อุลริกผิวปากเมื่อหยิบเคียวของเขาขึ้นมาควงเล่น มันวางอยู่ในเพิงเก็บอาวุธโดยไม่มีใครใช้มาพักใหญ่แล้วแต่ยังได้รับการดูแลรักษาอย่างดี
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครใช้ แต่ไม่มีใครกล้าใช้ต่างหาก เพราะภาพตอนที่อุลริกยืนอยู่ท่ามกลางศพผู้เล่นเหมือนยมทูตนั้นกลายเป็ภาพที่อยู่คู่กับเคียวของเขาไปเสียแล้ว
“หนักไม่หยอกเลยนะ แต่รู้สึกเหมาะมือดีจริง”
“อุลริก อย่าบอกนะว่านายเองก็อยากจะไป?” อรุโณทัยหรี่ตามองชายหนุ่มด้วยความเคลือบแคลง
“ทำไมล่ะ? เห็นว่าแต่ก่อนฉันเก่งนี่”เขายิ้มหวานแต่ออกกวนๆ มากกว่า
“นายในตอนนี้ไม่ใช่สมาชิกหน่วย... เฮ้อ ช่างเถอะ เอาไงเอากัน อย่าถ่วงก็พอ”หัวหน้าสาวตัดบท
ตอนนั้นเองอึนริวก็ใช้ไม้เท้าค่อยๆ เดินออกมา ลากขาข้างที่จนบัดนี้ก็ยังเหวอะหวะแบบทุลักทุเลฮิบิคิเข้าไปพยุงเขา แต่ั์ตาของเด็กหนุ่มร่างสูงมองตรงมาที่ลัคนา
“ฉันยังไม่ไปไหนนะ” เธอยิ้มบางๆ เมื่อเห็นสายตาเหมือนจะตัดพ้อของเขา เธอยังไม่ได้พูดกับอึนริวสักคำหลังเขาาเ็กลับมาและตอนนี้ก็ไม่รู้จะวางตัวอย่างไรดีจึงพยายามบอกทางสายตาว่าเป็ห่วงเขาเหมือนกัน
อึนริวพูดไม่ออก เขาได้แต่บีบแขนของฮิบิคิแน่น
“...ฝากทุกคนด้วย” เด็กหนุ่มพูดพอให้ได้ยินแค่สองคน
“อยู่แล้วน่า ทุกคน...แล้วก็ยัยนั่นด้วย ฉันจะปกป้องด้วยชีวิต” ฮิบิคิ
ตอบรับหนักแน่น อึนริวจึงปล่อยมือแล้วมองส่ง
“เดี๋ยวๆ ลืมพวกเราไปแล้วเรอะหัวหน้า?” ลอร์น่าวิ่งออกมาจากบ้านพักพร้อมกับนิชพรต่างคนต่างถืออาวุธของตัวเองออกมาพร้อม
“ถ้ามันเป็กับดักเราจะพากันไปตายหมดรึไง? พวกเธอนี่ไม่เคยคิดจริงๆ” หญิงสาวเอามือก่ายหน้าผาก ภาพเหตุการณ์ในวันที่ยูริถูกจับเป็ตัวประกันผุดขึ้นมาในสมอง
ถ้าเป็ไปได้เธออยากหลีกเลี่ยงเหตุการณ์อย่างนั้นมากที่สุด แต่เหมือนว่าพวกลูกน้องจะไม่เคยฟังเอาเสียเลยเฮ้อ วัยรุ่นหนอวัยรุ่น
“แต่ว่า...” ลอร์น่าทำหน้าจ๋อย “...อยากเห็นเมืองของผู้เล่นบ้างนี่”
“ใครจะไปก็ไป เร็วเข้า” ฮิบิคิเร่ง สุดท้ายสองสาวก็ตามมาด้วย
หัวหน้าหยางและประกายมาศปรากฏตัวขึ้นเป็คนต่อไป ทั้งสองจะอยู่ที่บาเรียเพราะมีคนมารายงานว่าเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยของคนกลุ่มหนึ่งหยางรับปากว่าจะเตรียมรักษาในกรณีที่มีคนาเ็หนักกลับมา
กลุ่มหัวหน้าอรุโณทัย ลัคนา ฮิบิคิ อุลริก ลอร์น่าและนิชพรจึงก้าวออกจากบาเรียจุดหมายคือเมืองของผู้เล่น
สถานที่อันตรายที่สุดในโลก
...
น่าแปลกที่ระหว่างทางมุ่งไปยังป่าสีม่วง พวกเขาไม่เจอปูสีแดงเลยสักตัวชายป่าก็ไม่มีวี่แววของสิ่งที่เคลื่อนไหวได้เลยสักนิด
ทั้งหกคนเดินเข้ามาในป่า
พื้นดินมีหญ้าแห้งตายสีน้ำตาลทอง ต้นไม้รกครึ้มเป็เงาทะมึนเหนือศีรษะใบเป็สีม่วงสะท้อนแสงแวววาวสวยงามเหมือนพลอย ลำต้นหงิกงอเป็สีม่วงเข้มเกือบดำ ต้นหญ้าบางหย่อมที่ยังไม่ตายมีสีออกชมพูสิ่งมีชีวิตกลมๆ เหมือนสำลีลอยทั่วป่า หากมองไกลๆ เหมือนมีหมอกสีฟ้ามาบดบัง
ที่นี่จะสวยกว่านี้มากถ้าอากาศไม่หนักอึ้งราวกับอยู่ในป่าต้นไม้มีพิษ
เมื่อเดินเข้าไปเรื่อยๆ อย่างระแวดระวังก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก
พวกเขาสามารถเลือกอยู่เพียงแต่ในบาเรียได้ แต่การออกมาเพื่อทำอะไรสักอย่างนี้เธอคิดว่าเป็เื่น่ายกย่องมาก และเป็สิ่งเดียวที่ทำให้เธอภูมิใจในตัวเอง
ฮิบิคิเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลา นอกจากเสียงเหยียบหญ้าแห้งกรอบแกรบก็ไม่มีเสียงอื่นทั้งป่าเงียบสนิทจนเสียงฝีเท้าของพวกเขาสะท้อนก้อง
หน่วยลาดตระเวนเป็หน่วยที่ต้องใส่เครื่องป้องกันขาเพื่อไม่ให้ได้รับาเ็ระหว่างวิ่งแต่ข้อเสียคือเวลาเดินจะทำให้เสียงค่อนข้างดัง ฮิบิคิและลัคนาจึงใช้ผ้ามาพันแทนเพื่อลดน้ำหนักและเสียง
คนที่ดูเคร่งเครียดที่สุดตอนนี้คงจะเป็อรุโณทัย ถึงป่าจะปราศจากสิ่งมีชีวิตเธอก็รู้สึกประสาทเสียเพราะความเงียบนี่เอง
“ไม่นึกเลยว่าจะมีที่แบบนี้ด้วย” อุลริกเดินแบบสบายๆ ขาดความตึงเครียดเหมือนคนเพิ่งออกลาดตระเวนครั้งแรกคนอื่นๆ“แต่ก็นะ บาเรียของพวกเราก็แปลกพอแล้ว จะมีป่าแบบนี้อีกก็ไม่แปลก”
“นั่นสิ พอเข้ามาข้างในแล้วต่างจากที่คิดไว้ลิบลับเลย” ลอร์น่าบิดตัวยืดเส้นยืดสายหลังเดินแบบค่อยๆมานาน “เหมือนป่าในเทพนิยายเลยเนอะ”
“เทพ...นิยาย...? อะไรล่ะนั่น?” ฮิบิคิย่นคิ้วสงสัย
“เอ...นั่นสินะ อยู่ดีๆ คำมันก็ผุดขึ้นมาเอง” ลอร์น่าหัวเราะเห็นฟัน
“เฮ้อ...พวกเธอนี่ อย่าประมาทกันสิ! ไม่ใช่เวลาเล่นนะ” หัวหน้าสาวหันมาตักเตือน
พอรู้ตัวอีกทีทุกคนก็ต้องอ้าปากค้างอีกครั้งเมื่อพ้นป่ามาแล้ว เมืองอันโออ่าอลังการของผู้เล่นก็อยู่ตรงหน้า
กำแพงเมืองและพื้นล้วนถูกสร้างด้วยหินสีขาวสะอาดตา ทางน้ำเล็กๆ ไหลรอบกำแพงทางเข้าโอ่อ่ากว้างขวางประดับประดาด้วยทองและอัญมณี มีธงสีต่างๆ แขวนเรียงราย
ใจกลางเมืองมองเห็นสิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายโดมขนาดใหญ่ ลูกบอลเรืองแสงขนาดั์ลอยอยู่บนสุดอีกด้านหนึ่งเป็ลานกว้างปูด้วยอิฐสีขาวเรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ มีทางน้ำและต้นไม้อยู่ทั่วเมืองและไม่มีผู้เล่นสักคน
ตรงทางเข้ามีทหารหญิงในชุดเกราะสีทองยืนประจำการ ทุกคนจับอาวุธตัวเองเมื่อสายตาของเธอมองมา
“...คิดว่าพวกเ้าจะไม่มาเสียแล้ว” ประโยคแรกของเธอทำเอากลุ่มคนนอกหยุดชะงักหมายความว่าอัศวินสาวคนนี้กำลังรอพวกเขาอยู่อย่างนั้นหรือ?
“ที่พูดหมายความว่ายังไง?” อรุโณทัยถามโดยไม่ลดการ์ดลงน้ำเสียงบอกว่าเธอยังไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าคนนี้
ผู้หญิงคนนี้ไม่มีแถบสีเขียวอยู่เหนือศีรษะฉะนั้นเธอไม่ใช่ผู้เล่น ลัคนานึกได้ว่ายังมีคนรูปร่างเหมือนพวกตนที่ไม่ใช่ทั้งมอนสเตอร์และผู้เล่นอยู่คนพวกนั้นคือพวกเดียวกับภีมที่พบหน้าถ้ำเสือสนธยา
“พวกเ้ามีเวลาอีกเพียงไม่กี่ยามเพื่อให้รู้แจ้งถึงคำตอบ” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงระแวดระวังพอกันแต่มือก็ไม่ได้เลื่อนไปจับฝักดาบที่เหน็บไว้ข้างตัว “ข้ามีนามว่าเทียร์ลิงค์ เป็ทหารประจำเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์”
ในหัวของทุกคนมีคำถามมากมายจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ลอร์น่าที่ปากไวเท่าความคิดโพล่งออกไปก่อนคนแรก
“ผู้เล่นคืออะไรกันน่ะ? เมืองนี้มีไว้ทำอะไร?”
“...เป็คำถามที่ตอบยาก...” เทียร์ลิงค์หรี่ตาเหมือนใช้ความคิด “ข้าจะพาพวกเ้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีคำตอบทั้งหมดรอพวกเ้าอยู่”
“คงไม่ใช่กับดัก...สินะ?” อุลริกขมวดคิ้วแต่ปากยังยิ้มอยู่
“ใครจะเอาคำตอบมาประเคนให้เราบนพานทองล่ะ?” ฮิบิคิประชด
“ตามใจพวกเ้า ถ้าอย่างนั้นก็จงอยู่ตรงนั้นต่อไป” คนที่ไม่ใช่ทั้ง MT ทั้งผู้เล่นกอดอกแล้วกลับไปยืนพิงกำแพงอย่างเดิม
“พาพวกเขาเข้าไป ซันดรอป” ลัคนาโพล่งออกมา เธอเบิกตาโพลงรีบตะครุบปากของตัวเองไว้ไหล่ตรงจุดที่สลักคำว่ากุญแจร้อนผ่าว หัวหมุนติ้วๆ หลังเปลือกตาเธอเห็นภาพของชายใส่ชุดขาวกำลังยิ้ม
เทียร์ลิงค์มองเธออึ้งๆ พักหนึ่งแล้วก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“ขออภัยอย่างสูงเ้าค่ะท่านทูต ข้าจะพาไปสู่ศูนย์กลางแห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์ตามที่พระเ้าได้บัญชาไว้เ้าค่ะ!”ท่าทางของทหารสาวกลับจากหน้ามือเป็หลังมือ รองเท้าบูตหนักหุ้มเหล็กส่งเสียงดังเมื่อเธอลุกขึ้นยืนตัวตรงเข่าชิดผายมือให้พวกเขาเข้าเมือง คราวนี้ฝ่ายที่ยืนอึ้งกับเป็ผู้มาเยือนแทน
“ลัคนา อธิบายซิ” หัวหน้าสาวคาดคั้น เด็กสาวไม่ได้มีท่าทางประหม่าเหมือนครั้งก่อนที่ถูกถามคราวนี้เธอกลับมองตรงไปข้างหน้า
นี่คือสถานที่ที่เธออยากมาั้แ่วันแรกที่เข้ามาในบาเรีย และเธอได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้วเสียงในสมองเธอบอกว่าไม่ว่ายังไงก็ต้องเข้าไปให้ได้ และยังมีความรู้สึกคุ้นเคยนี่อีก
“เข้าไปกันเถอะค่ะ...” เธอบอก ใบหน้าของคนอื่นๆ เต็มไปด้วยคำถามแต่พวกเขาก็ปิดปากไม่ยอมพูดออกมาเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังสุดขีดของเธอ
เมื่อครู่หนึ่งเธอได้รู้อะไรบางอย่าง สิ่งที่เทียร์ลิงค์กลัวไม่ใช่การที่กุญแจพูดออกมาแต่เป็การถูกเรียกด้วยอีกชื่อหนึ่งคือซันดรอปต่างหาก มันต้องมีความหมายอะไรสักอย่างแน่
“เรากำลังจะเข้าไปในโลกของผู้เล่น” ลอร์น่าพูดแล้วก็หัวเราะแบบเบาใจ “เหมือนฝันไปเลยว่าไหม?”
“ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมันความฝันมาสักพักแล้วนะ” นิชพรพูดออกมาบ้างหลังจากเงียบมานานลอร์น่าเข้ามากอดคอเธอแล้วก็หัวเราะเบาๆ
“อยู่ใกล้ๆ ฉันไว้ล่ะ” ฮิบิคิขยับเข้าไปใกล้ลัคนาทันที สายตายังคงสอดส่องหาอะไรก็ตามที่จะเป็อันตรายต่อพวกตน
ก้าวแรกพ้นทางเข้า ประสาทััก็ถูกถาโถมด้วยสีสันของเมืองใหญ่
แสงสว่างของดวงอาทิตย์ยามสายช่างเจิดจ้า เงาของตึกสูงตระหง่านสร้างอย่างเป็ระเบียบทอดยาวกับพื้นถนนสีขาวสายลมพัดกลิ่นขนมปังอบใหม่ลอยมา หูได้ยินทั้งเสียงนก เสียงใบไม้ และเสียงตีเหล็กดังอยู่ไกลๆอากาศเย็นสบายชวนให้สบายใจเหมือนว่าที่นี่ไม่มีอะไรอันตรายทั้งสิ้น แม้แต่ฮิบิคิและอรุโณทัยก็ยังหยุดมองบรรยากาศแสนสงบแต่วังเวงนี้
ััทั้งหมดนี้ไม่มีอยู่ในบาเรีย ความทรงจำพยายามจะกลับมาแต่ก็กลับมาไม่ได้ลัคนาจับศีรษะ อีกแล้ว...ความรู้สึกว่าเกือบจะนึกออกแต่ก็นึกไม่ออกเสียที
“ไม่เคยคิดว่าจะได้เข้ามาในนี้โดยไม่เจ็บปางตาย” ฮิบิคิถอนใจ ผู้เล่นได้อยู่ในสถานที่หรูหรากว่าพวกเขามากเขาไม่รู้ว่านั่นเป็เื่ดีหรือไม่
ในขณะเดียวกันอุลริกมีสีหน้าอธิบายยาก มันดูเหมือนความสับสน ความตื่นตาตื่นใจความอยากรู้อยากเห็น และความเศร้าหมองปะปนกันจนแยกไม่ออก บางทีการที่เขาเพิ่งตื่นอาจจะทำให้รู้อะไรก็ได้
“นึกอะไรออกรึเปล่า?” ลอร์น่าสังเกตเห็นสีหน้าของเขาเช่นกัน
“คล้ายๆ ว่าเคยเจอแบบนี้ที่ไหนมาก่อน” เขาลูบผมตัวเอง “แปลกจัง”
“ก็อย่างนี้ทุกคนแหละ” ลอร์น่าถอนหายใจเมื่อคำตอบที่ได้ไม่มีประโยชน์นัก
“อย่าได้ชักช้า ทางนี้เ้าค่ะ” เทียร์ลิงค์เดินก้าวฉับๆ ตรงไปยังอีกฟากหนึ่งของเมือง
ตรงนั้นมีหอคอยสูงตระหง่านสร้างด้วยหินอ่อน ทอง และเพชร มันเปล่งแสงเรืองรองออกมายิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นขนาดอันใหญ่โตราวกับจะไปให้ถึง์ พวกเขาเคยเห็นหอคอยนี้ไกลๆจากบาเรีย พอมามองใกล้ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงไปถนัดตา
“สิ่งที่พวกท่าน้าทราบ คำตอบที่ท่านขวนขวาย อยู่ในนี้เ้าค่ะ” เทียร์ลิงค์โค้งตัวผายมือให้เข้าไปลัคนาผลักประตูบานโตให้เปิดออกโดยไม่มีความลังเล
ภายในหอคอยเป็ห้องโถงทรงกลมปราศจากวี่แววของผู้คน
แสงสว่างส่องผ่านกระจกสีทำให้ทั้งหอคอยดูโปร่งและสวยงาม ตามผนังมีกระดานอยู่มันดูจะเป็สิ่งน่าสนใจสิ่งเดียวในหอคอยจนกระทั่งลัคนาขยับไปยืนตรงกลางหอคอย เสียงผู้หญิงดังกังวานขึ้น
“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่หอคอย...เอ๊ะ...” เสียงนั้นสะดุดไป เด็กสาวพยายามมองหาต้นเสียงแต่ก็พบเพียงผนังเรียบเนียนของหอคอยเพดานนั้นอยู่สูงจนกลายเป็วงกลมเล็กๆ และบนนั้นไม่มีใคร
“MT…” เสียงนั้นพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ“ใช่จริงค่ะๆ มีเพลเยอร์บางส่วนที่ถูกคิดว่าเป็ AI เพราะไม่มีความทรงจำคิดว่าเอาไว้สำหรับทดสอบระบบ...”
“ออกมาสิ!” อรุโณทัยะโ เสียงนั้นเงียบไปอีกครั้ง
“ขออภัยค่ะ ดิฉันไม่สามารถเปิดเผยร่างจริงแก่พวกคุณได้ เพราะพวกคุณยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขหากพบกันตอนนี้อาจจะเป็ปัญหาใหญ่ในภายหน้า ดังนั้นดิฉันไม่สามารถจริงๆ โปรดเข้าใจด้วยค่ะ”
“พูดอะไรไม่เข้าใจเลย อธิบายให้มันดีๆ สิ!” ฮิบิคิพูดเหมือนกำลังออกคำสั่งได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ ดังขึ้น
“...ดิฉันพูดอะไรกับพวกคุณไม่ได้” พอจบประโยคนั้นเด็กหนุ่มก็ตวาดออกไปเพราะความหงุดหงิด
“อธิบายมา! ผู้เล่นคืออะไร? พวกเราเป็ใคร? ทำไมถึงต้องโดนฆ่าด้วย? ใครส่งเรามาที่นี่? รู้ใช่ไหมล่ะ หา?!” เขาชักดาบสั้นออกมาแล้วปักผนังเต็มแรงจนเป็รอยแตก“ถ้ารู้ก็ตอบมาดีๆ เซ่!”
“ฮิบิคิ! ใจเย็นก่อน” ลัคนาเตือน เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคืออะไรและทำอะไรได้บ้างไม่อยากให้เด็กหนุ่มทำอะไรโง่ๆ ตอนนี้
“...ขออภัย” อีกฝ่ายตอบกลับเบาๆ แต่ก่อนที่ฮิบิคิจะโกรธถึงขั้นลงไม้ลงมือกับความว่างเปล่านิชพรก็ร้องขึ้น
“มาดูนี่เร็วเข้า!” น้ำเสียงของเธอแตกตื่นผิดธรรมดา
“...อะไรกัน...” พวกเขาลืมเสียงไร้ตัวตนนั้นไปชั่วขณะแล้วจ้องมองกระดานที่ติดอยู่บนผนังสมองไม่สามารถทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็นได้
การจัดอันดับผู้เล่นที่มีเงินมากที่สุด (Server T2)
อันดับหนึ่ง Fate
อันดับสอง เทพทองแดง
อันดับสาม รินคำ
รินคำ
รินคำ...
“รินคำ...” อรุโณทัยพึมพำ ไม่มีใครในบาเรียจะไม่เคยได้ยินชื่อของ MT คนแรก แต่การจัดอันดับนี้เป็ของผู้เล่นไม่ใช่หรือ?
“..คนชื่อซ้ำรึเปล่า?” ลอร์น่าหัวเราะแห้งๆนิชพรที่ยืนอยู่ข้างๆ กัดปาก
มีเพลเยอร์บางส่วนที่ถูกคิดว่าเป็ AI เพราะไม่มีความทรงจำ
“นี่...” อรุโณทัยปะติดปะต่อคำพูดนั้นแล้วเงยหน้าขึ้นถามเสียงผู้หญิง
“...มีปัญหาอะไรให้ช่วยไหมคะ?” น้ำเสียงนั้นเริ่มระมัดระวังมากขึ้น
“ถ้าเราตายแล้ว...เราจะไปอยู่ที่ไหน?” หัวหน้าสาวถามเสียงเรียบ
ทุกคนเชื่อมต่อเื่ราวเข้าด้วยกันได้ทันที
เสียงนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง
“คุณกำลังคิดผิดค่ะ” เธอพูดอย่างเยือกเย็นผิดกับน้ำเสียงอบอุ่นในตอนแรก“ถ้าพวกคุณตายตัวตนของคุณจะหายไปจากโลกนี้”
น้ำเสียงเด็ดขาดนั้นเหมือนคำประกาศิต
“แล้วรินคำที่เห็นนี่ใคร?” ฮิบิคิยังไม่ยอมลงให้ง่ายๆ
“เธอไม่ใช่รินคำที่พวกคุณรู้จักอีกต่อไป” เสียงนั้นตอบเหมือนมีความหมายแฝง“เทียร์ลิงค์เชื่อว่าคำตอบอยู่ในนี้ก็จริง แต่เธอเป็เพียงแค่หมากตัวหนึ่งในกระดานเท่านั้นค่ะพวกคุณทุกคนก็ด้วย”
“...” เสียงที่ดังก้องในหอคอยทำให้บรรยากาศข้างในยิ่งตึงเครียด
“...พวกคุณไม่รู้ตัวเลยว่า—”
อยู่ดีๆ เสียงนั้นก็ขาดหาย
ลัคนารอคอยให้เธอกลับมาพูดต่อให้จบประโยค แต่นานเท่าไหร่ทั้งหอคอยก็ยังเงียบ
“เฮ้ย!” ฮิบิคิะโแต่ก็ไร้เสียงตอบรับ
“หมายความว่ายังไง...?” นิชพรพูดเสียงสั่น“หมากเหรอ...?”
“จะไปใส่ใจอะไร เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอพูดเป็ความจริงรึเปล่า” อรุโณทัยวางมือบนไหล่เด็กสาวดวงตาของเธอมีแววลังเลแต่เธอก็ไม่ยอมให้มันแสดงออกมา
“ถ้าพวกเธอไม่เข้าใจแล้วฉันจะไปเหลืออะไรล่ะ...” อุลริกถอนหายใจเสียงดัง“เอาเถอะนะ ฉันไม่เข้าใจแต่เหมือนเราจะมาเสียเที่ยวแล้ว”
“น่าหงุดหงิดชะมัด!” ฮิบิคิโกรธจนไม่รู้จะระบายที่ไหน “อีกนิดเดียว...”
“ฉันเองก็โกรธไม่แพ้นายหรอก อย่าให้เห็นหน้ายัยนั่นเชียว เดี๋ยวซัดคว่ำเลยนี่”ลอร์น่าขยับด้ามขวานเหมือนอยากจะเหวี่ยงมันเต็มทน
“ในนั้นมีอะไรอีกหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นว่าคนที่น่าจะมีคำตอบให้ไม่ยอมตอบ อรุโณทัยก็หันไปสนใจกระดานบนผนังแทนนิชพรส่ายหน้า เธอลองทุกอย่างแล้วแต่การจัดอันดับนั้นเป็สิ่งเดียวที่ปรากฏขึ้นมา
“รีบกลับเถอะค่ะ” ลัคนาเริ่มใจไม่ดี เธอเปิดประตูออกจากหอคอยคนแรก เทียร์ลิงค์หายตัวไปด้านนอกเริ่มมีเสียงคุยจ้อกแจ้กแต่ไม่เห็นตัวคน
“ไม่รู้ว่าผู้เล่นจะกลับมาเมื่อไหร่ รีบวิ่งเถอะ!” ฮิบิคิฉุดมือลัคนาวิ่งแบบไม่สนใจใครอื่นพอหันไปดูก็พบว่าคนที่เหลือวิ่งตามมาติดๆ
ระหว่างทางไม่เจอผู้เล่น แต่สัญชาตญาณก็บอกว่าควรรีบออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่ได้รู้คำตอบที่อยากรู้มาตลอด ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าชายชุดขาวที่เธอเห็นบ่อยๆใช่คนที่บงการเื่ทั้งหมดหรือเปล่า แต่ถ้าเธอได้รู้ขึ้นมามันก็ง่ายเกินไปจริงๆ ลัคนารู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูกในหัวมีแต่คำถามว่าทำไม ทำไมพวกเขาไม่ได้คำตอบที่เป็ประโยชน์อะไรกลับมาเลย...?
ไม่กี่อึดใจพวกเขาก็มาถึงทางเข้า เทียร์ลิงค์ไม่อยู่ตรงนั้นเช่นกัน พวกเขาจึงพุ่งเข้าไปในป่าสีม่วงฮิบิคิหยุดชะงัก เขาขยับผ้าพันคอให้พ้นหน้า คิ้วขมวดกันเป็ปม มือข้างที่จับลัคนาอยู่ยิ่งบีบแน่นขึ้น
“ฉันได้ยิน...” เขาพูดเสียงต่ำ “มอนสเตอร์กลับเข้ามาในป่านี้แล้ว”