ประตูด่านด้วยความบ้าคลั่ง ไม่สนใจแม้จะถูกทหารแทงด้วยหอกและธนู
"คุมกำลังให้แน่น!อย่าให้มันเข้ามาได้!" เสียงจางเสี่ยวหลิง ดังมาจากหอบัญชาการ
"ยิงธนู!"เสียงะโของนายทหารแต่ละนายดังขึ้น
ลูกธนูนับร้อยพุ่งออกจากกำแพงเมืองทะลุร่างของอสูรหลายตัว พวกมันล้มลงแต่ก็มีอีกหลายตัวที่ยังคงบุกเข้ามา
หอกและดาบแทงเข้าไปในร่างอสูรเืสีดำกระเซ็นท่วมพื้น แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่รู้สึกเ็ปยังคงมุ่งหน้าเข้ามา
"มันเพี้ยน!พวกมันบ้าไปแล้ว!" ทหารนายหนึ่งะโ ก่อนที่เขาจะถูกอสูรฝังเขี้ยวลงที่บ่าเืไหลทะลัก ร่างของเขาถูกลากเข้าไปในฝูงอสูร
เอี้ยเสวียนที่กลับไปบนกำแพงได้ใช้ความเร็วเขียนอักขระยันต์ออกมาโดยคราวนี้เป็หมึกและกระดาษยันต์ที่หน่วยอักขระจัดเตรียมไว้ เพียงพริบตาเดียวเอี้ยเสวียนเขียนยันต์ ออกมามากว่า 50 แผ่น ประกอบไปด้วย ยันต์อักขระะเิ และอักขระไฟ ก่อนที่จะวิ่งไปที่กำแพงเมือง พลางะโ “เอานี่ไปกินหน่อยเถอะ”พลางโยนยันต์อักขระลงไปในฝูงอสูร
ยันต์กระดาษเปล่งแสงสีแดงเพลิงก่อนจะะเิออกเป็ลูกไฟขนาดใหญ่ อสูรหลายตัวถูกเผาไหม้ ร้องคำรามด้วยความเ็ปขณะที่บางตัวะโลงไปในบ่อน้ำเพื่อดับไฟที่ลุกไหม้
จางเสี่ยวหลิงยิ้มกว้าง"เ้าหนูเก่งใช้ได้...ท่าทางที่พวกเหวินจิ้งจิวฮุยกล่าวถึงเ้าจะอุบไต๋ไม่บอกออกมาหมดแน่ๆ!"
เอี้ยเสวียนยกมือประสานไว้ด้านหน้าท่องคาถาเบาๆ ยันต์กระดาษอีกชุดหนึ่งลอยขึ้นจากตัวเขากลายเป็กำแพงเพลิงกั้นระหว่างฝูงอสูรกับประตูด่าน
แต่ชายชุดดำท่ามกลางหมอกดำไม่ยอมแพ้ง่ายๆเขาะโขึ้นสูง กำแพงเพลิงไม่อาจสกัดเขาได้ มือของเขายื่นออกมาพลังสีดำพุ่งตรงไปยังเอี้ยเสวียนอย่างรวดเร็ว
"บังอาจ!" จางเสี่ยวหลิงะโพลางชกออกไปหนึ่งหมัด ออกไป
พลังสีดำปะทะกับพลังของจางเสี่ยวหลิงอย่างจังชายชุดดำ โจวิซือกลายเป็ควันและถอยออกไป เห็นได้ว่าครั้งนี้เขาเสียเปรียบ
"มาชิมาลองดูกันว่าเ้าจะเอาชนะข้าได้หรือไม่!" จางเสี่ยวหลิงะโท้าทาย
โจวิซือแค่นหัวเราะเบาๆ "ฝากไว้ก่อนเถอะสักวันข้าจะถล่มด่านซีเหมินให้เป็หน้ากลอง”อีกไม่นาน... ทุกอย่างจะเป็ของข้า"
โจวิซือมองไปรอบๆเห็นทหารจำนวนมากเริ่มเรียงแถวบนกำแพง ธนูเล็งมาที่เขาสายตาของเขาเหลือบไปเห็นธงของกองทัพตะวันตกโบกสะบัดอยู่บนหอบัญชาการทำให้เขารู้สึกว่าวันนี้คงไม่สามารถได้อะไรจากการรบในครั้งนี้จึงหายไปทันทีที่เงาสีดำหายไป คลื่นของสัตว์อสูรที่อยู่นอกกำแพงเมืองก็ค่อยๆถอยไป
อสูรที่เหลืออยู่เริ่มถอยร่นบางตัววิ่งหนีกลับไปทางป่า บางตัวยังคงคลุ้มคลั่งพุ่งเข้าใส่กำแพงเมืองแต่ไม่มีการนำทัพอีกต่อไป
"ยิง!" นายทัพบนกำพงเมืองะโสั่ง
ธนูหลายร้อยดอกพุ่งออกจากกำแพงเมืองปักเข้าไปในร่างอสูรที่ยังหลงเหลืออยู่ พวกมันล้มลงทีละตัวจนกระทั่งไม่มีอสูรตัวใดเหลืออยู่ในรัศมีของด่านอีก
เอี้ยเสวียนทรุดลงกับพื้นหอบหายใจหนัก พลังปราณของเขาถูกใช้ไปมากในการสร้างเงาอาวุธและการใช้พลังจิตในการเขียนยันต์อักขระใน่ท้ายเหงื่อไหลโซมใบหน้า มือสั่นเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้า
จางเสี่ยวหลิงมองเอี้ยเสวียนตบบ่าเขาเบาๆ "เ้าทำได้ดีมาก" รองขุนพลกล่าว น้ำเสียงจริงใจ"หากไม่มีเ้าวันนี้ความสูญเสียของพวกเราคงมากกว่านี้ "
เอี้ยเสวียนยิ้มอ่อน"เป็หน้าที่ของข้าขอรับ" เขามองไปทางที่ชายชุดดำหายไป"ท่านรู้หรือไม่ว่าเขาเป็ใคร?"
จางเสี่ยวหลิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "โจวิซือ เมื่อก่อนเคยเป็ทหารของด่านซีเหมินต่อมาด้วยเื่บางประการจึงได้เข้าร่วมกับเผ่าอสูร กลายเป็ผู้ทรยศตุ่์”
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังเข้ามาใกล้แม่ทัพลู่เส้าเทียน ก้าวเข้ามาพร้อมกับทหารองครักษ์สี่นายใบหน้าของแม่ทัพมีรอยเคร่งเครียดเขามองดูสนามรบที่เต็มไปด้วยซากอสูรและเืสีดำที่กระจายอยู่ทั่ว
"สถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง?"แม่ทัพลู่เส้าเทียน ถาม เสียงทุ้มหนักแน่น
"อสูรถอยไปแล้วขอรับ"จางเสี่ยวหลิงรายงาน "แต่มีบางอย่างที่น่าเป็ห่วง... ครั้งนี้โจวิซือเป็ผู้ควบคุมฝูงอสูรเขามีพลังเพิ่มสูงมาก"
"ชายชุดดำนั่นใช่ไหม?"แม่ทัพลู่เส้าเทียน พยักหน้า "ข้าเห็นจากหอบัญชาการ ข้าเกรงว่าเข้าจะทำการบวงสรวงกระดูกเพิ่ม"
เอี้ยเสวียนกล่าวด้วยความสงสัย”การบวงสรวงกระดูก?”
แม่ทัพลู่เส้าเทียนมองหน้าเอี้ยเสวียนแล้วกล่าวว่า”การบวงสรวงกระดูกคือการที่มนุษย์ยอมรับเอาพลังของเผ่าอสูรมาเป็ของตนเองโดยการเปลี่ยนกระดูกของตนเองกับกระดูกอสูรในตอนนี้เท่าที่ข้ารู้ ระดับสูงสุดที่มีคือการบวงสรวง 8 กระดูกที่อาจจะเทียบได้กับการฝึกปราณขั้นมนุษย์”
แม่ทัพลู่ไม่ตอบคำถามนั้นทันทีเขาหันไปมองทหารที่กำลังเก็บร่างของผู้เสียชีวิตและช่วยเหลือผู้าเ็อยู่รอบๆสีหน้าของเขาเศร้าลง
"ความสูญเสียเป็อย่างไรบ้าง?"แม่ทัพถาม
"ชาวบ้านเสียชีวิตสิบสองคนาเ็อีกยี่สิบเจ็ดคน" ทหารนายหนึ่งรายงาน"ทหารของเราเสียชีวิตเจ็ดนาย าเ็สิบห้านาย ขอรับ"
แม่ทัพลู่เส้าเทียน ถอนหายใจ"ส่งทหารออกไปลาดตระเวนรอบด่าน ตรวจสอบว่ายังมีอสูรหลงเหลืออยู่หรือไม่สั่งให้ทุกคนอยู่ในเมือง ห้ามออกไปนอกกำแพงโดยไม่ได้รับอนุญาตั้แ่วันนี้ให้เพิ่มยามเป็สองเท่า"
ทหารทั้งหมดรับคำสั่งแล้วแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่เหลือเพียงแม่ทัพลู่เส้าเทียน จางเสี่ยวหลิงและเอี้ยเสวียนบนกำแพง
"เอี้ยเสวียน"แม่ทัพลู่เส้าเทียน เรียก น้ำเสียงเปลี่ยนไปเป็อ่อนโยนขึ้น"เ้าควรจะพักผ่อน ใช้พลังปราณและพลังจิตมากเกินไปไม่ดีต่อร่างกาย"
เอี้ยเสวียนที่ตอนแรกจะปฎิเสธก่อนที่จะน้อมกายลงกล่าว"ข้าน้อยรับคำสั่งท่านแม่ทัพ ข้าขอตัว..."