ลิขิตรักเหมียวนำพากับยอดหญิงชาวนาอัปลักษณ์

    ตอนที่ 17 ให้อาเล็กไปเสพสุข (1)

    ตอนที่ 17 ให้อาเล็กไปเสพสุข (1)

            “ที่นี่เจ้าไม่มีสิทธิ์พูด สัญญาซื้อขายตัวเป็นที่ลงนามกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าเป็นแม่ ไยจึงไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้จักวางแผนเพื่อลูกๆ ยายหนูซินจะต้องไปเสพสุขที่เรือนของซูต้าฮู่ เจ้าอย่าขวางความมั่งมีของลูกสาวเจ้าสิ”

            หลี่จางซื่ออยากใช้ฐานะที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลี่มาข่มคน ทำให้เรื่องนี้ดูคลุมเครือ ตราบใดที่คนไปถึงมือเหอซื่อแล้ว ต่อให้เป็นเด็กสาวที่เก่งกล้าแค่ไหนก็ต้องเชื่อฟังเป็นอย่างดี

            “อยากไปเจ้าก็ไปเองสิ น้องสาวข้าไม่ไป!” หลี่เฉินเดือดแล้วจริงๆ เวลานี้เขาไม่สนใจผู้หลักผู้ใหญ่อะไรทั้งนั้น สองมือกำหมัดแน่น เอ่ยอย่างโมโหด้วยตาแดงก่ำ

            “บังอาจ! เจ้าเด็กเดรัจฉาน กล้าพูดจาแบบนี้ต่อข้า ใครสอนเจ้าให้ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้ ตระกูลหลี่ข้าไม่มีเด็กอกตัญญูอย่างเจ้า! เยี่ยซื่อ ดูลูกชายตัวดีที่เจ้าสอนสิ! ในเมื่อเจ้าสอนไม่เป็น เช่นนั้นข้าก็จะสั่งสอนแทนเจ้าเอง!”

            หลี่จางซื่อเห็นหลานชายตนกล้าต่อล้อต่อเถียงกับตนต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ความโกรธสั่งสมระเบิดในพลัน นางก้าวไปข้างหน้าสองก้าวหมายจะตีหลี่เฉิน แต่กลับถูกหลี่ซินที่ไม่รู้ว่าเดินมาข้างหน้าตอนไหนจับข้อมือไว้

            “พี่ใหญ่ข้าพูดถูกแล้ว สัญญาซื้อขายตัวเป็นท่านที่ลงนามเอง เงินก็อยู่ในกระเป๋าท่าน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับเรือนรองของพวกเราสักนิด แล้วท่านคิดว่าท่านควรไปเองดี หรือจะให้ท่านอาเล็กแสนสวยของข้าไปดีเล่า”

            หลี่ซินราวกับทุ่มสุดตัวแล้ว แววตาเย็นเยียบ ร่างกายแผ่รัศมีที่ทำให้คนเกรงกลัว ส่งเสียงอย่างเย้ยหยัน หากไม่กังวลในสถานะของหลี่ซิน นางคงฟาดตบไปฉาดใหญ่ตั้งนานแล้ว ไหนเลยจะยอมให้ยายแก่มาโหวกเหวกโวยวายอยู่ต่อหน้าตนเช่นนี้

            อย่างไรก็ตามตนจะไม่ไปไหน ในเมื่อเรื่องจบดีไม่ได้แล้ว ไม่สู้ทำเรื่องให้ใหญ่โตเลยดีกว่า สุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายเสียหน้า ขอแค่ไม่ใช่เรือนรองก็พอแล้ว

            “มารดาเจ้าเถอะ อย่ามาล้ำเส้นอาเล็กของเจ้านะ นางเป็นผู้อาวุโสของเจ้า หัดมีมารยาทเสียบ้าง เยี่ยซื่อ เจ้าสอนลูกชายและลูกสาวเจ้าให้พูดจาเช่นนี้กับย่าแท้ๆ หรือ ช่างเป็นเด็กมีพ่อแต่มีแม่ไม่สั่งสอนจริงๆ ไม่มีการศึกษาเลยสักนิด!”

            หลี่จางซื่อตกใจกับความร้ายกาจของหลี่ซินจริงๆ พลันถามขึ้นพร้อมชี้จมูกของเยี่ยซื่อ นางยิ่งรู้สึกว่าคนในเรือนรองวันนี้ถูกผีเข้าสิงร่างกันหมดแล้ว แต่ละคนที่อ่อนปวกเปียกถึงขั้นกล้าเป็นปรปักษ์กับตน

            “ข้าพูดเช่นไรหรือ ข้าก็แค่พูดความจริงเท่านั้น ท่านเลิกทำให้แม่ข้าลำบากใจได้แล้ว ข้าแค่อยากบอกว่า ในเมื่อเป็นเรื่องดีที่จะไปเสพสุข แล้วเหตุใดท่านอาเล็กถึงไปไม่ได้เล่า”

            ขณะที่หลี่ซินเอ่ย ก็ปราดสายตาเย็นชาไปทางหลี่จินที่ยืนดูฉากสนุกตรงประตูเรือนหลัก นางเป็นลูกคนโปรดและลูกที่เกิดในวัยอายุมากของหลี่จางซื่อกับนายท่านผู้เฒ่าหลี่

            “ปีนี้ท่านอาเล็กข้าอายุสิบแปดปีแล้ว นางเป็นหญิงสาวที่โตพอที่จะแต่งงานได้แล้ว และแข็งแรงกว่าเด็กขี้เหร่ร่างผอมกะหร่องที่อายุสิบห้าอย่างข้าใช่ไหมล่ะ อีกทั้ง ท่านอาเล็กข้าไม่เคยตากแดดทำงานบ้านงานเรือน ผิวเนียนอ่อนนุ่ม นั่นถึงจะเป็นวาสนาของการเสพสุขตลอดชีวิตจริงๆ ไหนเลยจะเหมือนเด็กขี้เหร่อย่างข้าที่แม้แต่ย่าแท้ๆ ก็ยังไม่ชอบ”

            หลี่ซินพูดพลางเดินไปข้างหน้าหลี่จางซื่อ พร้อมกับโค้งยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน

            “นี่หากให้ท่านอาเล็กเข้าไปอยู่เรือนซูต้าฮู่ อย่าว่าแต่อนุภรรยาเลย แม้แต่ผิงชี[1]หรือจี้ซื่อ[2]ก็เป็นได้ ครานั้นก็รับท่านย่าเข้าไปอยู่ด้วย ท่านก็ยิ่งอยู่ดีกินดี มีผ้าไหมผ้าแพรใส่อย่างไม่มีวันหมดเลยมิใช่หรือ”

            ทุกครั้งที่หลี่ซินพูดประโยคหนึ่ง ก็จะก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว มุมปากแฝงรอยยิ้ม ทว่าในแววตาฉายแสงเย็นเยียบน่ากลัวที่มองตรงเข้าไปยังหัวใจคน ราวกับจะบดขยี้คอคนให้แหลกในอีกครู่ หลี่จางซื่อตกใจจนถอยหลังไม่หยุด แทบจะล้มนั่งลงกับพื้น

            “ยายหนูซิน ข้าว่าเจ้ายอมรับชะตากรรมเสียเถอะ หน้าตาน่าเกลียดเช่นนี้ เห็นชัดว่าสวรรค์อยากให้เกิดมาเป็นสาวใช้อุ่นเตียง และเป็นชะตาที่ให้คนเหยียบย่ำ ท่านอาเล็กเป็นญาติชั้นอาวุโสของพวกเรา เป็นผู้ที่เจ้าจะทำตัวล้ำเส้นใส่ได้หรือ อีกอย่าง ท่านอาเล็กจะได้เป็นฮูหยินขุนนางในอนาคต จะให้เป็นสาวใช้อุ่นเตียงของตาแก่ที่ใกล้ฝังดินแล้วได้อย่างไร”

            ผู้ที่เอ่ยขึ้นมาในยามนี้คือหลี่เยียน นางคุ้นชินกับการประจบเอาใจท่านอาเล็ก ยามนี้เห็นหลี่จินโมโหจนหน้าดำหน้าแดง ก็รีบออกมายืนต่อว่าหลี่ซินทันที

            “หืม แม้แต่ท่านพี่หญิงใหญ่ก็ยังรู้ว่านั่นเป็นตาแก่ที่ใกล้ฝังดินเต็มทีแล้วหรือนี่ ท่านย่า ท่านช่างเอ็นดูข้าเสียจริงนะเจ้าคะ”

            หลี่ซินเน้นย้ำคำว่าเอ็นดูสองคำอย่างหนัก บรรยากาศดุดันบนร่างที่ไม่อาจปิดซ่อนได้ตรงเข้ากดดันหลี่จางซื่อ ทำให้หลี่จางซื่อรู้สึกเย็นวาบที่ด้านหลัง

            “นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร การซื้อขายตัวลงนามไปแล้ว เงินพวกเจ้าก็ได้ไปแล้ว ทำไม ต้องการเบี้ยวสัญญาอย่างนั้นหรือ”

            ขณะนี้แม่เล้าเหอนับว่าเข้าใจแล้ว ที่แท้เรื่องนี้เป็นหลี่จางซื่อที่ตัดสินใจเอาเอง และครอบครัวผู้กรณีก็ไม่ได้รับปากเห็นด้วย ช่างโชคร้ายจริงๆ นี่เท่ากับว่าสร้างปัญหาให้ตัวเองมิใช่หรือ แค่เด็กอัปลักษณ์คนหนึ่ง คุ้มค่าเสียที่ไหนกัน

            หลี่ซินได้ยินแล้วก็เอ่ยอย่างเฉยชา “แน่นอนว่าต้องยอมรับตามในสัญญา ถึงอย่างไรหลักฐานก็ออกจะชัดเจนเช่นนี้ แต่ว่า รบกวนท่านป้าผู้นี้ดูให้ชัดๆว่าใครกันแน่ที่รับเงินของท่านไป ใครกันแน่ที่ลงนามในสัญญาซื้อขายนี้ และในเอกสารนี้ท่านต้องดูว่าใครกันที่ต้องการ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเรือนรองข้าทั้งสิ้น”

            เชิงอรรถ

    ^ ผิงชี หรือภรรยาเอกภูมิภาค มีศักดิ์เป็นภรรยาเอกที่ถูกต้องทุกประการอีกหนึ่งคน แต่ผิงชีจะไม่สามารถเดินทางตามสามีกลับบ้านเกิดได้ เป็นเมียหลวงแค่ในท้องถิ่นหรือภูมิภาคของตัวเองเท่านั้น^ จี้ซื่อ คือภรรยาทดแทน หรือภรรยาเอกที่แต่งงานหลังจากที่ภรรยาเอกคนแรกได้เสียชีวิตไป

    คล้ายกับเรื่องลิขิตรักเหมียวนำพากับยอดหญิงชาวนาอัปลักษณ์ ที่คุณอ่าน