ทว่าปฏิกิริยาของพี่สามกลับนิ่งเฉย เขาเฉยชาเสียจนเมิ่งฉิงรู้สึกประหลาดใจ หากเป็นเมื่อก่อนถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าพี่สามของตนเย็นชามากมายขนาดไหน แต่เขาก็ยังมีมุมที่อบอุ่นแฝงอยู่เสมอเกิดอะไรขึ้นกับพี่สามของข้า?“ไม่มีอันใด ข้าปกติดี”เสียงนุ่มทุ้มตอบออกมาทันที เมิ่งฉิงหน้าเหวอไปเล็กน้อยที่เขารู้คำถามในจิตใจของตนแต่ตกใจไม่ทันไรก็กลับมาถามลำดับขั้นบำเพ็ญตบะของพี่สามทันที“พี่สาม! ท่านบำเพ็ญตบะถึงขั้นใดแล้วหรือ?”“ขั้นจูเฉินระดับสอง”เขาตอบเมิ่งฉิงพร้อมๆกับหันไปทางวิหคฟ้าของตนทันที
อิงหลิวออกคำสั่งกับวิหคฟ้าของตนก่อนจะจากไปโดยไม่ล่ำลากับน้องๆทั้งสองของเขาเลย เขามาที่นี่เพื่อมาตรวจดูอาการให้กับศิษย์ใหม่ของสำนักเท่านั้น ทั้งๆที่อาจารย์ของเขาก็มาตรวจได้ แต่เหตุใดถึงชี้นิ้วสั่งให้ข้ามาแทนก็ไม่รู้เช่นกันหึ...คงจะแอบไปดื่มเหล้าที่ข้าหมักเอาไว้อีกแล้วสินะ...ข้าส่ายหัวเบาๆ อาจารย์ที่เสเพลเช่นนั้นแต่กลับมีวิชาอาคมที่ร้ายกาจ คิดๆดูแล้วในปีนั้นก็คงต้องขอบคุณพี่รองที่เลือกอาจารย์แปลกๆท่านนี้ให้ข้าเสียแล้ว “อาหลิน เจ้าอย่าเก็บคำพูดของพี่สามไปคิดมากเลยนะ ปกติพี่สามเขาก็เป็นคนแบบนี้นั่นแหละ เพียงแต่เย็นชากว่าตอนเด็กๆเล็กน้อย ฮ่ะๆ”เมิ่งฉิงส่งยิ้มแห้งๆมาทางข้า “อือ...ช่างมันเถิด เรื่องในตอนนั้นที่ข้าไล่ให้ท่านออกไป ข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆนะพี่สี่...ข้าแค่มีเรื่องให้คิดเยอะเกินไปเสียหน่อย”ข้าพูดพลางขมวดคิ้วเป็นปมแน่นดังเดิม พี่สามในฝันและพี่สามตัวจริงวาจาและนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว ถึงมองดูอย่างไรก็ไม่น่าจะใช่คนเดียวกันเสียด้วยซ้ำ เมิ่งฉิงสังเกตเห็นสีหน้าที่เริ่มไม่สู้ดีของน้องสาวตน นั่นจึงทำให้เขากังวลขึ้นมาเช่นกัน ปกติแล้วแทบจะไม่มีเรื่องใดที่ทำให้น้องเล็กเก็บเอาไปคิดหนักถึงขนาดนี้ “เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าคิดเรื่องใดอยู่?” ข้าจ้องมองเมิ่งฉิงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจตอบเขาออกไป“ก่อนหน้าที่เราจะมาเข้าสำนักหยางอิน...ข้าก็เคยฝันเห็นพี่สาม ครั้งล่าสุดก็ตอนที่อยู่ในป่ามายา...”“ในฝันพี่สามได้พูดอะไรกับเจ้าหรือไม่?”“พูดสิ พูดว่า...” ฉับพลันข้าก็รู้สึกว่าในหัวของตนขาวโพลนไปหมด การคิดวิเคราะห์เริ่มช้าลงเล็กน้อย“น้องเล็ก เจ้าเป็นอะไรไป?” ข้ายืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ข้ายังจำคำพูดที่พี่สามบอกกับข้าในความฝันได้อยู่เลย...เหตุใดพอข้านึกคำพูดของเขาในตอนนี้มันรู้สึกราวกับว่าความทรงจำในฝันนั้นมันเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ? แต่คำพูดเหล่านั้นของพี่สามความจริงแล้วข้าจำได้ไม่มีวันลืม แต่ทว่าตัวข้าในตอนนี้อยู่ๆก็จำไม่ได้แล้ว จำไม่ได้แม้กระทั่ง...ข้าเคยฝันเห็นเขาด้วยหรือ?“น้องเล็ก?”เมิ่งฉิงพูดพลางเขย่าตัวข้าไปพลาง เขาเห็นนางเงียบไปจึงคิดว่านางอาจจะเผลอหลับในเป็นแน่“หืม?”“เจ้าบอกว่าพี่สามพูดอะไรกับเจ้าในฝันด้วยนี่นา? แล้วสรุปพี่สามพูด อะไรกับเจ้าหรือ?”“ข้า...”ดวงตาของเมิ่งฉิงเป็นประกายมากขึ้นกว่าเดิม “ข้าจำไม่ได้แล้ว” สิ้นเสียงของหลี่หลิน คำตอบของน้องสาวเขาแทบทำให้เขาล้มทั้งยืน จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะลืมคำพูดของพี่สามได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ เมื่อครู่และก่อนหน้านี้นางยังมีสีหน้าที่ตึงเครียดทุกครั้งที่กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เลยมิใช่หรือ?ชั่ววูบหนึ่งในใจของเขากลับคิดว่านางอาจจะกำลังโกหกเขาอยู่ก็เป็นได้ แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของอาหลินแล้วกลับพบว่าสิ่งที่นางพูดออกมาล้วนเป็นความจริง หากเป็นดังที่นางกล่าวมาจริงๆ ตัวเขาเองก็พอจะรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้นางลืมคำพูดของพี่สามเสียแล้ว “เจ้าคงจะยังเพลียอยู่ใช่หรือไม่? กลับไปนอนพักผ่อนอีกสักหน่อยเจ้าคงจะดีขึ้น” ข้าพยุงร่างของอาหลินให้เดินกลับไปยังห้องพักของนาง สายตาของข้าก็พลันสอดส่องตามร่างของนาง หวังจะหาสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ข้าคาดเดาอาจจะเป็นเรื่องจริง...แต่ข้ากลับหาไม่พบเสียนี่? เงาร่างของเด็กชายและหญิงตัวจ้อยพาดผ่านบานประตูไม้ของห้องห้องหนึ่ง ดวงตาเรียวหงส์ชายตามองพวกเขาอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่าบนร่างของเด็กหญิงกลับปรากฏอักขระบางอย่างขึ้นสู่สายตาของเขา “หึ...ฝีมือของเจ้าหมอนั่นเองหรอกหรือ”เขายกยิ้มมุมปากขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะเหยียดเม้มเป็นเส้นตรงเหมือนเดิมแม้ว่าข้าจะรู้ว่าผู้ใดเป็นคนทำ แต่มันก็ไม่ใช่ธุระกงการของข้าที่จะต้องคอยตามแก้ไขปัญหาให้ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวน้อยคนนั้น ตั้งแต่วันแรกที่ข้าพบนางข้าก็รู้สึกถึงไอพลังแปลกๆที่ออกมาจากตัวนาง ไม่ได้เป็นหนึ่งในพลังมารหรือพลังเซียน แต่ก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าเป็นพลังอะไรชั่วพริบตาที่ข้ากำลังจับจ้องนางอยู่ สายตากลมโตของนางก็จ้องข้ากลับมาเช่นเดียวกัน นางมองมาที่ข้าโดยไม่ละสายตานั่นจึงทำให้เจ้าเด็กผู้ชายที่อยู่ข้างกายของนางหันมาตามนางทันที “จ้าวหลิว!”เสียงตะโกนเซ็งแซ่ของเมิ่งฉิงดังขึ้นมา ก่อนจะจบลงด้วยการที่พวกเขานั่งจับเข่าคุยกันสามคน.... บรรยากาศมาคุภายในห้องเริ่มสลายไป ส่วนเจ้าสำนักและอาจารย์ปรุงยาได้ขอตัวกลับไปก่อนหน้านี้แล้ว จะเหลือก็เพียงแต่สี่พี่น้องที่ผลัดเปลี่ยนเวรกันดูแลน้องเล็กของตนมือเรียวเล็กขยับเล็กน้อย ก่อนจะตามมาด้วยเปลือกตาที่ขยับสลับกันไปมา นางทำท่าราวกับว่าจะพยายามลุกขึ้นมา เฉินอีเห็นเข้าก็รีบช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้นเฉินอีเข้ามาพยุงร่างของนางให้ลุกขึ้น ก่อนจะช่วยปรับสมดุลร่างกายของน้องเล็กให้คงที่“เจ้าเป็นอย่างไรบ้างน้องเล็ก?”“ข้ายังเจ็บหูอยู่เลยเจ้าค่ะ...พี่ใหญ่”เฉินอู่ยื่นมือออกไปแตะที่ใบหูของตน สีหน้าก็บ่งบอกถึงความเจ็บปวดยามสัมผัส พี่น้องคนอื่นๆที่เห็นเช่นนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ทุกคนต่างพากันออกความเห็นว่าต้องการให้นางพักผ่อนต่อจนกว่าจะหายดีนางจึงได้แต่พยักหน้ารับเบาๆก่อนจะเอนตัวลงนอนดังเดิมในช่วงเวลาแบบนี้ตัวของนางเองก็รู้ดีว่านางกำลังอ่อนแอ อ่อนแอเสียจนชีวิตอาจจะโรยราในเร็ววัน...
ท่ามกลางหุบเขาชงซ่าน...กลีบดอกเหมยโปรยปรายร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ขาดสาย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงกาลเวลาที่เริ่มเข้าใกล้ช่วงอวี๋สุ่ย[1]เข้ามาทุกที เรือนไม้ที่ถูกตกแต่งจนสวยงามราวกับภาพวาดตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางดอกเหมย ตรงทางระเบียงของเรือนไม้ได้มีร่างของชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งปรากฏขึ้นมาสู่สายตาของอิงหลิว ชายวัยกลางคนผู้นั้นเหม่อมองไปยังเหล่าดอกเหมยที่กำลังโรยราลงจากต้น
มือหยาบของเขายกไหเหล้าที่อิงหลิวเป็นคนหมักซดเข้าปากโดยไม่หยุด ไหแล้วไหเล่าที่เขาแอบขุดขึ้นมาลิ้มรส ฟางเส้นสุดท้ายของอิงหลิวขาดผึงขึ้นมาในทันใด เขาเดินตรงไปยังชายผู้นั้นก่อนจะลากคอเสื้อของเขาเข้าไปในเรือนทันที“ไอโหยว ศิษย์น้อยของข้ากลับมาเสียไวเชียว คิดถึงท่านอาจารย์ที่เก่งกาจอย่างข้ามากเลยใช่หรือไม่?”ผู้ที่ถูกเรียกขานว่าอาจารย์แค่นเสียงหัวเราะออกมาจากลำคออย่างชอบใจอิงหลิวปรายตามองด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะส่งกำปั้นใหญ่ๆไปยังใบหน้าของอาจารย์ ส่งผลให้อาจารย์ของเขาสร่างเมาขึ้นมาบ้างแล้วเล็กน้อย“เหล้าทุกไหที่ข้าหมักล้วนแล้วแต่ถูกท่านขุดขึ้นมาดื่มจนหมด ข้าหมักพันครั้งท่านก็ขุดขึ้นมาพันครั้ง คราต่อไปข้าจะไม่หมักเหล้าให้ท่านอีกแล้ว!”อิงหลิวพูดพลางสะบัดมือที่จับคอเสื้อของอาจารย์ออก ก่อนจะหันมาจัดแจงกับอาภรณ์ที่ไม่เรียบร้อยของตนทันที
อาจารย์ของอิงหลิวเหล่สายตามองเขาด้วยแววขบขันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยทักเขาขึ้นมาประโยคหนึ่ง“ถึงกับต้องใช้คาถาปิดผนึกความทรงจำกับนางเช่นนี้เชียวหรือ? หึๆ”อิงหลิวสะดุ้งตัวเล็กน้อยด้วยความตกใจ แต่ชั่วพริบตาเขาก็กลับมาสงบเสงี่ยมดังเดิม“ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งของ‘คนผู้นั้น’ และตอนนี้มันก็ยังไม่ถึงเวลา ไม่ช้า...และไม่เร็ว” อิงหลิวพูดพลางชงชาไปพลางไป๋ซิ่นปรายตามองเขาเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา“แล้วเมื่อใดเล่าจึงจะถึงเวลา?” อิงหลิวยังคงวุ่นวายอยู่กับการชงชา เดิมทีแล้วเขาเองก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะบอกกล่าวเรื่องราวของเขาให้ไป๋ซิ่นรับรู้อยู่แล้วไป๋ซิ่นหยุดพักถอนหายใจชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ “เจ้าน่ะ...เป็นผู้ให้‘คนผู้นั้น’ยืมร่างของเจ้าเพื่อที่จะเรียกนางมายังที่นี่เองมิใช่หรือ...จางอิงหลิว”
[1] อวี๋สุ่ย (雨水) แปลว่าน้ำฝน ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ฝนจะเริ่มตกในประเทศจีน