ลิ้นร้อนสอดเข้าไปในปากเธอทันทีตวัดม้วนเกี่ยวกันอย่างเร่าร้อน
มือข้างหนึ่งโอบเอวบางดึงเข้ามาชิดส่วนมืออีกข้างล้วงเข้าไปใต้ชายกระโปรงชุดเดรสสีแดง
ลูบไล้ต้นขาอวบแน่นขึ้นมาจนถึงขอบกางเกงชั้นในเนื้อบางแล้วสอดนิ้วหนาเข้าไปใต้ผ้าบางนั้นทันทีสัมผัสโดนปากถ้ำที่ยังอุ่นร้อนและเปียกแฉะชุ่มจนลื่นนิ้ว
ธนัทชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อปลายนิ้วถูไถไปมาตรงปากทางรักรู้สึกถึงความชื้นเหนียวข้นที่ไม่ใช่แค่น้ำหล่อลื่นธรรมดา ยังมีน้ำขาวข้นร้อน ๆที่ร่างกายของแพรไหมยังคงขับออกมาไม่หยุดหลังจากผ่านศึกหนักกับหมอดูเฒ่าทั้งสองมาเมื่อครู่
เขาถอนจูบออกช้า ๆ กระซิบเสียงต่ำที่ข้างหูเธอ
“แพรไหมครับ ทำไม… ตรงนี้ถึงแฉะขนาดนี้ล่ะ”
แพรไหมตัวกระตุกวูบ หน้าแดงจัดจนถึงใบหู รีบหาข้อแก้ตัวทันที
“เอ่อ… แพรอยู่ห่างคุณธนัทมานานค่ะ พอได้กอดได้จูบแบบนี้… มันก็เลย…
เลยเปียกแบบนี้แหละค่ะแพรคิดถึงคุณธนัทมากจริง ๆ นะคะ”
เธอก้มหน้าลงมองพื้นห้องเพื่อหลบสายตาเขา
แต่ธนัทมองตาเธอสองสามวินาทีก่อนจะยกมุมปากขึ้นยิ้มบาง ๆ นิ้วหนายังคงค้างอยู่ในที่เดิม ขยับเบา ๆ อย่างเข้าใจ
“อืม… คิดถึงขนาดนี้เลยเหรอครับ”
แต่แล้วเมื่อธนัทละสายตาจากเรือนร่างงดงามตรงหน้า…แล้วมองเข้าไปในห้องนอนก็ถึงกับตกตะลึง
ห้องนอนของแพรไหมเละเทะไปหมด! ผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ หมอนกระจายเกลื่อนพื้น
กลิ่นจาง ๆ อะไรบางอย่างยังคลุ้งอยู่ในอากาศ
โชคยังดีที่เขาไม่ได้กวาดตาลงไปเห็นคราบเกรอะกรังของน้ำรักที่ชายแก่ทั้งสองหลั่งรดทิ้งไว้เป็นดวงๆ ตรงพื้นห้อง รวมถึงกระดาษทิชชู่ไว้แล้วที่ถูกขยำทิ้งไว้เต็มถังขยะข้างเตียงนอน
ธนัทขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ห้องนอนมัน… เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
แพรไหมสะดุ้ง รีบผละจากอ้อมกอดแล้วยิ้มเจื่อนๆ
“อ๋อ คือว่า… วันนี้หมอดูที่คุณหญิงแม่เชิญมาเพิ่งทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้แพรเสร็จไปเองน่ะค่ะ ห้องก็เลยรกไปหน่อย เดี๋ยวแพรค่อยขึ้นมาเก็บกวาดอีกทีค่ะ
พวกเรา…ลงไปคุยกันที่ห้องรับแขกข้างล่างดีกว่านะคะ จะได้เล่าเรื่องที่อเมริกาให้คุณแม่ของคุณฟังด้วย”
เธอรีบคว้ามือธนัทแล้วลากออกจากห้องทันที
ปิดประตูดัง “ปัง!”ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรต่อ
ธนัทยังงง ๆ แต่ก็ยอมให้เธอลากลงบันไดมา
แพรไหมกำมือเขาแน่นน้ำตาแห่งความดีใจเอ่อล้นออกมา
“ในที่สุด… พิธีที่เรายอมทำทุกอย่างมันก็ได้ผลแล้วจริง ๆ”
หลังจากแพรไหมลากธนัทลงมาพูดคุยกับคุณหญิงแม่ของเขาที่ห้องรับแขกอยู่พักใหญ่แล้วในที่สุดคุณหญิงสุรีย์ก็วางแก้วชาลงบนโต๊ะหินอ่อนแล้วหันไปมองลูกชายคนเล็กที่นั่งตัวตรง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ
“ตาธนัท… งานที่สาขาอเมริกาแม่เห็นผลงานของลูกแล้ว แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก”
ก่อนถอนหายใจเบา ๆ และกล่าวต่อไปว่า
“แม่ขอร้องอย่างหนึ่งนะลูก…งานแต่งงานระหว่างลูกกับแพรไหม ให้จัดเป็นการภายในได้ไหมจ๊ะ”
ธนัทขมวดคิ้วมุ่น
“ทำไมล่ะครับคุณแม่?”
คุณหญิงประสานมือกันบนตัก
“น้องชายมาได้กับพี่สะใภ้… บางคนเขาอาจไม่เข้าใจแล้วเอาไปนินทาในทางไม่ดี
แม่ไม่อยากให้ครอบครัวเราต้องถูกครหาลูกเข้าใจแม่ใช่ไหม ธนัท”
ธนัทเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหันมามองแพรไหมที่นั่งข้าง ๆ
มือเธอเกาะแขนเขาอยู่ตลอดเวลา
“แพร… เธอคิดยังไง เรื่องที่คุณแม่ขอร้อง”
แพรไหมยกยิ้มบาง ๆ น้ำตาคลอ
“หนูไม่เคยต้องการงานแต่งใหญ่โตเลยค่ะ
ขอแค่มีพี่ธนัท… มีคุณแม่… มีน้องไทเกอร์…แค่นี้ก็พอแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ธนัทดีใจเป็นที่สุดรีบโผเข้ากอดเธอแน่นต่อหน้าแม่เขาทันที
กอดจนร่างอวบของแพรไหมแนบชิดอกเขาเต็มที่
“ขอบคุณนะแพรไหม… ขอบคุณที่เข้าใจ”
เขากระซิบข้างหูเธอ มือลูบหลังเธอเบา ๆ
คุณหญิงสุรีย์มองภาพนั้นแล้วยกมือขึ้นปิดปากยิ้มตาหยี
น้ำตาเอ่อคลอด้วยความปลื้มใจ
“งั้นก็ตกลง… งานแต่งภายในครอบครัว แค่คนที่เรารักจริงๆ ก็พอนะลูกนะ”
พอพูดจบคุณหญิงก็ลุกขึ้นมากอดลูกชายและลูกสะใภ้จากด้านหลัง
ในอ้อมกอดของแม่สามี และว่าที่สามีคนใหม่แพรไหมหลับตาลง น้ำตาค่อย ๆ ไหลรินออกมาด้วยความสุข
ในที่สุด… คำว่า “พี่สะใภ้” ก็จะกลายเป็น“ภรรยา” ของเขาอย่างสมบูรณ์
และไม่มีคำนินทาใดในโลกนี้ จะมาทำลายความรักที่เขาสองคนได้อีกต่อไป…
…
พอตกค่ำแพรไหมขึ้นไปกล่อมน้องไทเกอร์เข้านอน ทิ้งไว้เพียงสองแม่ลูกให้คุยกันต่อตามลำพังธนัททำท่าครุ่นคิดด้วยความลังเลว่าควรจะถามคำถามที่ค้างคาใจเขาอยู่ออกไปหรือไม่ขณะนั้นคุณหญิงสุรีย์นั่งจิบชาคาโมไมล์อยู่บนโซฟาตัวใหญ่
“คุณแม่ครับ… ผมมีเรื่องอยากถามหน่อยครับ”
คุณหญิงวางแก้วชาลง “ว่ามาสิลูก”
“เรื่องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้แพรไหมเมื่อตอนกลางวันน่ะครับ”
ธนัทพูดเสียงต่ำ“มันคือพิธีอะไรหรือครับคุณแม่?”
คุณหญิงหัวเราะเบา ๆ เหมือนไม่คิดอะไร
“แม่ก็แค่เชิญอาจารย์ไม้มาดูดวงแล้วทำพิธีปัดเป่าเคราะห์ร้ายให้แพรไหมน่ะจ้ะ
ดวงหนูแพรช่วงนี้ไม่ค่อยดีอาจารย์ไม้แกบอกว่าต้องทำพิธีให้สักหน่อย ก็แค่นั้นเอง”
ธนัทขมวดคิ้ว“แล้วทำไมห้องนอนแพรไหมถึงเละเทะขนาดนั้นครับ?”
คุณหญิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“หมอดูพวกนี้มักชอบทำพิธีอะไรแปลก ๆลูกอย่าไปคิดอะไรมากเลย
ขนาดเมื่อวันก่อนเนี่ยนะอาจารย์เส็งยังขึ้นไปทำพิธีกระทืบเตียงให้กับแพรไหมบนห้องนอนเลยแล้วทุกอย่างก็เรียบร้อยดี ลูกไม่ต้องกังวลไปหรอกจ้ะ”
ธนัทนิ่งไปครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“พิธีกระทืบเตียง… เหรอครับ”
คุณหญิงพยักหน้ายิ้ม ๆ
“ใช่จ้ะ อาจารย์เส็งแกบอกว่าต้องกระแทกแรงๆ ให้เคราะห์หลุดออกจากตัวหนูแพร
แพรไหมเองยังบอกเลยว่า เธอสบายดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
ธนัทกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัวเสียงในลำคอแหบต่ำ
“ขะ…เข้าใจแล้วครับคุณแม่”
คุณหญิงเอื้อมมือไปลูบหลังลูกชายเบา ๆ
“ลูกอย่าคิดมากไปนะทุกอย่างที่แม่ทำก็เพื่อความสบายใจของแพรไหมกับลูกน่ะแหละ”
ธนัทยกมุมปากขึ้นเพียงนิดเดียว แต่เป็นรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความคิดในหัวของเขา
“ครับ… ผมเข้าใจแล้วล่ะครับ”
ในใจมีเพียงคำถามเดียวที่วนเวียนไม่หยุด
“กระทืบเตียง… เพื่อสะเดาะเคราะห์… จริง ๆ หรือ”
เมื่อใกล้ถึงกำหนดวันแต่งงาน
คุณชัยวัฒน์ พ่อสามี เดินทางกลับจากอเมริกาเพื่อเข้าร่วมพิธีในฐานะพ่อเจ้าบ่าวก่อนถึงวันงานเพียงไม่กี่วัน
แพรไหมพยายามหลบหน้าเขาเพราะกลัวว่าความลับจะแตกและเธออาจจะไม่ได้เป็นเจ้าสาวของธนัท
แต่จนแล้วจนรอดหญิงสาวก็มิอาจเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคุณชัยวัฒน์ไปตลอดได้…
มื้อค่ำก่อนถึงงานแต่งงาน บนโต๊ะอาหารตัวยาวหรูหราของคฤหาสน์ศรีธนากรณ์มีเพียงสี่คนนั่งร่วมรับประทานอาหารด้วยกันอยู่
คุณหญิงสุรีย์นั่งหัวโต๊ะ สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
คุณชัยวัฒน์นั่งปลายโต๊ะฝั่งตรงข้ามคนทั้งสองคุยกันก็แต่เรื่องงานสาขาอเมริกา
เสียงสนทนาที่มีแต่เรื่องของธุรกิจไม่มีความผูกพันธ์ของสามีภรรยาหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อยแต่กลับดูเหมือนแค่คู่ค้าที่บังเอิญมานั่งโต๊ะเดียวกัน
แพรไหมนั่งเคียงข้างธนัทเธอพยายามก้มหน้าทานข้าวไปเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธได้
โดยเฉพาะธนัท ชายที่เธอรักที่สุด
คุณชัยวัฒน์มักจะหันมามองเธอบ่อย ๆสายตาเป็นประกายทุกครั้งที่สบตา
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคุณหญิงสุรีย์ก็วางช้อนส้อมลงเบา ๆ
“ดิฉันอิ่มแล้วขอตัวขึ้นไปพักผ่อนก่อนนะคะ”