มู่เหยียน กอดร่างที่หมดสติของ หลี่มี่เยว่ ไว้แน่น แสงสีทองจากพลังของเธอยังคงอบอวลอยู่รอบตัวพวกเขา ภาพความทรงจำจากอดีตชาติไหลหลั่งเข้ามาในจิตใจของเขาอย่างต่อเนื่อง เขานึกถึงทุกรายละเอียดของาแห่งเทวะและอสูร ความจริงที่ถูกบิดเบือน และการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเธอเพื่อปกป้องเขาจากพลังชั่วร้ายที่แทรกซึมอยู่ในกายของจอมมารแห่งโกลาหล
'ข้าเข้าใจผิดนางมาตลอด' ความรู้สึกผิดท่วมท้นจิตใจของ มู่เหยียน ความเกลียดชังที่เคยมีต่อเทพเซียนมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรักอันบริสุทธิ์และลึกซึ้งที่เขามีต่อเทพเซียนสาวผู้นี้ ผู้ที่เคยเป็ทั้งคู่ต่อสู้และผู้ที่ผนึกเขา แต่แท้จริงแล้วกลับเป็ผู้ที่ปกป้องเขามาโดยตลอด
กลุ่มนักฆ่าที่เหลือต่างพากันล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าผู้นำของพวกมันถูกพลังของ หลี่มี่เยว่ กำจัดไปแล้ว พวกมันไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับพลังที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจถึงเพียงนั้น
มู่เหยียน ประคอง หลี่มี่เยว่ ขึ้นมาในอ้อมแขน เขาพาเธอเดินออกจากซากปรักหักพังของหอสมุดหลวงอย่างช้า ๆ เพื่อหาสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับพักฟื้น เขาใช้เสื้อคลุมสีดำของตัวเองห่อหุ้มร่างของเธอไว้ เพื่อกันความหนาวเย็นยามค่ำคืน
เมื่อมาถึงถ้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่กลางป่า มู่เหยียน ก็วาง หลี่มี่เยว่ ลงอย่างระมัดระวัง เขานั่งลงข้าง ๆ เธอ เฝ้ามองใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอด้วยความเป็ห่วง
"เ้าฟื้นสิ... เทพเซียนโง่" เขากระซิบเสียงเบา พลางจับมือเธอไว้แน่น อบอุ่นด้วยไออุ่นที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมอบให้ใคร
ในขณะที่เขาเฝ้าระวังอยู่ข้างกายเธอ มู่เหยียน ก็ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พลังมารที่เคยถูกกดทับดูเหมือนจะกลับมาบางส่วน แม้จะยังไม่เต็มที่ แต่เขาก็รู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เริ่มไหลเวียนอยู่ในกายอีกครั้ง และสิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ รอยแผลเป็ที่หน้าอกของเขาที่เคยปวดแปลบมาตลอด บัดนี้กลับรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับพลังชั่วร้ายที่เคยกัดกินิญญาของเขามานานนับพันปีได้จางหายไป
รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมกับเสียงนกร้องเพลง หลี่มี่เยว่ ลืมตาขึ้นช้า ๆ เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมกาย เมื่อเห็นใบหน้าของ มู่เหยียน ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง
"ท่านจอมมาร... ท่านอยู่กับข้าหรือเ้าคะ"
มู่เหยียน ถอนหายใจอย่างโล่งอก "เ้าฟื้นแล้ว" เขาเอื้อมมือไปััหน้าผากของเธออย่างอ่อนโยน "เ้าไม่สบายตรงไหนหรือไม่"
หลี่มี่เยว่ พยักหน้าเบา ๆ "ข้าแค่รู้สึกอ่อนเพลีย แต่พลังของข้า... มันเปลี่ยนแปลงไป" เธอพยายามรวบรวมพลังเซียนอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่พลังธาตุน้ำ แต่เป็พลังสีทองบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากร่างของเธออย่างชัดเจน "ข้ารู้สึกเหมือนพลังมันตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วเ้าค่ะ"
มู่เหยียน ััได้ถึงพลังที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจของเธอ พลังแห่งการชำระล้างที่แท้จริง บัดนี้มันได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว "พลังของเ้า... ช่างงดงามนัก" เขาเอ่ยชื่นชมอย่างจริงใจ
"และพลังของท่านก็เช่นกันเ้าค่ะ" หลี่มี่เยว่ มองไปที่เขา "รอยแผลเป็ของท่าน... ดูเหมือนจะจางลงแล้ว"
มู่เหยียน ก้มลงมองรอยแผลเป็ที่หน้าอกของตัวเอง มันจางลงไปมากจริง ๆ ราวกับว่าการที่ หลี่มี่เยว่ ได้ปลดปล่อยพลังแห่งการชำระล้างออกมาอย่างสมบูรณ์ ได้ส่งผลกระทบต่อคำสาปและพลังชั่วร้ายที่เคยสิงสถิตอยู่ในตัวเขา
"ดูเหมือนว่า... พลังของเ้าคือสิ่งที่สามารถปลดปล่อยข้าจากคำสาปนั้นได้" มู่เหยียน กล่าวด้วยความรู้สึกประหลาดใจระคนกับความเข้าใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าเทพเซียนที่เขาเกลียดชังมาตลอด จะเป็ผู้ปลดปล่อยเขาจากความเ็ปอันยาวนาน
"และคำสาปที่เชื่อมโยงเราไว้ด้วยกัน... ดูเหมือนจะไม่ได้เป็การลงโทษ แต่เป็เส้นทางที่ทำให้เราได้มาพบกันอีกครั้ง" หลี่มี่เยว่ กล่าวพลางยิ้ม ความรักและความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขาในโลกมนุษย์แห่งนี้ คือสิ่งที่ยืนยันว่าไม่ว่าในอดีตพวกเขาจะเป็ใคร หรือต้องเผชิญหน้ากับอะไร ความรักของพวกเขาก็ยังคงอยู่
พวกเขายังคงต้องเผชิญหน้ากับอันตรายจากกลุ่มคนสวมหน้ากากปริศนา ผู้ที่้าพลังของพวกเขาเพื่อแผนการชั่วร้าย แต่บัดนี้พวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน ได้ค้นพบความจริงเกี่ยวกับอดีตชาติของตนเอง และความผูกพันที่ลึกซึ้งที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้ด้วยกัน พลังแห่งการชำระล้างของเธอ และพลังมารของเขา จะรวมกันเป็หนึ่ง เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่แท้จริง และหาทางกลับคืนสู่ภพภูมิของตนเอง
เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ตอนนี้ พวกเขามีกันและกัน มีความจริงในมือ และมีความรักที่เป็แรงผลักดัน ไม่ว่าคำสาปจะกำหนดชะตาพวกเขาอย่างไร พวกเขาจะร่วมกันฝ่าฟันมันไปให้ได้