2
คุณหนูผู้เกียจคร้าน
“เช่นนั้นก็ดี” เสนาบดีผู้ควบตำแหน่งราชครูมีสีหน้าเปลี่ยนไปชั่วแวบหนึ่ง หลิวม่านน่าจะไม่ทันเห็น แต่หวังกุ้ยฮวาที่ยังไม่ละสายตาไปจากผู้เป็พ่อกลับมองได้ชัดเจน
เหตุใดท่านพ่อถึงดูไม่พอใจกันหนอ
“ตั้งใจเรียน พ่อจะรอฟังพิณที่ลูกเล่น” มือหนาวางบนบนศีรษะก่อนลูบเบาๆ หวังกุ้ยฮวาสะดุ้งออกจากภวังค์แล้วเร่งร้องรับ
“ข้าจะตั้งใจเล่นอย่างสุดฝีมือเลยเ้าค่ะ”
คล้อยหลังบิดา สีหน้าของหญิงสาวก็หม่นลง นางนั่งลงหน้าพิณที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต ปรับเอ็นใหม่ด้วยท่าทางคล่องแคล่วจนหลิวม่านต้องร้องทัก
“เสี่ยวฮวาไปแอบฝึกปรับสายมาหรือ อาจารย์บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ต้องรีบเร่ง”
หญิงสาวชะงัก ลดความเร็วในการขยับลงอีกสามส่วน
นางเล่นพิณจนชินเพราะใช้เสียงดนตรีล่อหลอกผู้คน จนลืมไปแล้วว่าเมื่อครั้งอายุสิบห้าไม่ได้เชี่ยวชาญมากสักเท่าไร
คำเยินยอเ่าั้เป็เพียงสายลมผ่านหู ไม่ควรเก็บมาใส่ใจอย่างแท้จริง ให้เทียบนางในยามนั้นกับตอนนี้ย่อมมิใช่คนเดิมอีกต่อไป
“ท่านอาจารย์... ข้ามีเื่อยากจะขอร้องท่านเ้าค่ะ”
“เื่พิณหรือ”
“อาจารย์ทราบ...” หวังกุ้ยฮวาเบิกตา เก็บมือวางลงบนหน้าขา นางเพิ่งรู้ว่าการดีดพิณของตนจะก่อปัญหาก็ตอนที่ปรับสายทั้งแปดจนแล้วเสร็จ
“แค่เห็นท่าทางของเ้าอาจารย์ก็รู้แล้ว ไปแอบฝึกฝนกลางดึกอีกล่ะสิ อาจารย์บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่จำเป็ต้องกดดันตัวเองถึงเพียงนั้น อาหลานตามใจเ้าเสียจนเคยตัว ดูสิมือเป็แผลเพียงนี้ถ้าฝืนเล่นอีกจะาเ็เอา”
หญิงสาวพรูลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อหลิวม่านเข้าใจไปอีกทางหนึ่ง เมื่อถูกทักหวังกุ้ยฮวาถึงแบมือมอง ตอนรับสำรับยังไม่ชัด แต่เพียงต้องสายพิณไม่กี่ครั้งกลับมีเืซึม
ต้องขอบคุณตัวเองในอดีตหรือไม่ที่ฝึกฝนเสียจนาเ็เพียงนี้
เห็นเช่นนี้แล้วหวังกุ้ยฮวาก็นึกขึ้นได้ว่าเพื่อประชันฝีมือกับคุณหนูผู้อื่นนางถึงกับฝืนดีดพิณจนใช้มือไม่ได้อีกเป็ปี
โง่งม... เป็สตรีโง่งมจริงๆ เสียด้วย
“ขออภัยด้วยเ้าค่ะ แต่อาจารย์ช่วยบอกท่านแม่ได้หรือไม่เ้าคะว่าข้าลืมทำนอง ทำให้ท่านขายหน้าเสียแล้ว”
นางซุกฝ่ามือลงในแขนเสื้อ ส่งยิ้มจืดเจื่อนด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องโกหก แต่หลิวม่านกลับคิดไปอีกทาง นึกว่าลูกศิษย์สาวรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ดีดพิณให้มารดาฟังอย่างที่้า
“ไม่เป็ไร อาหลานไม่ว่าเ้าหรอก แต่อย่าลืมพักให้มากขึ้นเล่า”
“เ้าค่ะ รบกวนอาจารย์แล้ว”
เพราะมีเหตุผลรับรองจากหลิวม่าน หวังกุ้ยฮวาจึงสามารถกลายเป็ตัวี้เีได้อย่างไม่ผิดสังเกต หญิงสาวส่งคนไปบอกยกเลิกนัดอาจารย์ทุกวิชาที่ต้องเรียน จากนั้นจึงเก็บตัวอยู่ภายในห้องนอนจนหลายคนคิดว่านางถูกกักบริเวณ
ทว่าหวังกุ้ยฮวาไม่สน ยามนี้ยังไม่มีละครจำอวดชวนขบขันจึงไม่มีแรงใดฉุดรั้งนางออกจากเตียงอันแสนอบอุ่นได้อีก
มีเพียงชิงชิงเท่านั้นที่รู้ว่าคุณหนูของนางรักษาฝ่ามือด้วยการนอนบนเตียงคั่งทั้งวัน
จวบจนวันที่ห้านับแต่รับปากหวังกุ้ยผิง หวังกุ้ยฮวาตื่นแต่เช้า หลังชำระกายารมเครื่องหอมอยู่หลายชั่วยามก็ก้าวออกมาจากห้องนอนของตนในที่สุด เผิงอิงหลานที่นั่งอยู่ในโถงเรือนรองเป็คนแรกที่เห็น คิ้วโก่งจึงเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อสีสันบนร่างของบุตรสาวจืดชืดราวกับถูกหวังกุ้ยผิงยื้อเอาไป
“วันนี้ฮวาเอ๋อร์ของแม่งดงามนัก เ้า้าจะเป็เทพเซียนท่ามกลางบุปผาหลากสีหรือ”
หวังกุ้ยฮวาเลือกชุดสีขาวปักลายดอกบัวโดยใช้ด้ายสีเหลืองอ่อนๆ จนดูกลืนเป็หนึ่งเดียว แม้กระทั่งหยกประดับก็ยังเลือกหยกมันแพะ มองครู่หนึ่งนึกว่าก้อนเมฆ มองอีกคราวก็คล้ายหมอกยามเช้าที่ไม่นานย่อมจางหายไป
“มิได้เ้าค่ะท่านแม่ ข้าแค่รู้สึกว่าหลายวันมานี้สวมชุดฉูดฉานจนตาพร่า ทั้งวันนี้ต้องชมบุปผา มิควรโดดเด่นจนอุทยานหลวงดูหมองหม่นเ้าค่ะ”
“พูดได้ดี” เผิงอิงหลานพยักหน้าเห็นด้วย หลายวันก่อนนางรู้สึกว่าบุตรสาวเริ่มรู้ความมากขึ้น วันนี้ก็คล้ายจะวางตัวเป็มากกว่าเดิม “จดจำคำแม่ไว้ฮวาเอ๋อร์ อย่าให้ผู้อื่นเลือกหยิบดอมดมโดยง่าย เ้าต้องเป็ฝ่ายเลือกเท่านั้น”
“เ้าค่ะท่านแม่ ฮวาเอ๋อร์จดจำทุกคำแล้ว”
หวังกุ้ยฮวาแต้มยิ้ม ชาดแดงบนริมฝีปากเป็สิ่งเดียวที่ทำให้หญิงสาวไม่ดูกลืนไปกับอากาศ
ชาติก่อนนางปล่อยให้ผู้อื่นดอมดมและเหยียบย่ำ แต่ชาตินี้นางจะเป็ผู้เลือกคู่ครองด้วยตนเอง
บุตรสาวเสนาบดีอย่างนางไม่จำเป็ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ แค่อยู่ในจวนเฉยๆ ก็มีแม่สื่อตบเท้ามาไม่เว้นว่าง พวกเขาล้วนแต่เป็บุรุษจากสกุลที่ดีพร้อม ขอแค่หลบพ้นสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้เท่านั้นพอ
เมื่อก้าวออกมานอกจวนหวังกุ้ยฮวาพบว่าหวังกุ้ยผิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว พี่สาวอยู่ในชุดสีขาวเหมือนกันราวกับนัดไว้ แต่เมื่อเทียบกันแล้วชุดที่ใส่ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าดูจะช้ำและจืดกว่านางถึงสองส่วน
“แปลกจริง วันนี้ข้าใจตรงกันกับพี่รองเลยเ้าค่ะ”
สีหน้าของสองแม่ลูกไม่ดีเท่าไรนัก แต่หวังกุ้ยฮวาเป็ดังเทียบเชิญร่วมงานชมบุปผา ดังนั้นต่อให้จีซือเจียงอยากทุบตีเท่าไรก็ได้แต่ไล่ให้หวังกุ้ยผิงกลับไปเปลี่ยนชุดใหม่
“ดูเหมือนพี่รองของเ้าหยิบชุดมาผิด ฮวาเอ๋อร์ก็รอนางสักหน่อยเถิด”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะแม่รอง ยามนี้งานยังไม่เริ่ม อีกอย่างไปช้าสักหน่อยก็แค่ไม่ทันการประชันความสามารถของทายาทรุ่นเยาว์เท่านั้น ข้าไม่ได้้าเข้าร่วมเลยไม่มีความเห็นใด”
หวังกุ้ยฮวาฉอเลาะราวกับไม่รับรู้ถึงความเคียดแค้นซึ่งลอยวนอยู่ในอากาศ ชาติก่อนนางขวางทางสองแม่ลูกที่อยากโดดเด่นจนยื่นขาเข้าวังอันอ๋อง แต่ชาตินี้นางจะหลบทางเพื่อให้พวกเขารู้ว่าแคว้นจิ้นไม่ได้มีพื้นที่สำหรับบุตรีของฮูหยินรอง
“ข้ามาแล้ว ไปกันเถิดเ้าค่ะท่านแม่ น้องสาม”
ชุดที่หวังกุ้ยผิงเปลี่ยนมาเป็สีแดงสดแบบที่หวังกุ้ยฮวานิยม แต่เพราะผัดแป้งมาเพื่อรับกับชุดสีขาวจึงดูร้อนแรงเกินไป หวังกุ้ยฮวาเพียงยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เอ่ยอะไร เดินนำพี่สาวกับมารดารองขึ้นรถม้าที่บ่าวจัดเตรียมไว้ราวกับไม่เห็นประกายความท้าทายจากสองแม่ลูกซึ่งไม่คิดจะเก็บซ่อน
ยิ่งพิศก็ยิ่งพบว่าตนเองในชาติก่อนถูกเมฆหมอกบังตา ช่างโง่งมนักที่คิดว่าผู้อื่นหวังดีกับตนยิ่งกว่ามารดาแท้ๆ
เอาเถิด... หวังว่าความโดดเด่นของพี่สาวในยามนี้จะจับใจหลี่เยียนเหมือนที่เคยเป็