เป็เพราะรถติดพอสมควรทำให้ทั้งสามใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะมาถึงงานนิทรรศการภายในงานมีผู้เข้าชมหลากหลายวัยทยอยเดินเข้างานอย่างไม่ขาดสายและล้วนแล้วแต่มาหยุดอออยู่บริเวณจุดลงทะเบียน เช่นเดียวกับเฌอลัญจ์ ยูรายุและวัตสัน
หลังจากที่เขียนชื่อตัวเองเสร็จเฌอลัญจ์ก็จะส่งปากกาให้วัตสันเพื่อเขียนชื่อบ้าง
“นาย...”
แต่แล้วเธอก็นึกขึ้นได้
ชื่อ ‘จอห์น เอช. วัตสัน’ชื่อนี้แม้จะไม่โด่งดังติดหูเท่าชื่อเชอร์ล็อก โฮล์มแต่ก็เป็ชื่อที่ระบุไว้ในหนังสือว่าเป็คู่หูของโฮล์มถึงชายผู้นี้จะบอกว่ามันคือชื่อจริงๆ ของเขาแต่ขืนให้เขาเขียนลงไปอาจจะถูกอัญเชิญออกไปนอกงานก็เป็ได้
“ฉันเขียนให้เองแล้วกัน”
เด็กสาวจรดปากกาลงบนกระดาษในหัวพยายามนึกชื่อชาวต่างชาติขึ้นมาสักชื่อเฌอลัญจ์รู้สึกว่าพนักงานหญิงที่จุดลงทะเบียนถึงจะไม่พูดอะไรแต่สายตากำลังจ้องมองเธออย่างสงสัยว่าแค่ชื่อต้องใช้เวลานึกนานแค่ไหนกันเชียว
‘จอห์น สมิธ’
ในที่สุดเด็กสาวก็เขียนชื่อต้นของวัตสันตามด้วยคำที่คิดขึ้นมาได้แบบง่ายๆ
“ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมงานค่ะ นี่เป็ของที่ระลึกกับแผ่นพับกิจกรรมในงานค่ะตอนสิบโมงจะมีกิจกรรมการแสดงเพื่อตามหาตัวคนร้ายและมีของรางวัลสำหรับผู้ตอบถูกด้วย อย่าลืมแวะไปชมให้ได้นะคะ”
พนักงานสาวเอ่ยอย่างสุภาพพร้อมกับยื่นแผ่นพับและดอกไม้ในห่อพลาสติกมาให้สามชุดเฌอลัญจ์กับยูรายุช่วยกันรับมา แล้วเดินไปที่มุมหนึ่งเพื่อจะได้ไม่ขวางทางคนอื่น
“เข็มกลัดดอกคาร์เนชันนี่ สวยดีเหมือนกันนะ" ยูรายุอ่านป้ายที่ติดไว้แล้วลองแกะห่อหยิบเข็มกลัดรูปดอกไม้มาตั้งใจจะดม
“ทุกคนจะระลึกถึงเขาอยู่เสมอ...” เฌอลัญจ์เอ่ยออกมา
“ว่าไงนะ เฌอลัญจ์”
ยูรายุถามโดยที่ตัวเองสาละวนอยู่กับการค่อยๆดึงดอกไม้ประดิษฐ์ออกมาดม
“ความหมายของดอกไม้น่ะ คนสมัยก่อนชอบใช้ดอกไม้ในการสื่อความหมายก็คงจะเอามาแทนว่าพวกเราทุกๆ คนยังคงระลึกถึง ‘เชอร์ล็อกโฮล์ม’ เสมอ เขายังอยู่ในใจของเราเสมอ ประมาณนั้น”
“โห เก่งจังเลยนะเฌอลัญจ์” ยูรายุเอ่ยชม
เฌอลัญจ์ส่ายหน้า
“ไม่หรอก ที่รู้ก็เพราะการบ้านที่พี่ไววัลย์บังคับให้ทำทุกวันนั่นแหละ”
ยูรายุร้อง ‘อ๋อ’ ในลำคอ เฌอลัญจ์ถอนหายใจเมื่อพูดเื่ที่เกี่ยวข้องกับไววัลย์ขึ้นมาก่อนที่เธอจะยื่นดอกไม้ส่วนของวัตสันให้กับเขา ส่วนตัวเองก็ลองแกะซองดอกไม้ดูบ้างตอนนั้นเองยูรายก็ร้องขึ้น
“หอมจัง มีกลิ่นดอกคาร์เนชันจริงๆ ด้วยล่ะ”
“จริงเหรอ” เฌอลัญจ์พูด แล้วก็รีบดมดอกไม้ในมือแต่พอดมแล้วก็ต้องทำหน้าเบ้ “หื้อ ฉันว่ามันฉุนมากกว่านะ”
เฌอลัญจ์ขยี้จมูกอยู่หลายครั้งก่อนมองยูรายุกลัดเข็มกลัดกับเสื้อจากนั้นเด็กสาวก็นึกขึ้นได้จึงหันไปบอกกับวัตสันที่เอาแต่พิจารณาดอกไม้โดยการพลิกไปมาอยู่อย่างนั้น
“ลองแกะมาดมดูหน่อยซิวัตสัน นายว่ามันฉุนไปหรือเปล่า”
วัตสันค่อยๆ แกะห่อพลาสติกเอาดอกไม้ออกมาเขาไม่ได้ยกมันขึ้นมาดมกลิ่นแต่กลัดมันลงบนปกเสื้อแล้วเดินออกไปชมนิทรรศการโดยไม่แม้แต่จะปรายตามามอง
เฌอลัญจ์แม้จะหัวเสียกับการกระทำของวัตสันแต่เธอก็กลับทำเพียงถอนหายใจก่อนจะเดินเข้าไปภายในงานเช่นกัน
ด้วยความที่เฌอลัญจ์ไม่ค่อยได้มางานนิทรรศการประเภทนี้จากตอนแรกที่คิดว่ามาเป็เพื่อนยูรายุเฉยๆกลับกลายเป็เธอเริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นเพราะภายในงานมีของจัดแสดงมากมาย ทั้งเสื้อผ้าที่เชอร์ล็อก โฮล์มเคยใส่หรือกระทั่งเสื้อคลุม หมวก เสื้อกั๊ก เสื้อเชิ้ต กางเกง และรองเท้าแม้แต่ห้องทำงานจำลองของโฮล์มขนาดเล็กจิ๋วก็ยังมี
ทั้งสามเดินผ่านเสื้อผ้าอายุกว่าร้อยปีแต่ก็ยังดูสมบูรณ์จนคล้ายกับััได้ถึงกลิ่นอายของชายที่เคยสวมเสื้อผ้าเหล่านี้เพื่อออกไปคลี่คลายคดีต่างๆ
ถัดจากเสื้อผ้าก็เป็ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของโฮล์มเฌอลัญจ์หันมองชายหนุ่มที่ยืนมองเครื่องเงินในตู้โชว์ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“เห็นนายบอกว่าเป็คู่หูกับโฮล์มนี่แล้วนายเคยเห็นเครื่องเงินพวกนี้หรือเปล่า”
ทันทีที่คำถามถูกถามจนจบวัตสันก็หันหลังเดินไปดูของชิ้นอื่นๆ ปล่อยให้เฌอลัญจ์ยืนเคว้งกับคำถามที่ไร้การตอบสนอง
ชิ ไม่อยากคุยก็ไม่ต้องคุย...
ในส่วนต่อมาเป็การจัดแสดงงานซึ่งอธิบายประวัติการคลี่คลายคดีต่างๆโดยจะเน้นคดีที่โด่งดังเป็ที่รู้จักทำให้ในส่วนนี้ใช้พื้นที่ค่อนข้างกว้างกว่าอีกสองส่วนก่อนหน้านี้
วัตสันเดินไปเรื่อยๆ เฌอลัญจ์แอบสังเกตสีหน้าของเขาอยู่หลายทีแม้ภายนอกจะเรียบนิ่ง แต่เธอคิดว่าภายในใจของชายหนุ่มจะต้องรู้สึกอะไรอยู่แน่ๆซึ่งเธอก็เดาส่งไปว่าคงเพราะเมื่อได้มาอยู่ท่ามกลางสิ่งของมากมายที่มีกลิ่นอายของโฮล์มคู่หูผู้เผชิญเื่ราวต่างๆ กันมา คงทำให้เขาหวนนึกถึง และอาจจะเ็ปเพราะว่าในตอนนี้กลับมีเพียงรูปภาพและสิ่งของที่เหลืออยู่เท่านั้น
โฮล์มได้กลายเป็อดีตอันแสนไกลสำหรับผู้คนในยุคนี้ทั้งที่เื่นั้นน่าจะรวมถึงตัวของวัตสันด้วย
นี่คงกำลังคิดว่าตัวเองน่าจะหลับอยู่ในกล่องนั้นไปตลอดกาลสินะ
เฌอลัญจ์คิด พอดีกับที่วัตสันเงยหน้ามองกรอบรูปเชอร์ล็อกโฮล์ม ขนาดใหญ่ และเอาแต่เหม่อมองอยู่อย่างนั้น
“อ๊ะ เฌอลัญจ์ มาดูอะไรนี่สิ” ยูรายุที่อยู่ด้านหลังอ่านป้ายพร้ะโกนเรียกเฌอลัญจ์เฌอลัญจ์จึงละความสนใจจากวัตสันแล้วรีบเดินไปหายูรายุ
“หือ... ‘Rosewood’ หรือ ‘ไปป์ไม้กุหลาบ’เชอร์ล็อก โฮล์มได้เป็รางวัลจากการไขคดียาเส้นงั้นเหรอฟังดูพิลึกจัง”
เฌอลัญจ์โพล่งออกไปหลังจากได้อ่านรายละเอียดที่ถูกเขียนเอาไว้
“พิลึกตรงไหนกัน...” ยูรายุแย้งด้วยความคิดเห็นของตัวเอง
“แต่ฉันว่ามันยังดูไม่เก่าเท่าไหร่เลย” เฌอลัญจ์พูดออกมาหลังจากพิจารณาไปป์ตรงหน้าไปสักพัก
วัตสันได้ยินก็ชะงักค้าง และโดยไม่ต้องหันไปมองเขาก็จดจำได้ถึงลวดลายสวยงามของไปป์ และรู้สึกถึงกลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ราวกับจะรับรู้ถึงน้ำหนักของไปป์แม้จะไม่ได้ััมาเนิ่นนานเป็ร้อยปี
ชายหนุ่มหลับตาลง นึกย้อนไปถึงที่มาของไปป์ไม้กุหลาบยังจำเื่ราวของมันได้ดีราวกับกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
‘วัตสัน!!!’
นั่นเป็ตอนที่พระอาทิตย์เพิ่งลาลับได้ไม่นานโฮล์มที่พรวดพราดออกไปข้างนอกั้แ่เช้า และไม่กลับมาอีกจนกระทั่งตอนนี้วัตสันหันมองชายหนุ่มที่เรียกชื่อเขาด้วยรอยยิ้มสดใสทำให้คิดไปว่าพระอาทิตย์เพิ่งตกไม่ใช่หรือเหตุใดจึงสว่างไสวราวกับได้เห็นแสงแรกแห่งวัน
ยอดนักสืบแห่งยุคเดินมานั่งที่โซฟาตัวตรงข้ามและวางของสิ่งหนึ่งบนโต๊ะ
...ไปป์ไม้กุหลาบ...