บทที่ 40 ช่วงนี้พี่ชายกลับบ้านเร็ว
ท่าทีที่ตั้งใจเรียน อีกทั้งท่าทีที่ตั้งใจสอนของคุณครูจำเป็นนั้น ทำให้สายตาที่ต้าเหวินโหร่วมองไปยังคนทั้งคู่นั้นเต็มไปด้วยความสุข ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวันพลันจางหายไป หลิวไป๋ฮวาไม่เพียงแค่ช่วยสอนหนังสือ แต่เธอกลับสอนต้าหนิงจินทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งทำอาหาร เย็บปักถักร้อย หรือแม้เเต่เรื่องงานบ้านงานเรือนก็ตามแต่จนต้าหนิงจินสามารถช่วยเหลืองานที่บ้านได้อย่างคล่องแคล่ว จนคนเป็นแม่เอ่ยปากชมไม่ขาดสาย พฤติกรรมจากที่ปกติเลิกเรียนมาก็มักจะไปเที่ยวเล่น แต่บัดนี้กลับเป็นการเรียนทำขนมจากหลิวไป๋ฮวาที่ขยันสรรหามาพร่ำสอน
ไม่เพียงแต่ต้าหนิงจินที่เปลี่ยนไป…
“เดี๋ยวนี้พี่เหวินโหร่วกลับบ้านเร็วหรือเปล่า ปกติหนิงจินเลิกเรียนมา พี่เหวินโหร่วก็ยังไม่ถึงบ้านนี่” ต้าหนิงจินเอ่ยขึ้น ขณะที่หยิบลูกท้อขึ้นมากัด
“แต่ทำไมช่วงนี้บางวันหนิงจินกลับมาก็เจอพี่เหวินโหร่วอยู่ก่อนแล้วล่ะ”
ต้าเหวินโหร่วชะงัก ปรายตามองหลิวไป๋ฮวาที่ตอนนี้ก็จ้องมองมาที่เขาอย่างต้องการคำตอบ เช่นเดียวกับหนิงจินที่มองมาอย่างกดดันจนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกไม่ต่างจากการถูกไล่ต้อนอย่างไรอย่างนั้น
“ทำไมไม่ตอบคำถามหนิงจินล่ะ?”
“ช่วงนี้…ไม่ค่อยมีงานเท่าไหร่” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้น อีกทั้งยังหลบเลี่ยงที่จะสบตากับใครอีกคน
“อ๋อ อย่างนั้นเองเหรอ?” ต้าหนิงจินพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนที่เธอจะก้มลงเขียนหนังสือต่ออีกครั้งโดยไร้ซึ่งข้อสงสัยใด ๆ ต่อพี่ชายอีกต่อไป หลิวไป๋ฮวาลอบอมยิ้ม หากเป็นเมื่อก่อนที่ถูกไล่ต้อนเช่นนี้ ต้าเหวินโหร่วก็คงเดินหนีไปเสียแล้ว ทว่าตอนนี้กลับไม่ใช่เช่นนั้นอีกต่อไป เพราะนอกจากจะไม่เดินหนีแล้ว เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิมเช่นนั้น และเฝ้ามองมาที่เธอเป็นระยะ หรือบางทีก็เฝ้ามองจนเธอรู้สึกได้ แต่ครั้นที่ลากสายตาไปมองหรืออีกฝ่ายที่เห็นว่าเธอรู้สึกตัว จะทำทีเฉไฉเป็นมองสิ่งอื่นแทน เป็นเช่นนี้ทุกวันจนกลายเป็นความเคยชินอีกอย่างหนึ่ง
“เมื่อเช้าหนิงจินได้ยินที่ชาวบ้านพูดกันว่าที่สวนมีน้ำท่วมขังเพราะฝนตกหนักจากเมื่อคืน วันนี้คงลงเมล็ดผักไม่ได้ อย่างนั้นอีกเดี๋ยวพี่สะใภ้กับพี่เหวินฟู่ คงจะกลับกันมาแล้วพี่เหวินโหร่วรีบพาพี่ไป๋ฮวาไปส่งเถอะ” ต้าหนิงจินที่รีบผละกายตรงมาหาพี่ชายของตนนั้นเอ่ยออกไปด้วยความแผ่วเบา ทั้งยังกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณอย่างกำลังระแวดระวังอยู่เช่นกัน แม้หลิวไป๋ฮวาจะนึกสงสัยทั้งที่มาที่บ้านของต้าเหวินโหร่วหลายต่อหลายครั้งแล้ว ทว่ากลับไม่เคยได้พบเจอพี่ชายและพี่สะใภ้ของอีกฝ่ายเลยสักครั้ง
“หนิงจินไม่อยากให้พี่ไป๋ฮวาเห็นด้านไม่ดีในครอบครัวของเรานะ” ต้าเหวินโหร่วที่เป็นพี่ชายรองนึกสะอึกแทนต้าเหวินฟู่ที่เป็นพี่ชายใหญ่อยู่ไม่น้อย เมื่อในสายตาของน้องสาว ต้าเหวินฟู่ได้กลายเป็นพี่ชายที่ไม่ดีไปเสียแล้ว
“ทำไมพูดแบบนั้นกันหนิงจิน”
“ก็มันจริงนี่นาพี่เหวินโหร่ว หนิงจินไม่อยากให้ใครมารับรู้เรื่องแบบนี้เลย” ยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งเศร้าลง ทำให้ต้าเหวินโหร่วอดที่จะยกมือขึ้นมาลูบศีรษะเล็กของน้องสาวเพื่อเป็นการปลอบประโลมเสียไม่ได้
“อย่างนั้น เดี๋ยวพี่ไปส่งไป๋ฮวาก่อน อย่างไรหนิงจินก็รีบเก็บของให้เรียบร้อยก็แล้วกัน” ต้าหนิงจินพยักหน้า ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปหาหลิวไป๋ฮวาที่นั่งรออยู่ด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้พี่ไป๋ฮวาคงต้องกลับเร็วแล้วล่ะ”
“เบื่อที่พี่สอนการบ้านแล้วหรืออย่างไรกัน?” หลิวไป๋ฮว่าเอ่ยถาม
เมื่อต้าหนิงจินเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด ก็เบิกตากว้างอีกทั้งปฏิเสธออกไปอย่างพัลวันด้วยกลัวว่าจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่
“มะ ไม่ใช่นะคะ หนิงจินไม่ได้เบื่อที่พี่ไป๋ฮวาสอนการบ้านเลยสักนิด หนิงจินแค่…รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่เลยอยากพักผ่อนค่ะ”
เรียวคิ้วสวยของหลิวไป๋ฮวาขมวดขึ้นในทันที ก่อนจะลากสายตามองต้าหนิงจินอีกทั้งยังจับอีกฝ่ายพลิกตัวไปมา
“ก่อนหน้านี้ยังดี ๆ อยู่เลย ไม่สบายตัวตรงไหนกันหนิงจิน บอกพี่ได้นะ เดี๋ยวพี่จะรีบไปตามคุณหมอซ่งมาดูอาการ”
“มะ ไม่ต้องถึงขั้นตามคุณหมอซ่งก็ได้ แค่พักผ่อนสักหน่อยก็คงจะหายดีแล้ว อย่างไรพี่ไป๋ฮวาก็รีบกลับได้แล้ว หากมืดค่ำจะเป็นอันตรายเอาได้” เด็กสาวเอ่ยออกไป อีกทั้งยังรีบเก็บข้าวของลงใส่กล่อง
“ถ้าอย่างนั้นหากไม่หายดี พรุ่งนี้จะพักผ่อนอีกวันก็ได้ อย่าเพิ่งฝืนร่างกายเลย เดี๋ยวอาการจะหนักขึ้นเสียเปล่า”
“พี่ไป๋ฮวาอย่าห่วงเลย หนิงจินพักผ่อนเพียงไม่นานอาการก็คงจะดีขึ้นแล้วล่ะ” ต้าหนิงจินหยักยิ้มขึ้น ก่อนจะยืนโบกมือหย็อย ๆ ให้กับหลิวไป๋ฮวาที่เดินห่างออกไปโดยที่มีต้าเหวินโหร่วเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง
“มองอะไรขนาดนั้นกันพี่เหวินโหร่ว” พึมพำออกมาเสียงเบา เมื่อเห็นว่าพี่ชายของตนนั้นไม่ใส่ใจที่จะมองเส้นทางเลยแม้แต่น้อย อีกหน่อยก็คงจะเดินตกหลุมหัวทิ่มหัวตำเอา
ไม่ทันขาดคำ ต้าเหวินโหร่วก็สะดุดขาตัวเองจนแทบจะล้มลงไปข้างทาง
“เหวินโหร่ว คุณเป็นอะไรหรือเปล่า!”
นั่น…มันผิดจากสิ่งที่คิดไปเสียเมื่อไหร่กันล่ะ ต้าหนิงจินหลุดหัวเราะออกมาในทันที ยังโชคดีที่พี่ไป๋ฮวาคว้าแขนเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่สุดสำหรับชายที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้าน บรรยากาศระหว่างเส้นทางก็ดำเนินไปตามปกติเหมือนดั่งเช่นที่ผ่าน ๆ มา ไม่มีอะไรที่พิเศษไปมากกว่านั้น ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่คงจะไม่ได้เป็นเช่นเดิม สิ่งนั้นก็คงจะเป็นความรู้สึกของคนทั้งสองที่เหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่มีท่าทีว่าจะลดน้อยลงแม้แต่อย่างใด
สองหนุ่มสาวที่เดินเคียงคู่กันในยามที่พระอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าในทุก ๆ วัน บนใบหน้าของบุคคลทั้งสองที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มจนเต็มแก้มนั้นล้วนเป็นภาพที่ชาวบ้านต่างเห็นจนคุ้นตาไปเสียแล้ว
วันเวลาช่างผ่านพ้นไปด้วยความรวดเร็วนัก จนถึงตอนนี้ในวันที่หลิวไป๋ฮวาได้ย้อนเวลากลับมานั้นก็ย่างเข้าเดือนเจ็ดเป็นที่เรียบร้อย ชีวิตในแต่ละวันดำเนินไปด้วยความเรียบง่าย เหตุการณ์ที่พบเจอมีบางเหตุการณ์ที่ยังคงเดิมและมีบางเหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป หรืออาจจะเป็นเพราะเธอที่ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้ก็ไม่อาจรู้ ความสัมพันธ์ที่เคยหมางเมินและไม่ดีนักระหว่างเธอกับต้าเหวินโหร่วนั้นก็คล้ายจะจางหายไปเสียหมด หลิวไป๋ฮวายอมรับว่า พักหลังมานี้นั้นเธอมักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของต้าเหวินโหร่ว พยายามเรียนรู้วิถีชีวิตของเขา และครอบครัวให้มากขึ้น พยายามทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และลองในสิ่งที่ไม่กล้าทำ เช่น การล่าสัตว์ ที่มีต้าเหวินโหร่วรับบทเป็นครูจำเป็นคอยสอนวิธีการต่าง ๆ แม้จะเป็นกิจกรรมผาดโผนของผู้ชาย ทว่าต้าเหวินโหร่วกลับไม่เกี่ยงที่จะสอนเรื่องพวกนั้นให้แก่เธอเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องใดที่หลิวไป๋ฮวาผู้นี้อยากเรียนรู้ ก็จะมีต้าเหวินโหร่วที่คอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังเช่นกัน
ไม่เคยห้ามถึงแม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ผู้หญิงไม่สมควรเรียนรู้ก็ตาม…
ทว่าหากเป็นเรื่องในครอบครัวของต้าเหวินโหร่ว เธอนั้นไม่อาจล่วงรู้อะไรที่มากไปกว่านั้นเลย รู้เท่าที่เขาต้องการให้รู้ และจะไม่พยายามตามสืบว่าเรื่องราวครอบครัวของต้าเหวินโหร่วเป็นเช่นไร