ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ไร้ซึ่งแสงดาราพร่างพราว ความเ็ปทรมานปานจะขาดใจกำลังเกาะกินใจชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลา น่ารักคนหนึ่ง ซึ่งบัดนี้กำลังนอนพลิกกายไปมาอย่างกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงนอน ราวกับว่าตกอยู่ท่ามกลางห้วงดินแดนอนธการ ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นเขาก็คือองค์ชายหยวนอิง แห่งแคว้นหยวนนั่นเอง
นับจากวันที่ต้องหนีออกมาจากแคว้นหยวน ทุกค่ำคืนที่หลับตานอนหยวนอิงไม่เคยออกมาจากฝันร้ายได้เลย มันยังคงวนเวียนมาหาเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน ภาพที่ตนเองยืนอยู่ในตำหนักท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจากตะเกียงที่ส่องสว่าง ในขณะที่คลี่จดหมายออกอ่าน แต่ข้อความในกระดาษแผ่นนั้นเปรียบประดุจดั่งอาวุธอันหนาวเย็นสุดขั้วพุ่งเข้าจู่โจมจิตใจของเขาจนพังทะลายไม่มีชิ้นดี จดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาจากท่านตา แม่ทัพลู่ถิงแม่ทัพแห่งแคว้นหยวน ผู้มีอำนาจควบคุมกำลังทหารนับแสนแห่งกองทัพเช่อเยี่ยน ซึ่งเสียสละเืเนื้อเพื่อปกป้องแคว้นและปราบปรามข้าศึกที่มารุกรานจนได้รับความเคารพนับถือจากทั่วหล้า
แต่เพราะอำนาจ และคำแซ่ซ้องจากปวงประชานั้นมีมากเกินไปมันจึงกลายเป็ดาบสองคมที่สร้างความหวาดระแวงให้กับคนผู้หนึ่ง หากหยวนอิงก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่า คนผู้นั้นจะทำได้ถึงเพียงนี้ ทำแม้กระทั่งใส่ร้ายข้อหาฏต่อขุนนางที่จงรักภักดีมาทั้งชีวิต อีกทั้งยังมีคำสั่งสังหารตนผู้ซึ่งเป็บุตรชายแท้ๆ เพียงเพราะ้าขุดรากถอนโคนให้สิ้นซากทั้งตระกูล ด้วยหวั่นเกรงการแก้แค้นในภายหลัง
หยวนอิงค่อยๆ ละสายตาจากแผ่นกระดาษตรงหน้าด้วยสองตาแดงก่ำ ขณะจ้องมองไปยังชายตรงหน้าซึ่งบัดนี้ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืคละคลุ้งดวงตาทั้งสองแดงก่ำเช่นเดียวกัน ลู่อู๋ซู แม่ทัพน้อยแห่งกองทัพเช่อเยี่ยน ผู้เปรียบประดุจบุตรชายของท่านตา
แม่ทัพลู่ถิงชุบเลี้ยงลู่อู๋ซูมาั้แ่เยาว์วัย ให้ความรักประดุจคนในครอบครัว ทั้งยังถ่ายทอดศิลปะการต่อสู้ และความรู้ทางด้านกลศึกทุกแขนงให้แก่เขาจนหมดสิ้น ั้แ่เล็กจนโตยามหยวนอิงไปเที่ยวเล่นที่จวนของท่านตามักจะได้พบกับลู่อู๋ซูซึ่งกำลังฝึกซ้อมการต่อสู้อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังใจดีปลีกตัวมาเล่นเป็เพื่อนเขาเป็ครั้งคราว
“ท่านพี่ ข้าไม่ได้กำลังฝันไปใช่หรือไม่” หยวนอิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือสิ้นหวัง
ลู่อู๋ซูนิ่งเงียบ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพราะเขารู้ดีว่าหยวนอิง ไม่ได้้าคำตอบแต่อย่างใด
หลังจากความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ลู่อู๋ซูก็กล่าวขึ้น
“เราไม่มีเวลาแล้ว ท่านแม่ทัพมีคำสั่งให้ข้ารีบพาท่านหนีออกจากแคว้นหยวนโดยเร็วที่สุด และมุ่งหน้าไปแคว้นถัง” ลู่อู๋ซูกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
หยวนอิงสบสายตาลู่อู๋ซูก่อนจะกล่าวถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “แล้วคนอื่นๆ เล่าท่านพี่”
ลู่อู๋ซูมองไปทางหยวนอิง พลางกลืนก้อนแข็งๆ ที่กำลังตีตื้นขึ้นมาจุกอก ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ไม่มีคนอื่น มีแค่เรา และทหารคนสนิทจำนวนหนึ่งเท่านั้น”
“นี่เป็ความหวังสุดท้ายของท่านแม่ทัพ เราไม่อาจชักช้า หาไม่จะไม่สามารถตีฝ่าออกไปได้” ลู่อู๋ซูกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวหนักแน่น
“เ้ารีบไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็ชุดนี้” พูดจบลู่อู๋ซูก็ยื่นชุดเรียบง่ายสีครามส่งให้หยวนอิง
หยวนอิง ชะงักงันไปครู่หนึ่ง แต่ก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาเศร้าโศกเสียใจ หาไม่ความผิดโทษฐานก่อฏนี้ ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถลบล้างมลทินให้ตระกูลลู่ได้อีกแล้ว เขาเอื้อมมือไปรับเสื้อผ้ามาแล้วรีบเข้าไปผลัดเปลี่ยน ใช้เวลาเพียงไม่นานก็พร้อมออกเดินทาง
“พวกเราไปกันเถอะ” หยวนอิงกล่าวแม้ภายในจิตใจจะรู้สึกเศร้าโศก แม้ไม่อยากจากไปหากรู้ดีว่าบัดนี้ไม่มีหนทางอื่นให้เดินอีกแล้ว
ทั้งสองคนพยายามซ่อนตัวอยู่ในเงามืด หลบเลี่ยงทหารเวรยามตามจุดต่างๆ ในที่สุดก็สามารถรอดพ้นสายตาออกมาสมทบกับกลุ่มทหารนับสิบซึ่งท่านตาได้จัดเตรียมไว้ให้จนได้ ทุกคนล้วนเป็ผู้คนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตา กำลังนั่งรออยู่บนหลังม้าพร้อมจะออกเดินทางทุกเมื่อ
ทั้งกลุ่มรีบควบม้าห้อตะบึงจนฝุ่นตลบมุ่งหน้าไปทางทิศประจิม ในระยะแรกพวกเขาสามารถหลบหลีกออกไปได้โดยไม่มีอุปสรรค แต่เวลาล่วงเลยไปได้เพียงสองวันทหารตามด่านต่างๆ เริ่มตรวจตราเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ จนต้องแบ่งกลุ่มแยกย้ายกันหนี แล้วค่อยกลับมารวมตัวกันอีกครั้งตามจุดนัดพบซึ่งได้นัดหมายกันไว้ล่วงหน้า
เมื่อย่างเข้าวันที่สี่ในที่สุดอีกฝ่ายก็ล่วงรู้ตำแหน่งพวกเขาจนได้ กลุ่มของหยวนอิงจึงจำต้องเดินทางพร้อมปะทะกับฝ่ายตรงข้ามไปตลอดทางจนคนในกลุ่มเริ่มล้มหายตายจากไปทีละคน
ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิด หยวนอิงกวาดตามองกลุ่มคนที่ติดตามอยู่ข้างกายด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย รู้สึกผิด และละอายใจต่อการกระทำของบิดาตนยิ่งนัก พวกเขาต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเป็ความตายดุจดั่งเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่สามารถปริแตกได้ทุกเมื่อ หยวนอิงประสานมือคารวะไปทางกลุ่มคนเ่าั้ ก่อนกล่าวคำที่อยู่ภายในใจออกมา
“ข้าหยวนอิง ขอขอบคุณทุกท่านที่เสียสละชีวิตและเืเนื้อเพื่อชาติบ้านเมืองมาโดยตลอด อีกทั้งยังคุ้มครองข้ามาตลอดเส้นทางสุดแสนอันตรายนี้ แม้ว่ามันอาจจะหมายถึงจุดจบสุดท้ายของชีวิตก็ตาม ข้าหามีสิ่งใดตอบแทนในยามนี้ไม่ แต่ข้าขอให้คำสัตย์สาบาน หากข้ามีชีวิตรอดไปได้ ในอนาคตข้าจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อทวงความเป็ธรรมกลับมา และลบล้างมลทินที่พวกเราตระกูลลู่ไม่ได้ก่อให้จงได้ ข้าจะไม่หลงลืมบุญคุณในครั้งนี้เป็อันขาด” พูดจบหยวนอิงก็คารวะต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง ใบหน้าบ่งบอกถึงความตั้งใจในทุกคำพูดที่ตนเพิ่งเอ่ย
ทหารทุกนายเมื่อได้ฟังคำกล่าวต่างรู้สึกตื้นตันใจ ทุกคนลุกขึ้นยืนคารวะตอบไปทางหยวนอิงเช่นกัน
สละสิ้นเืเนื้อทุกหยาดหยด
ชีพชีวาจรจดไม่แหนงหน่าย
แม้ทอดร่างกลางป่าเขาเปล่าเปลี่ยวดาย
สลักลายเกียรติภูมิยอดนักรบ
หากผ่านวันนี้ไปพวกเขาก็จะสามารถข้ามเขตชายแดนเข้าสู่แคว้นถังได้แล้ว นับเป็ความโชคดีที่ตลอดเส้นทางพวกเขาได้รับความช่วยเหลืออย่างลับๆจากคนผู้หนึ่ง หาไม่คงมิอาจหลบเลี่ยงอันตรายมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้
คนผู้นี้คือใครกัน นี่คือความสงสัยในใจของหยวนอิง ดูเหมือนคนผู้นั้นจะเตรียมการทุกอย่างไว้ล่วงหน้า และคำนวณแล้วว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ดูได้จากการวางตัวผู้คนไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อคอยส่งข่าว
หยวนอิงยังจดจำ่เวลาวิกฤติที่สุดได้ ตอนนั้นมีเด็กขอทานนำกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้ตน เมื่อเปิดดูพบว่าเป็แผนที่เดินทางไปยังแคว้นถัง ในนั้นล้วนระบุด่านทหารแต่ละเส้นทางไว้อย่างละเอียดชัดเจน เส้นทางใดไปได้ เส้นทางใดห้ามไป
ลู่อู๋ซูหลังจากมองแผนที่ฉบับนี้ ในคราแรกยังเกิดความระแวงสงสัย แต่ด้วยภาวะจำยอมเนื่องจากเส้นทางที่พวกเขาวางแผนเดินทางไว้ถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ จึงจำใจต้องเสี่ยงหลบหนีไปตามเส้นทางที่ระบุไว้ในแผนที่ฉบับนั้น ถึงมีการปะทะกันบ้างประปรายแต่พวกเขาก็สามารถเอาตัวรอดมาได้
ในขณะที่กำลังเข้าใกล้เขตชายแดนระหว่างแคว้นหยวนและแคว้นถัง ่เวลานั้นเองพวกเขาถูก ห่าฝนธนูพุ่งทะยานเข้าใส่จากทุกทิศทุกทางท่ามกลางป่าไม้เขียวขจี พร้อมๆ กับกลุ่มคนนับร้อยพุ่งโจมตีเข้ามา หลังธนูดอกสุดท้ายร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน หยวนอิงทำได้เพียงมองผู้คนข้างกายค่อยๆ ล้มลงทีละคนต่อหน้า เืแดงฉานกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง พวกเขาใช้คมดาบคมกระบี่ถาโถมเข้าใส่ผู้คนรอบตัวเพื่อต่อสู้ ทั้งที่บางคนยังมีลูกธนูปักอยู่บนร่าง แต่ไม่มีใครคิดจะยอมแพ้ ยังพยายามปกป้องเขาจวบจนลมหายใจสุดท้าย หยวนอิงทำได้เพียงมองภาพเ่าั้โดยไม่อาจทำสิ่งใดได้ นั่นเพราะเขาอ่อนแอเกินไป เสียงผู้คนครวญครางด้วยความเ็ปดังมาไม่ขาดสาย สายโลหิตไหลชโลมผืนดิน เสียงกีบเท้าม้ากระทบกัน ผสมผสานกับเสียงผู้คนะโให้เขาหนีไปดังขึ้นไม่หยุด ความรู้สึกเ็ปใจประดุจดั่งมีดกรีดเฉือนนั้นทำเขาแทบจะหายใจไม่ออก
หยวนอิงลืมตาโพลงเด้งตัวลุกขึ้นนั่งหอบหายใจจนตัวโยน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายเต็มใบหน้า ดวงตาแดงก่ำทั้งสองข้างบัดนี้มีน้ำตาคลอเบ้า ได้แต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็เวลาเนิ่นนาน และทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยดวงตาเลื่อนลอย
ศศิธรสาดแสงส่องหล้า
แต่ใยข้ากลับเปล่าเปลี่ยวจิต
แหงนมองฟ้าพบเพียงความมืดมิด
ที่สถิตในใจคือทุกข์ทน
เพียงครู่หนึ่งจึงดึงสติกลับมาสู่ความเป็จริง ณ เวลานี้เขาหาใช่องค์ชายหยวนอิงที่กำลังหลบหนีในแคว้นหยวนหากแต่เป็หยวนอิงศิษย์สำนักพิภพดารา สำนักอันดับหนึ่งแห่งแคว้นถัง เขาบอกตนเองเช่นนั้น ก่อนค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงนอน เพื่อออกไปล้างหน้าล้างตาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ในขณะที่เปิดประตูห้องเดินลงมาก็พบกับลู่อู๋ซูซึ่งกำลังนั่งทำสมาธิอยู่ในห้องนั่งเล่น
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือ” ลู่อู๋ซูเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง เมื่อพบว่าอีกฝ่ายมีใบหน้าซีดเซียวที่ไม่สู้ดีนัก
หยวนอิงเพียงแค่พยักหน้ารับ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
“กังวลเื่งานเลี้ยงครบรอบการก่อตั้งราชวงศ์ถังที่พวกเราจะต้องเข้าร่วมเช่นนั้นหรือ”
“......”
หยวนอิงยืนนิ่งไม่ตอบแต่ก็เสมือนยอมรับคำกล่าวของลู่อู๋ซูไปในตัว
“ทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี อีกทั้งคราวนี้พวกเราก็ไปในนามตัวแทนของสำนักพิภพดารา พวกเขาคงไม่กล้าลงมือ” ลู่อู๋ซูพยายามกล่าวปลอบ
หยวนอิงถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าราวกับว่าเห็นด้วย แล้วเดินเลี่ยงออกไปตักน้ำในถังขึ้นมาล้างหน้าล้างตา หวังให้จิตใจที่กำลังวุ่นวายสับสนสงบลง เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นก็พบว่าลู่อู๋ซูที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลในมืออุ้มนกพิราบสีขาวนวลไว้ ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้
“องค์ชายห้าส่งมา”
ลายมือที่สุดแสนคุ้นเคยปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น
่นี้เ้าเป็เช่นไรบ้าง ข้าอยู่ทางนี้สุดแสนจะเบื่อหน่ายพวกคนแก่คร่ำครึเ่าั้เต็มทน ถึงแม้เพิ่งจะจากกันไม่นาน แต่ข้าก็อยากจะเขียนข้อความเหล่านี้มาระบายให้เ้าฟัง และอยากรับรู้ความเป็ไปทางฝั่งเ้าเช่นกัน ดูแลตัวเองให้ดี อย่าหักโหมกับการฝึกซ้อม และอย่ากดดันตนเองเกินไป หนทางยังอีกยาวไกลแก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย ดูแลตนเองให้ดีอย่าให้ข้าต้องเป็ห่วง รอพบเ้า
ถังหลี่
หลังจากอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นจนจบ ใบหน้าขาวนวลพลันผุดรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นตรงมุมปาก ความรู้สึกเศร้าหมองสลายหายไปในพริบตา
“ใช่แล้ว พี่หลี่พูดถูก แก้แค้นสิบปียังไม่สาย ข้ากังวลทุกข์ทนในยามนี้หาได้เกิดประโยชน์อันใดไม่ มีแต่จะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ลงก็เพียงเท่านั้น ในเวลานี้สิ่งที่ข้าควรครุ่นคิดคือทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับการฝึกฝนเพิ่มขึ้นให้เร็วที่สุด ข้าคงต้องหาเวลาสอบถามน้องเล็กสักหน่อยแล้ว” หยวนอิงคิด
ลู่อู๋ซูเมื่อเห็นใบหน้าหยวนอิงเริ่มมีสีสันขึ้นก็เบาใจ จึงปลีกตัวเดินกลับห้องพักเพื่อทำสมาธิเพิ่มพลังปราณต่อไป
แตกต่างกับน้องเล็กรั่วซีที่หยวนอิงกำลังนึกถึงก่อนหน้า ขณะนี้เขาหาได้พักผ่อนดีๆ ไม่ เพราะถูกอีกคนเคี่ยวกรำจับพลิกคว่ำไปมา ทำได้เพียงแค่ร้องครวญครางอยู่ใต้ร่างของอีกฝ่ายเท่านั้นเอง