ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีมีกลิ่นอายก้ำกึ่งระหว่างเด็กหนุ่มกับชายเต็มวัย คิ้วและดวงตาดูอ่อนโยนกระจ่างใส
เขาเดินยิ้มแย้มเข้ามาใกล้ แล้วประสานมือคารวะเจิ้นกั๋วกง
"ได้ยินว่าท่านกั๋วกงชนะศึกกลับเมืองหลวง จิ่นผิงจึงตั้งใจมาแสดงความยินดีขอรับ"
"วันนี้ข้าก็เพิ่งจะมาถึงบ้านเท่านั้น เ้ามาได้เช้าดีจริง ๆ" เจิ้นกั๋วกงหัวเราะอย่างเบิกบาน พลางกล่าวว่า "มาก็มาเถอะ ยังจะเอาของอะไรติดไม้ติดมือมาอีก เ้าน่าจะรู้ดีว่าข้าไม่เคยรับของพวกนี้ เดี๋ยวอย่าลืมให้คนขนกลับไปด้วยล่ะ"
เขาคือบุตรชายของสกุลจ้าน สกุลจ้านกับจวนเจิ้นกั๋วกงล้วนตั้งอยู่ในเขตชิ่งอวิ๋นเหมือนกัน เนื่องจากจ้านอวิ๋นจู๋กราบสวี่อวิ๋นเป็อาจารย์มาั้แ่เด็ก จึงนับได้ว่าเติบโตมาในสายตาของเจิ้นกั๋วกงเช่นกัน
แม้ว่าสวี่อวิ๋นจะเป็คนไม่เอาไหนอย่างถึงที่สุดเมื่ออยู่ในจวน ซ้ำยังถูกนายท่านผู้เฒ่ารังเกียจเป็พิเศษ ทว่าชื่อเสียงด้านความสามารถกลับขจรขจายไปไกล ฝีมือการวาดภาพเข้าขั้นเทพยดา แม้อายุยังน้อยก็เป็ถึงปรมาจารย์ด้านภาพวาดและพู่กันจีนที่โด่งดังไปทั่วแคว้นต้าชิ่งแล้ว
"จิ่นผิงย่อมทราบกฎเกณฑ์ของท่านกั๋วกงดีขอรับ" จ้านอวิ๋นจู๋ยิ้มพลางกล่าว "นี่คือของขวัญวันเกิดที่ท่านแม่ฝากข้ามาให้คุณหนูสวี่ เดิมทีควรจะส่งมาั้แ่เช้า แต่เพราะเป็บทสวดมนต์ขอพรที่คัดลอกด้วยมือ เพิ่งจะคัดเสร็จตอนเที่ยงวันพอดี จึงนำมาส่งช้าไปสักหน่อยขอรับ"
เจิ้นกั๋วกงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ที่แท้ก็เป็ของขวัญวันเกิดให้เจาเจานี่เอง
ในเมื่อเป็บทสวดมนต์ที่คัดด้วยมือ แม้ของขวัญจะเล็กน้อยแต่เปี่ยมด้วยความจริงใจ ย่อมไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ
"อย่าลืมขอบคุณมารดาเ้าแทนเจาเจาด้วยล่ะ"
บ่าวรับใช้ก้าวเข้ามารับของไป
"ข้าเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวง ในมือยังมีฎีกาที่ต้องร่าง เวลานี้จึงยังปลีกตัวไม่ได้ ในเมื่อเ้ามาแล้ว ตอนเย็นก็อยู่กินข้าวด้วยกันเถอะ ตอนนี้ไปนั่งเล่นที่เรือนอาจารย์ของเ้าก่อนก็แล้วกัน"
เจิ้นกั๋วกงกล่าวจบ ก็ปรายตามองเข้าไปในโถงด้านหลังแวบหนึ่ง
ถึงอย่างไรก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลือไว้ค่อยคุยกันทีหลังก็ยังไม่สาย วันนี้เขากลับเมืองหลวง พรุ่งนี้ต้องเข้าวังเฝ้าฮ่องเต้ เวลานี้กุนซือในจวนหลายคนกำลังรออยู่ที่ห้องหนังสือ
จ้านอวิ๋นจู๋รับคำ "ขอรับ" แล้วยืนหลบอยู่ด้านข้างพลางมองส่งเจิ้นกั๋วกงจากไป
"พี่จ้าน..."
เมื่อรอบด้านไม่มีคนอื่นแล้ว หลิ่วอี๋ก็ก้าวเข้าไปใกล้เขาสองสามก้าว บนใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง ๆ
ทว่าจ้านอวิ๋นจู๋กลับมองไปทางโถงด้านใน ถามยิ้ม ๆ ว่า "คุณหนูหลิ่วทราบหรือไม่ว่าผู้ที่พักอยู่ในห้องรับรองนี้คือใคร"
การที่เขาแวะเวียนมาหา ก็อาศัยฐานะศิษย์เพียงคนเดียวของนายท่านรองสกุลสวี่ หลายปีมานี้เขาเข้าออกจวนเจิ้นกั๋วกงจนเคยชิน จึงถูกพาตัวมายังที่แห่งนี้โดยไม่ถูกมองว่าเป็คนนอก
เพียงแต่ แขกแบบไหนกัน ถึงกับทำให้เจิ้นกั๋วกงต้องมาพูดคุยด้วยตัวเองถึงที่นี่
"เป็คุณชายท่านหนึ่ง ได้ยินว่าเป็คนที่นายท่านผู้เฒ่าพามาแต่งงานแก้เคล็ดให้เจาเจาน่ะเ้าค่ะ"
หลิ่วอี๋กล่าวเสียงเบา "ท่านอาจารย์เหยาเป็คนทำนายดวงชะตาให้ บอกว่าต้องให้คนผู้นี้มาแต่งงานแก้เคล็ด โรคของเจาเจาถึงจะหายดีเ้าค่ะ"
"แต่งงานแก้เคล็ด..."
จ้านอวิ๋นจู๋ตกตะลึงไปชั่วขณะ ขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณ
เมื่อจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเพียงเล็กน้อยนี้ของเขาได้ หลิ่วอี๋ก็รู้สึกขมขื่นในใจ ทว่าน้ำเสียงยังคงอ่อนโยน "เจาเจาป่วยเป็โรคประหลาดนี้มานาน เวลานี้มีโอกาสรักษาให้หายได้ พี่จ้านไม่ดีใจหรือเ้าคะ"
"ข้าย่อมต้องดีใจอยู่แล้ว เพียงแต่แปลกใจอยู่บ้างก็เท่านั้น" ท่าทีของเขากลับมาเป็ปกติแล้ว เขาเอ่ยถามขณะเดินไปพลาง "คนผู้นี้มีที่มาอย่างไรหรือ"
"ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดเ้าค่ะ แต่ในเมื่อเื่ราวดำเนินไปอย่างราบรื่นเงียบเชียบเช่นนี้ คิดว่าคงเป็เพียงคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้นกระมัง" หลิ่วอี๋คาดเดา
จ้านอวิ๋นจู๋กำมือแน่นขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
คนธรรมดาหรือ...
คนธรรมดาก็ยังมีสิทธิ์แต่งงานกับเจาเจาหรือนี่...
บิดาของเขาเป็เพียงขุนนางเล็ก ๆ ขั้นหก เขาจึงคิดมาตลอดว่าฐานะของตนกับเจาเจานั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทว่ากลับไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่เจาเจาอาจจะต้องแต่งงานกับคนธรรมดาที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า...
"กำหนดแน่นอนแล้วหรือ"
หลิ่วอี๋ส่ายหน้าเบา ๆ "ตอนนี้ยังไม่รู้เลยเ้าค่ะ ถึงอย่างไรก็ต้องถามความเห็นของเจาเจาดูก่อน"
ในจวนแห่งนี้ ไม่เคยมีใครลงมือทำเื่ใดโดยไม่สนใจความรู้สึกของเจาเจา
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่แค่ในจวนแห่งนี้หรอก...
ไม่ว่าจะเมื่อไรหรือที่ใด ขอเพียงมีเจาเจาอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนหมุนรอบตัวเจาเจาทั้งสิ้น เมื่อก่อนเป็อย่างไร ตอนนี้และตลอดไปก็เป็เช่นนั้น
หลิ่วอี๋มองชายหนุ่มที่ดูอบอุ่นดั่งหยกข้างกาย รอยยิ้มบนริมฝีปากผุดขึ้นมาแล้วก็จางหายไป
จ้านอวิ๋นจู๋หรี่ตามองแสงอาทิตย์เจิดจ้าบาดตาบนท้องฟ้า
ครู่ต่อมา เขาก็ค่อย ๆ คลายปลายนิ้วที่กำแน่นออก ถามด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า "เื่ที่ฝากคุณหนูหลิ่วสืบถามเมื่อคราวก่อน ไม่ทราบว่าได้ผลอย่างไรบ้างแล้วหรือ"
มีประโยคหนึ่งที่ท่านพ่อพูดไว้ถูกเผงทีเดียว เื่ราวล้วนมีความสำคัญหนักเบาแตกต่างกัน จะสับสนปนเปไม่ได้เด็ดขาด
ต้องทำการใหญ่ให้สำเร็จก่อน ถึงจะสามารถคว้าสิ่งที่ตน้ามาไว้ในมือได้ตามอำเภอใจ
"่นี้เจาเจาป่วยจึงโมโหง่าย ข้ายังหาโอกาสพูดคุยกับนางดี ๆ ไม่ได้เลย หากพี่จ้านร้อนใจ สู้ให้ข้าไปถามคนอื่นดูดีไหมเ้าคะ"
"ไม่ต้องหรอก ข้าไม่ได้ร้อนใจอะไร" จ้านอวิ๋นจู๋กล่าว "เื่นี้หากแพร่งพรายออกไป ก็ไม่ใช่เื่ดีสำหรับจวนเจิ้นกั๋วกง เดิมทีข้าเพียงแค่อยากรู้เท่านั้น หากนำความเดือดร้อนมาให้จวนของพวกเ้าก็คงไม่คุ้มค่ากัน"
หลิ่วอี๋พยักหน้ารับคำ ทว่าฝีเท้ากลับช้าลง
เมื่อเห็นว่ารอบด้านไม่มีคน นางก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วก้มหน้ายื่นส่งให้เขา
นั่นคือถุงหอมใบหนึ่ง
ผ้าไหมเนื้อละเอียดสีน้ำเงินเข้มปักลายกอไผ่เขียว วัสดุที่ใช้ล้วนเป็ของชั้นเลิศ ฝีเข็มประณีตงดงาม
"ข้าเพิ่งปักเสร็จเมื่อไม่กี่วันก่อน เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสพบพี่จ้าน..." พวงแก้มของหลิ่วอี๋ซับสีแดงระเรื่อเล็กน้อย
จ้านอวิ๋นจู๋ดูประหลาดใจอยู่บ้าง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยว่า "เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมัง"
หลิ่วอี๋มองเขาด้วยสีหน้าเหม่อลอย
นางรู้ว่าในใจเขามีเจาเจา และรู้ด้วยว่าเขามีความทะเยอทะยาน แต่ว่า เป็ไปได้หรือที่เขาจะมีแค่เจาเจาเพียงคนเดียว— คนอย่างเขา จะไปชอบคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ทั้งเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจอย่างเจาเจาจริง ๆ ได้อย่างไรกัน ที่แท้ก็คงเป็เพราะฐานะอันสูงส่งของเจาเจาเท่านั้นแหละ
อีกทั้งเมื่อก่อนเขายังเคยยิ้มให้นาง บางครั้งก็ยอมเล่าเื่ในใจให้นางฟัง เอ่ยชมว่านางเป็คนที่เข้าใจสิ่งที่เขาอยากจะพูดมากที่สุด...
เขาปฏิบัติต่อนางแตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด!
หรือว่านางจะเข้าใจผิดไปเอง
เมื่อเห็นสีหน้าของนาง จ้านอวิ๋นจู๋ก็ถอนหายใจเบา ๆ พลางยิ้มกล่าวว่า "หากข้าบุ่มบ่ามรับของสิ่งนี้ไว้ วันหน้ามีคนมาเห็นเข้าจะเป็ผลเสียต่อเ้านะ ชื่อเสียงของลูกผู้หญิงสำคัญกว่าผู้ชายเสมอ"
ที่แท้เขาก็ทำไปเพราะถนอมชื่อเสียงของนางนี่เอง
อารมณ์ของหลิ่วอี๋สงบลงเล็กน้อย นางเก็บถุงหอมกลับไปอย่างเก้อเขิน รอยยิ้มดูฝืนทนเป็อย่างยิ่ง
และในเวลานี้ จ้านอวิ๋นจู๋ก็ยกมือขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ค้างไว้เหนือศีรษะของนาง เขาลังเลไปชั่วขณะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้วางมือลงไป กลับระงับใจแล้วชักมือกลับมาแทน
ทว่าท่าทางที่ยังไม่ทันได้กระทำลงไปนี้ กลับช่วยปลอบประโลมหลิ่วอี๋ได้อย่างใหญ่หลวง
เรียกได้ว่าเป็การให้กำลังใจด้วยซ้ำ
ความรู้สึกสูญเสียถูกปัดเป่าไปจนหมดสิ้น สี่ตาประสานกัน หัวใจของนางเต้นรัวราวกับตีกลอง ดวงตาก็เปล่งประกายเจิดจ้า
พี่จ้านมักจะเป็วิญญูชนที่รู้ธรรมเนียมรักษามารยาทเสมอ เป็นางเองที่วู่วามเกินไป
จ้านอวิ๋นจู๋ยิ้มแล้วกล่าว "ไปกันเถอะ"
หลิ่วอี๋พยักหน้า
เมื่อเห็นว่าด้านหน้ามีคน ทั้งสองจึงทิ้งระยะห่างกันอย่างรู้ใจ
หลิ่วอี๋กลับเข้าไปในเรือนชั้นใน ทว่าไม่ได้กลับไปยังที่พักของตนเอง
ท้องฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว
ภายในเรือนซีหยวนจุดตะเกียงสว่างไสว
อาจูเดินเข้ามาจากด้านนอก กล่าวว่า "คุณหนู อาหารเตรียมพร้อมแล้ว ฮูหยินให้คนมาเรียกท่านไปที่โถงด้านหน้าแล้วเ้าค่ะ"
สวี่ิอี้ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วพยักหน้ารับ
นางลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าต่าง ตอนที่เดินผ่านอาจูไป ก็ปรายตามองอาจูแวบหนึ่ง
อาจูเข้าใจความหมาย จึงพยักหน้าเบา ๆ
คุณหนูได้มอบหมายงานชิ้นหนึ่งให้นาง...
และจะต้องลงมือในคืนนี้