ภายในโถงล็อบบี้ของลานประลอง สืออวี่นั่งกำบัตรคิวในมือแน่น สายตาจ้องเขม็งไปที่จอั์บนผนัง
คนเยอะใช้ได้เลยแฮะ... แค่ในโถงนี้ก็มีผู้ฝึกอสูรมารวมตัวกันเป็กลุ่มใหญ่แล้ว แถมที่นี่มีสนามย่อยแบ่งถึง 4 โซน การจับคู่คงไม่ต้องรอนาน
และก็เป็อย่างที่คิดจริงๆ สืออวี่เพิ่งจะหย่อนก้นนั่งได้ไม่ถึงนาที เสียงระบบประกาศเรียกคิวก็ดังขึ้น
“ID: 4399, ผู้ฝึกอสูร สืออวี่ กรุณาไปยังสนามประลองหมายเลข 11”
“ID: 4401, ผู้ฝึกอสูร เฉินข่าย กรุณาไปยังสนามประลองหมายเลข 11...”
[สนามที่ 11: สืออวี่ VS เฉินข่าย!]
เมื่อชื่อของตัวเองปรากฏบนหน้าจอ สืออวี่ก็ดีดตัวลุกขึ้นทันที ก่อนจะเดินดิ่งไปยังเป้าหมาย
เลข 11... เลขมงคลของเขาชัดๆ ดูท่ารอบนี้จะได้เปรียบในฐานะเ้าถิ่น (มโนเอาเอง) ซะแล้วมั้ง?
แต่เดี๋ยวนะ... สัตว์อสูรของเขาชื่อสิบเอ็ด แล้วมาเช่าสนามครั้งแรกก็ได้สนามเบอร์สิบเอ็ดอีก... หวังว่าชาตินี้เขาคงไม่เดียวดายไร้คู่เพราะอาถรรพ์เลขสิบเอ็ด (11 - ตัวแทนคนโสดสองคนยืนคู่กัน) หรอกนะ?
...
ณ สนามประลองหมายเลข 11
ชายหนุ่มในชุดกรรมการเพิ่งส่งคู่ก่อนหน้าออกไป และกำลังยืนรอคู่ถัดไป
เขาได้รับข้อมูลผู้เข้าประลองในแท็บเล็ตเรียบร้อยแล้ว... เป็ผู้ฝึกอสูรฝึกหัดแรงค์ต่ำทั้งคู่
‘สัตว์อสูรเลเวลต่ำกว่า 6 แถมคนฝึกก็ยังเด็ก... ดูทรงแล้วคงเป็แมตช์ไก่อ่อนจิกกันเองอีกตามเคย’ กรรมการแอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
ไม่นานนัก สืออวี่และเฉินข่ายก็มาถึง ทั้งคู่เดินมาเจอกันที่ทางเข้าสนามพอดี สองหนุ่มสบตากันเพียงแวบเดียวโดยไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะแยกย้ายเดินเข้าประจำตำแหน่ง
สนามประลองแห่งนี้เป็ลานกลางแจ้ง ขนาดใกล้เคียงกับสนามเทนนิสมาตรฐาน รอบพื้นที่สี่เหลี่ยมมีตาข่ายพลังงานล้อมรอบเพื่อความปลอดภัย
แม้ที่นี่จะมีสนามในร่มด้วย แต่มีจำนวนน้อยและต้องจองล่วงหน้า ซึ่งความแตกต่างหลักไม่ได้อยู่ที่โครงสร้าง แต่อยู่ที่ความเป็ส่วนตัว
สนามในร่มจะมิดชิด นอกจากกรรมการแล้วแทบไม่มีคนเห็น ส่วนสนามกลางแจ้ง คนภายนอกสามารถมองผ่านตาข่ายพลังงานเข้ามาชมการต่อสู้ได้อย่างชัดเจน
“สวัสดีครับ” เมื่อเห็นทั้งสองเดินเข้ามา กรรมการหนุ่มก็รีบทักทายตามหน้าที่
“พวกคุณคือสืออวี่กับเฉินข่ายที่จะใช้สนามนี้ใช่ไหมครับ?”
“ผมเฉินข่ายครับ” เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนรีบแนะนำตัวก่อนด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ผมสืออวี่ครับ” สืออวี่ต่อทันที
ขณะที่พูด เฉินข่ายที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกเซ็งอย่างช่วยไม่ได้
ทำไมระบบสุ่มถึงจับคู่ให้เจอกับคนรุ่นเดียวกันแบบนี้ฟะ... ดวงซวยชะมัด อุตส่าห์ตั้งใจมาโดยรับน้องแท้ๆ ถ้าคู่ต่อสู้เป็รุ่นเดียวกัน ผลลัพธ์ก็แทบไม่ต้องเดา
เขาเป็ถึงหัวกะทิจากโรงเรียนอันดับหนึ่งในเมืองผิงเฉิงเชียวนะ เด็กวัยเดียวกันจะมีสักกี่คนที่พอจะฟัดเหวี่ยงกับเขาได้?
เว้นแต่สืออวี่จะเป็รุ่นพี่... แต่ถ้าเป็รุ่นพี่แล้วสัตว์อสูรยังอยู่แค่เลเวล 6 แบบนั้นก็คงกากเกินเยียวยาแล้วล่ะ
“ผมชื่อไป๋สือ เป็ผู้ดูแลและกรรมการประจำสนามหมายเลข 11”
กรรมการหนุ่มแนะนำตัว “พวกคุณมีเวลาใช้สนาม 1 ชั่วโมง พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกได้เลย ผมจะเป็กรรมการให้เอง”
แม้จะบอกว่าให้เวลาหนึ่งชั่วโมง แต่การต่อสู้ระดับมือสมัครเล่นแบบนี้ แค่ไม่กี่นาทีก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ก็เอาไว้คุยขิงใส่กันหรือวิเคราะห์หลังเกมมากกว่า
“ผมไม่มีปัญหา เริ่มได้ทุกเมื่อครับ” เฉินข่ายตอบอย่างผ่อนคลาย
“ผมก็เหมือนกัน” สืออวี่พยักหน้า
“โอเค งั้นเริ่มได้เลย” กรรมการไป๋สือสรุป
ทั้งสองเดินแยกไปยืนประจำตำแหน่งคนละฝั่ง โดยไม่มีการทักทายให้เสียเวลา สู้กันให้จบๆ ไปแบบนี้แหละเร็วดี
กรรมการเองก็ชอบสไตล์พูดน้อยต่อยหนักแบบนี้ เขาขึ้นไปยืนบนแท่นตัดสิน มองดูความพร้อมของทั้งสองฝ่าย ก่อนจะเป่านกหวีดเสียงดังลั่น
“ทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อม... เริ่มต่อสู้ได้!”
ในการประลองระหว่างผู้ฝึกอสูร จะไม่มีธรรมเนียมให้เรียกสัตว์อสูรออกมารอล่วงหน้า เพราะความเร็วในการอัญเชิญก็ถือเป็การวัดฝีมืออย่างหนึ่ง
มีผู้ฝึกอสูรสายลอบสังหารบางคน คู่ต่อสู้ยังไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าสัตว์อสูรโผล่มาตอนไหน หัวก็หลุดจากบ่าไปแล้ว
แน่นอนว่าในการแข่งตามธรรมเนียมของอาณาจักรโบราณแห่งตะวันออก การโจมตีผู้ฝึกอสูรโดยตรงแทบไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในระดับมือสมัครเล่นแบบนี้
ทั้งสืออวี่และเฉินข่ายยังเป็มือใหม่ เมื่อสิ้นเสียงสัญญาณ ทั้งคู่จึงใช้วิธีอัญเชิญแบบมาตรฐานที่สุด
วูบ วูบ วูบ—
วูบ วูบ~
เมื่อทั้งสองเปิดห้วงมิติอสูร จุดแสงนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้น กะพริบวิบวับอยู่ตรงหน้า แสงเ่าั้ร้อยเรียงกันเป็เส้นสาย ก่อนถักทอเป็วงแหวนขนาดใหญ่คล้ายแผนที่ดวงดาวลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
จากนั้นวงแหวนอัญเชิญของทั้งสองฝ่ายก็กระเพื่อมไหว ก่อนที่สัตว์อสูรจะก้าวออกมาสู่โลกภายนอก
ฝั่งเฉินข่าย สิ่งที่ปรากฏออกมาคือสัตว์รูปร่างยาวรีเกือบหนึ่งเมตร ทั่วร่างหุ้มด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าหนาเตอะ ขาสั้นป้อม และมีหางยาวเหยียด มันเชิดหัวทรงกรวยขึ้น ดวงตาเล็กจิ๋วส่องประกายเย็นเฉียบ
—
[ชื่อ]: อสูรเกราะน้ำแข็ง
[ธาตุ]: น้ำแข็ง
[ระดับเผ่าพันธุ์]: เหนือสามัญขั้นกลาง
[สกิลเผ่าพันธุ์]: กรงเล็บผ่าน้ำแข็ง, เกราะน้ำแข็ง
—
สืออวี่มองสัตว์อสูรที่รูปร่างคล้ายตัวนิ่มตรงหน้า ข้อมูลของมันเด้งขึ้นมาในสมองทันที
ในแถบเมืองปิงหยวนมีสัตว์อสูรธาตุน้ำแข็งอยู่เกลื่อนเมือง กลายเป็ว่าอสูรกินเหล็กของเขานี่แหละที่ดูแปลกแยกกว่าชาวบ้าน
ทางฝั่งของสืออวี่เอง สิ่งที่เดินดุ๊กดิ๊กออกมาก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเ้าอสูรกินเหล็กนั่นเอง ด้วยร่างกายที่ยังไม่โตเต็มวัย ขนาดตัวของมันจึงดูพอฟัดพอเหวี่ยงกับอสูรเกราะน้ำแข็งฝั่งตรงข้าม
“งู้ววว!”
ทันทีที่สิบเอ็ดเห็นคู่ต่อสู้ มันก็ตื่นเต้นจนหูตั้ง เพราะอีกฝ่ายเป็สิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดที่มันไม่เคยเห็นมาก่อน
‘ฟังนะสิบเอ็ด เ้านั่นมีความสามารถคล้ายนาย มันใช้เกราะน้ำแข็งป้องกันตัวได้ แถมกรงเล็บยังอันตรายมาก ระวังอย่ารับการโจมตีตรงๆ โดยไม่ได้เปิดใช้งานสกิลกายาเหล็กเด็ดขาด’
สืออวี่ส่งคำเตือนผ่านการสื่อจิตอย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน เฉินข่ายแทบไม่ต้องสั่งการอะไรอสูรเกราะน้ำแข็งเลย เพราะเขาคุ้นเคยกับอสูรกินเหล็กดีอยู่แล้ว
มันเป็สัตว์อสูรประจำถิ่นของเมืองผิงเฉิงที่เห็นจนเอียน หากวัดกันที่ระดับเผ่าพันธุ์... ถือว่าสูสี แต่ถ้าดูที่สกิล... อสูรเกราะน้ำแข็งกินขาด!
เพราะสกิลกายาเหล็กของอสูรกินเหล็ก เป็แค่การเพิ่มพลังป้องกันแบบทื่อๆ ไม่มีลูกเล่นอะไร ขณะที่เกราะน้ำแข็งและกรงเล็บผ่าน้ำแข็งของฝ่ายเขา นอกจากจะใช้ได้ทั้งรุกและรับแล้ว ยังมีเอฟเฟกต์ความเย็นที่จะทำให้ศัตรูติดสถานะแช่แข็งได้อีกต่างหาก
เฉินข่ายรู้สึกเหมือนมาเสียเที่ยว... เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน เขาก็ไม่เห็นหนทางที่จะแพ้เ้าแพนด้าหน้าโง่นี่ได้เลย
‘สิบเอ็ด! คู่ต่อสู้ไม่ธรรมดานะเว้ย ตั้งใจหน่อย อย่าให้รถผ้าป่าคว่ำนะ!’
‘ค่าสมัครแมตช์นี้ตั้ง 200 หยวนเชียวนะ... ถ้าแพ้ขึ้นมา ฉันจะหักเงินจากค่าข้าวของแกนั่นแหละ!’
สืออวี่ส่งสื่อจิตไปขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
สิบเอ็ด: ( ゚д゚)
หะ... หัก... หักค่าข้าว!?!
เ้าอสูรกินเหล็กหันขวับไปจ้องอสูรเกราะน้ำแข็งด้วยสายตาอาฆาตแค้นทันที
ตำนานกล่าวไว้ว่า... อสูรกินเหล็กเป็มิตรกับผู้คน… เว้นแต่จะมีความแค้นเื่ปากท้อง!