สือเจียงหย่วนเห็นว่าหมอคนแรกและคนที่สองมีมุมมองแบบเดียวกัน ทั้งแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบันต่างก็พูดแบบนี้ เขาจึงลองครุ่นคิดดูว่าช่วงนี้มีเรื่องอะไรที่ทำให้เขาอารมณ์เสียหรือเปล่า
เมื่อลองคิดดูดีๆ ก็พบว่ามีจริงๆ นั่นก็คือเรื่องปัญหาเหมืองถ่านหิน จนถึงตอนนี้นักเลงเจ้าถิ่นอย่างพี่สี่ยังไม่มาขอโทษเขาเลยสักคำ แถมยังคิดเองเออเองว่าจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปอย่างสบายๆ
ทันใดนั้นสือเจียงหย่วนก็รู้สึกว่าตนเองเจอต้นตอของโรคแล้ว ในตอนนั้นเองคุณหมอเจิ้งก็พูดขึ้นว่า “ทำไมคนโบราณถึงได้บอกว่าเป็น ‘โรคหัวใจ’ กันเล่า? เพราะมันแสดงให้เห็นว่าหัวใจกับอารมณ์นั้นเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง หากคุณมีความทุกข์ใจใดๆ ก็ลองคลี่คลายมันเสีย เมื่อคุณรู้สึกสงบสุขแล้ว โรคภัยก็จะหายไป อาการต่างๆ เองก็จะหายไปด้วย”
สือเจียงหย่วนรู้สึกเหมือนได้รับคำชี้แนะอันล้ำค่า เขาพูดขึ้นด้วยสีหน้าเข้าใจกระจ่างแจ้งว่า “คุณหมอเจิ้ง นับถือนับถือจริงๆ คุณพูดได้ถูกต้องที่สุด ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป”
คุณหมอเจิ้งยิ้มด้วยท่าทางราวเทพเซียน จากนั้นก็เรียกคนไข้คนต่อไปเข้ามาตรวจ
สือเจียงหย่วนรู้สึกโล่งใจมากขึ้น เขาคิดว่าเขาต้องจัดการกับพี่สี่เสียหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องกังวลใจเรื่องนี้อยู่ตลอดจนทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ขณะที่สือเจียงหย่วนกำลังจะลุกขึ้น ก็เกือบชนเข้ากับคนคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาทางด้านหลัง คนที่รีบร้อนคนนั้นแทรกคิวเข้ามาพลางตะโกนว่า “คุณหมอเจิ้ง ช่วยจัดยาระงับประสาทให้ผมก่อนได้ไหมครับ?”
“เฮ้! พ่อหนุ่ม อย่าแซงคิวสิ!” คนข้างหลังตะโกนขึ้น
ชายคนนั้นวิ่งเข้ามาจากด้านนอกโดยไม่เข้าแถว แล้วก็วิ่งไปอยู่ข้างหน้าสุด แน่นอนว่าผู้ป่วยที่ต่อแถวรอนานกว่าครึ่งวันต้องไม่พอใจ
“เสี่ยวฟู่ รีบร้อนอะไรขนาดนั้น? ไปต่อแถวเถอะ ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะตำหนิเอานะ” คุณหมอเจิ้งเงยหน้าขึ้นกล่าว
“ขอโทษทุกคนด้วยนะครับ แม่ของผมร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ช่วงนี้ก็ป่วยหนัก ที่บ้านไม่มีใครดูแลเธอเลย ผมอยู่ข้างนอกนานๆ ไม่ได้ ถ้าเธอเพ้อไม่ได้สติแล้วหาผมไม่เจอล่ะก็ ต้องยุ่งวุ่นวายมากแน่ๆ”
คนที่แทรกคิวรีบอธิบาย
คังอิงมองอย่างละเอียดก็พบว่าคนที่แทรกคิวอยู่คือฟู่ซินหลางนั่นเอง เขารีบร้อนมากจึงไม่ได้สังเกตเห็นคังอิง
คังอิงเห็นผมเผ้าของฟู่ซินหลางยุ่งเหยิง ส่วนเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวมใส่ก็มีรอยเปื้อนน่าสงสัยกลุ่มหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นน้ำแกงหกใส่ ใต้เท้าสวมรองเท้าแตะคู่หนึ่ง ดูแล้วเลอะเทอะรุงรังไปทั้งตัว
ก่อนหน้านี้แม้ฟู่ซินหลางจะเป็นเพียงแค่นักเรียน แต่เขามักจะหวีผมเรียบเป็นมันเงา ส่วนเสื้อผ้าก็ดูใหม่เอี่ยมสะอาดตา แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพราะคังอิง
ดูท่าชีวิตหลังหย่าร้างของฟู่ซินหลางคงไม่ราบรื่นนัก เขาต้องดูแลเหมยเหนียงที่กำลังป่วย แล้วยังต้องทำงานบ้านต่างๆ อีก คงยุ่งวุ่นวายน่าดู
คังอิงรู้สึกสะใจขึ้นมาทันที สองแม่ลูกนี้ไม่เคยเห็นค่าเธอเลยสักนิดตอนเธอยังอยู่ที่ตระกูลฟู่ พวกเขามองเธอเป็นเพียงทาสคนหนึ่งที่ขูดรีดแรงงานได้
แถมยังคอยล้างสมองเธอว่าหากไม่มีตระกูลฟู่ก็คงไม่มีเธอ ฟู่ซินหลางเป็นคนที่มีอนาคตไกล คังอิงจึงต้องเสียสละตนเองเพื่อเขา
สามปีที่ผ่านมาเธอทำงานหนักราวกับวัวกับม้า สองมือทุบกากถั่วจนเอวแทบจะหัก จนถึงตอนนี้ข้างในปอดเธอเวลาไอออกมาก็ยังเป็นตะกรันดำๆ ของกากถั่วเหลืองอยู่เลย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสองแม่ลูกตระกูลฟู่นี่แหละ
คังอิงมองฟู่ซินหลางที่ยืนหมดสภาพอยู่ตรงหน้า รู้สึกยินดีในโชคร้ายของอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง
คุณหมอเจิ้งได้ฟังดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นคังอิงกำลังยืนอยู่ด้านหลังจึงเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า “คังอิงไม่ใช่ว่ายืนอยู่ตรงนั้นหรือ? ให้คังอิงต่อคิวแทนคุณ หรือไม่ก็คุณไปต่อคิวเอง คนใดคนหนึ่งกลับไปดูแลแม่ของคุณก็ได้นี่”
ฟู่ซินหลางมองตามสายตาของหมอเจิ้ง แล้วก็เห็นคังอิงยืนอยู่ข้างประตู
พอเห็นคังอิง เขาก็ไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง เพราะตอนนี้คังอิงแต่งตัวทันสมัย แถมยังใส่กระโปรงที่ไม่เคยใส่มาก่อน บนใบหน้าของเธอยังมีรอยยิ้มที่ดูสบายๆ และมั่นใจในตนเอง ผิวของเธอก็ขาวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย บุคลิกโดยรวมของเธอดูสดใส มีชีวิตชีวา ช่างแตกต่างจากก่อนหน้านี้ ทำเอาฟู่ซินหลางถึงกับมองตาค้าง
จริงๆ แล้วตอนที่ฟู่ซินหลางเดินเข้ามาเขาก็เห็นคังอิงแล้ว เพียงแต่ไม่ได้มองอย่างละเอียดเพราะความรีบร้อน เขาคิดว่าเป็นหญิงสาวสวยทันสมัยคนไหนสักคน คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นคังอิงอดีตภรรยาของเขา
พอเห็นฟู่ซินหลางถอนสายตากลับมา คุณหมอเจิ้งก็มองเขาด้วยความสงสัย ฟู่ซินหลางจึงส่งเสียงฮึหนึ่งทีแล้วบอกว่า “ผมหย่ากับเธอแล้ว เธอไม่ใช่คนของตระกูลฟู่อีกต่อไป”
แม้คุณหมอเจิ้งจะรู้ว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขา แต่ก็ยังคงรู้สึกตกใจ ทำไมคังอิงที่เคยเป็นคนซื่อสัตย์เชื่อฟังถึงได้หย่ากับฟู่ซินหลาง?
แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว คงเป็นฟู่ซินหลางที่เป็นคนขอหย่าละมั้ง ได้ยินมาว่าฟู่ซินหลางสอบเข้าวิทยาลัยได้แล้ว ต่อไปเขาก็จะเป็นข้าราชการที่ได้รับการจัดสรรงาน ฐานะของเขาแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เข้าใจแล้วๆ!
คุณหมอเจิ้งเป็นคนเที่ยงธรรม พอได้ยินฟู่ซินหลางพูดแบบนี้ สีหน้าของเขาก็พลันดูเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย หลายปีมานี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคังอิงที่พาเหมยเหนียงมาหาหมอ คุณหมอเจิ้งรู้จักนิสัยของคังอิงดี เพราะแบบนี้เขาจึงกล่าวกับฟู่ซินหลางด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ทุกคนต่างก็ต่อแถวรอตรวจกันอย่างยากลำบาก คุณไม่ควรแทรกคิว คุณต้องไปต่อคิวนะ ยกเว้นมีคนเต็มใจยอมให้คุณแทรกเท่านั้นแหละ”
คนที่ป่วยมักจะร้อนใจมากที่สุด กว่าจะต่อคิวมาได้นานขนาดนี้ ใครบ้างจะเต็มใจให้เขาแทรกคิว?
ฟู่ซินหลางจึงได้แต่ก้มหน้าเดินคอตกไปรับบัตรคิวแล้วกลับมาต่อคิวใหม่
สือเจียงหย่วนที่เห็นเหตุการณ์นี้ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจฟู่ซินหลางมากขึ้น ดูเหมือนว่าในสายตาของชายคนนี้ยังคงมีท่าทีหยิ่งผยองกับอดีตภรรยาอยู่ บางทีเขาอาจจะเคยชินกับคังอิงที่คอยแต่ก้มหน้าก้มตาเชื่อฟังเขาก็ได้
จากนั้นก็เห็นฟู่ซินหลางเดินไปหาคังอิงที่แต่งตัวสวยสะดุดตาพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “แต่งตัวสวยแล้วมันจะสำคัญอะไรกัน? หรือว่าอยากจะไปอ่อยผู้ชาย? ฮ่าๆๆ ตอนนี้เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่หย่าร้างแล้วนะ ถึงจะพยายามมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางเปลี่ยนจากไก่กลายเป็นหงส์ได้หรอก หย่ากับฉันแล้วลองดูสิว่าจะมีใครอยากแต่งงานกับเธออีก”
พอสือเจียงหย่วนได้ยินคำพูดของฟู่ซินหลาง ก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่หน้าอกโดยไม่รู้ตัว เขาเอามือกดหน้าอกตัวเองพลางคิดในใจว่า ดูท่าต่อไปนี้เขาจะต้องห้ามตัวเองไม่ให้ตื่นเต้นมากเกินไป ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องเจ็บหน้าอกมากแน่ๆ
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนทันที ตามหลักการแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องบาดหมางในอดีตระหว่างคังอิงกับอดีตสามีของเธอ แต่สือเจียงหย่วนคิดว่าในเมื่อเขาเป็นเพื่อนที่สามารถนั่งดื่มเบียร์พูดคุยกับคังอิง เมื่อเห็นเธอถูกรังแก เขาย่อมทนมองเฉยๆ ไม่ได้
สือเจียงหย่วนก้าวขายาวๆ สองสามก้าว แล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของฟู่ซินหลางกับคังอิง
เดิมทีคังอิงไม่ได้สนใจคำพูดของฟู่ซินหลาง ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจคำพูดเหยียดหยามของเขา ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเจ็บปวดใดๆ เธอส่งเสียงฮึหนึ่งที แล้วเมินเฉยใส่ฟู่ซินหลาง เธอกำลังจะจากไป ทว่าสือเจียงหย่วนกลับเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอและฟู่ซินหลางเสียก่อน
สือเจียงหย่วนรูปร่างสูงใหญ่ มีส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ส่วนฟู่ซินหลางสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ดังนั้นเมื่อสือเจียงหย่วนยืนอยู่ตรงหน้าฟู่ซินหลาง เขาก็สูงกว่าอีกฝ่ายหนึ่งถึงหนึ่งช่วงศีรษะ เขาจ้องมองฟู่ซินหลางด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรพลางถามว่า
“นายเป็นใคร?”
ฟู่ซินหลางเห็นว่ามีผู้ชายมาปกป้องคังอิง ผู้ชายคนนี้ทั้งสูงใหญ่ทั้งสง่างาม ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ส่วนสูง หรือหน้าตาก็ดูโดดเด่นกว่าเขา ทำให้เขาอดที่จะรู้สึกหงุดหงิดใจไม่ได้ จึงถามกลับไปว่า “แล้วนายล่ะเป็นใคร?”
สือเจียงหย่วนแกล้งทำเป็นถามว่า “นายรู้จักกับคังอิงงั้นหรือ?”
“ฉันต้องรู้จักอยู่แล้ว เธอเป็นเมียเก่าฉันเอง” ฟู่ซินหลางเน้นคำว่า ‘เมียเก่า’ อย่างตั้งใจ โดยมีจุดประสงค์เพื่อบอกใบ้ถึงสถานภาพผู้หญิงที่หย่าร้างของคังอิง