การมาถึงของตาเฒ่าหลี่ในฐานะคนสวนคนใหม่แห่งคฤหาสน์ตระกูลเว่ยไม่ได้สร้างความตื่นเต้นหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้กับเหล่าบ่าวไพร่ในตอนแรก ในสายตาของพวกเขา เขาเป็เพียงชายชราหลังค่อมท่าทางซื่อๆ ที่โชคดีได้รับความเมตตาจากนายท่านให้มีที่ซุกหัวนอนและมีงานทำประทังชีวิตไปวันๆ ทว่าภาพลักษณ์อันแสนธรรมดานี้คือฉากละครชั้นยอดที่จอมโจรลู่เฟิงบรรจงสร้างขึ้น และเขากำลังจะใช้มันเพื่อหยั่งรากฐานแห่งความไว้ใจให้ลึกลงไปในใจกลางของสถานที่แห่งนี้
ลู่เฟิงเริ่มต้นบทบาทของเขาด้วยความขยันขันแข็งเกินวัย ทุกเช้าก่อนที่ไก่จะโห่ขัน เขาก็ลุกขึ้นมาทำความสะอาดสวนหย่อมและรดน้ำต้นไม้ด้วยความใส่ใจ ราวกับว่าต้นไม้ทุกต้นและดอกไม้ทุกดอกคือสมบัติล้ำค่าที่ต้องดูแลด้วยชีวิต เขาใช้เวลาทั้งวันไปกับการพรวนดิน ถอนวัชพืช และตัดแต่งกิ่งไม้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้แผ่นหลังที่โค้งงอจะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ แต่บนใบหน้าของเขากลับประดับไปด้วยรอยยิ้มอันสงบและเปี่ยมสุขเสมอ
ความสมถะและความขยันของเขาค่อยๆ เป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของคนในคฤหาสน์ แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของ 'ท่านตาหลี่' กลายเป็ที่กล่าวขานอย่างแท้จริงคือความรอบรู้ในเื่พฤกษาและสมุนไพรที่ดูจะลึกซึ้งเกินกว่าคนสวนธรรมดาคนหนึ่งพึงจะมี
โอกาสแรกในการแสดงความสามารถมาถึงในรูปแบบของกล้วยไม้ป่าพันธุ์หายากนามว่า 'หยกมณีแดง' ซึ่งเป็ของรักของหวงของฮูหยินใหญ่ ภรรยาเอกของคหบดีเว่ย กล้วยไม้ต้นนี้มีค่ามหาศาลและขึ้นชื่อว่าดูแลรักษายากยิ่งนัก จู่ๆ ใบของมันก็เริ่มปรากฏจุดสีน้ำตาลและค่อยๆ เหี่ยวเฉาลงโดยไม่ทราบสาเหตุ คนสวนหลายคนก่อนหน้านี้พยายามแก้ไขแต่ก็ไม่เป็ผล ฮูหยินใหญ่ถึงกับกลุ้มใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
เมื่อข่าวนี้มาถึงหูของลู่เฟิง เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือโอกาสทอง เขาร้องขออนุญาตจากพ่อบ้านใหญ่เพื่อเข้าไปดูกล้วยไม้ต้นนั้นด้วยตนเอง ในตอนแรก พ่อบ้านมีท่าทีลังเล แต่เมื่อนึกถึงบุญคุณที่ตาเฒ่าผู้นี้เคยช่วยชีวิตนายท่านไว้ เขาจึงยอมอนุญาตในที่สุด
ลู่เฟิงเดินเข้าไปในเรือนกระจกที่ใช้ปลูกกล้วยไม้โดยเฉพาะ เขาใช้แว่นขยายเล็กๆ ที่พกติดตัวเสมอส่องดูใบที่เหี่ยวเฉาอย่างละเอียด ก่อนจะใช้ปลายนิ้วััที่รากของมันเบาๆ แล้วก้มลงดมกลิ่นดินในกระถาง
"ฮูหยินขอรับ" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ "กล้วยไม้ต้นนี้ไม่ได้ป่วยเพราะขาดน้ำหรือแสงแดด แต่มันกำลังถูก 'โรคราสนิม' เล่นงานขอรับ เป็เชื้อราขนาดเล็กที่มักจะมากับลมฝนและจะกัดกินรากของพืชที่อ่อนแอ"
ฮูหยินใหญ่ซึ่งยืนมองดูอยู่ด้วยความกังวลเบิกตากว้าง นางเป็หญิงวัยกลางคนที่มีรูปร่างหน้าตาดี ผิวพรรณขาวใส ดวงตาคมคาย และมีท่วงท่าที่สง่างาม เธอสวมชุดไหมสีฟ้าอ่อนที่ปักด้วยลวดลายดอกบัวสีทอง ผมยาวดำขลับเกล้าเป็มวยสูงและประดับด้วยกิ่งไผ่ทองคำ เครื่องประดับบนตัวเธอล้วนแต่เป็ของมีค่า ั้แ่ต่างหูมุกน้ำทะเลใต้ สร้อยคอหยกพม่า ไปจนถึงกำไลทองคำที่ฝังด้วยพลอยสีต่างๆ
"แล้ว… แล้วมันพอจะมีทางรักษาหรือไม่ ท่านตาหลี่?" เธอถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกังวลปนกัน
ลู่เฟิงยิ้มอย่างใจดี "มีขอรับ แต่ต้องใช้ยาที่ปรุงขึ้นเป็พิเศษ ต้องผสมรากไผ่ป่าแก่กับเปลือกต้นสนเข็มที่อายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี แล้วต้มกับน้ำใสจากลำธารที่ไหลผ่านหินปูน จึงจะได้ยาที่สามารถฆ่าเชื้อราและบำรุงรากพืชได้ในเวลาเดียวกัน ข้าขออนุญาตไปเก็บสมุนไพรในป่าสักครู่นะขอรับ"
หลังจากได้รับอนุญาต เขาก็หายเข้าไปในป่าหลังคฤหาสน์เพียงหนึ่งชั่วยามและกลับมาพร้อมกับรากไม้และเปลือกไม้หน้าตาประหลาดหลายชนิด ความจริงแล้ว เขาไม่ได้ไปหาสมุนไพรเ่าั้จริงๆ แต่เขาใช้ยาแก้โรคราที่เขาเตรียมไว้แล้วมาผสมกับสมุนไพรธรรมดาที่เก็บมาจากป่า เพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็ยาที่เขาปรุงขึ้นใหม่
เขาจัดการตำพวกมันจนละเอียดและผสมกับน้ำสะอาด ระหว่างที่เขาทำงาน เขาอธิบายให้ฮูหยินใหญ่และเหล่าบ่าวไพร่ฟังเกี่ยวกับสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด วิธีการเก็บรักษา และเหตุผลที่ต้องผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม ความรู้ที่ลึกซึ้งและการอธิบายที่ละเอียดของเขาทำให้ทุกคนรู้สึกประทับใจและเชื่อมั่นในความสามารถของเขามากขึ้น
ก่อนจะนำไปราดรดที่โคนของกล้วยไม้ต้นนั้นอย่างเบามือ เขายังแนะนำให้เปลี่ยนดินใหม่ที่ผสมกับขี้เถ้าไผ่และทรายแม่น้ำเพื่อเพิ่มการระบายน้ำ และปรับตำแหน่งของกระถางให้ได้รับแสงแดดอ่อนๆ ใน่เช้าเท่านั้น
"ใน่เจ็ดวันนี้ ขอฮูหยินงดการรดน้ำและให้มันได้รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าเท่านั้นนะขอรับ" เขากำชับ "และอีกสิ่งหนึ่ง ขออย่าให้ใครเข้ามาใกล้กล้วยไม้นี้มากเกินไป เพราะลมหายใจของคนอาจจะมีเชื้อโรคที่จะทำให้อาการกำเริบได้"
ทุกคนต่างมองดูการกระทำของเขาด้วยความกังขา แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักท้วง เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถวินิจฉัยสาเหตุของโรคได้ชัดเจนเท่าเขา เวลาผ่านไปเจ็ดวันอย่างเชื่องช้า ฮูหยินใหญ่แอบมาดูกล้วยไม้ทุกวันด้วยความกังวล ในวันแรกๆ ดูเหมือนว่าอาการจะไม่ดีขึ้น แต่ในวันที่สี่ เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าจุดสีน้ำตาลเริ่มจางลงเล็กน้อย
และในเช้าวันที่แปด ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น! จุดสีน้ำตาลบนใบกล้วยไม้เริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัด ใบที่เคยเหี่ยวเฉากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง สีเขียวสดใสเริ่มกลับคืนมา และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือมีดอกตูมเล็กๆ เริ่มโผล่ออกมาจากโคนใบ บ่งบอกว่ากล้วยไม้กำลังจะออกดอกใหม่
ฮูหยินใหญ่ดีใจจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา เธอรีบเรียกคนมาดูและประกาศข่าวดีให้ทั้งคฤหาสน์ได้ทราบ นางมอบเงินรางวัลก้อนโตให้แก่ลู่เฟิงเป็การตอบแทน เงินจำนวนนั้นมากพอที่จะซื้อที่ดินเล็กๆ ได้หนึ่งแปลง แต่เขากลับปฏิเสธอย่างนอบน้อม
"การได้รับใช้ฮูหยินและได้เห็นต้นไม้ที่งดงามกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ถือเป็รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนสวนแก่ๆ เช่นข้าแล้วขอรับ" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ "ข้าขอเพียงแค่ได้อยู่ที่นี่และดูแลสวนที่สวยงามแห่งนี้ก็เพียงพอแล้ว"
คำพูดและการกระทำอันถ่อมตนของเขายิ่งทำให้ฮูหยินใหญ่รู้สึกประทับใจและนับถือในตัวเขามากขึ้นไปอีก เธอสั่งให้คนครัวจัดอาหารดีๆ ส่งไปให้เขาทุกวัน และให้เสื้อผ้าใหม่สำหรับฤดูหนาว ชื่อเสียงของ 'ท่านตาหลี่ผู้มีหัตถ์เทวดา' จึงเริ่มขจรขจายไปทั่วทั้งเรือนเ้านาย
ข่าวการรักษากล้วยไม้ที่ประสบความสำเร็จแพร่กระจายไปถึงหูของคหบดีเว่ยด้วย เขารู้สึกประทับใจในความสามารถของตาเฒ่าหลี่เป็อย่างมาก และเริ่มให้ความสนใจเป็พิเศษ บางครั้งเขาจะเดินมาดูการทำงานของเขาและสนทนาเื่ต้นไม้ ลู่เฟิงใช้โอกาสนี้ในการแสดงความรู้ที่กว้างขวางแต่ไม่เกินขอบเขตของคนสวน เขาพูดถึงการดูแลต้นไม้ การผสมปุ๋ย และการป้องกันโรคพืชด้วยความเชี่ยวชาญที่ทำให้คหบดีเว่ยยิ่งชื่นชมมากขึ้น
ไม่เพียงแต่เหล่าเ้านายเท่านั้นที่เขาซื้อใจได้ แต่กับเหล่าบ่าวไพร่ ลู่เฟิงก็ใช้วิธีการที่แตกต่างออกไป เขาสังเกตเห็นว่าบ่าวรับใช้หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก มักจะทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดเมื่อยตามร่างกายเนื่องจากการทำงานหนัก การยกของหนัก การยืนนานๆ และการนอนบนเตียงแข็งๆ ในห้องที่เย็นและชื้น
เขาจึงใช้ความรู้ด้านสมุนไพรของเขาปรุงยาขี้ผึ้งและลูกประคบสมุนไพรสูตรพิเศษขึ้นมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ยาขี้ผึ้งที่เขาทำมีส่วนผสมของยาดองและสมุนไพรหลายชนิดที่ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด ส่วนลูกประคบทำจากผ้าฝ้ายที่บรรจุด้วยสมุนไพรแห้งที่เมื่อนำไปนึ่งร้อนแล้วประคบจะช่วยคลายกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนของเื
ป้าจาง แม่ครัวใหญ่ผู้ซึ่งทนทุกข์กับอาการปวดหลังเรื้อรังมานานหลายปี เป็คนแรกที่ได้รับประโยชน์จากยาของเขา นางเป็หญิงวัยกลางคนที่มีรูปร่างอ้วนท้วน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่มักจะมีแววตาที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก นางต้องยืนทำอาหารั้แ่เช้าจรดค่ำ ยกหม้อใหญ่ ขนของหนัก และจัดการกับงานครัวที่มากมาย
หลังจากที่ได้ใช้ลูกประคบของตาเฒ่าหลี่เพียงไม่กี่ครั้ง อาการปวดหลังที่เคยทรมานนางมานานก็ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ นางสามารถยืนทำงานได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้า และนอนหลับได้สนิทกว่าเดิม นางซาบซึ้งใจจนถึงกับนำอาหารชั้นเลิศมามอบให้เขาถึงเรือนพักทุกวัน ไม่ว่าจะเป็ข้าวต้มไก่ใส่โสม ปลาเผาเนื้อนุ่ม หรือขนมหวานที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวและน้ำตาลโตนด
และป่าวประกาศถึงความใจดีและความสามารถของเขาให้ทุกคนในโรงครัวและแผนกซักล้างได้ฟัง "ท่านตาหลี่นี่เป็คนดีจริงๆ นะ ไม่เพียงแต่รักษาโรคได้ แต่ยังไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทนเลย เขาเป็เหมือนหมอที่์ส่งมาให้เราคนจน"
ข่าวการรักษาที่มีประสิทธิภาพแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว บ่าวไพร่คนอื่นๆ เริ่มมาขอความช่วยเหลือ มีคนที่ปวดเข่าจากการคุกเข่าทำความสะอาดพื้นทุกวัน มีคนที่มือเป็แผลจากการซักผ้าด้วยสบู่ที่แรง และมีคนที่เป็หวัดเรื้อรังจากการทำงานในที่เย็นชื้น
ลู่เฟิงช่วยเหลือทุกคนด้วยความเต็มใจ เขาไม่เคยปฏิเสธใครและไม่เคยขอสิ่งตอบแทน การกระทำของเขาทำให้เขาได้รับความรักและความเคารพจากทุกคนในคฤหาสน์ ไม่ว่าจะเป็คนรับใช้ระดับล่าง คนครัว ยาม หรือแม้แต่พ่อบ้านใหญ่
บัดนี้ ไม่ว่าลู่เฟิงจะเดินไปที่ใดในคฤหาสน์ เขาก็จะได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มและเสียงทักทายอย่างเป็มิตรเสมอ "สวัสดีครับท่านตาหลี่" "วันนี้สบายดีไหมครับ" "ขอบคุณสำหรับยาที่ให้มาเมื่อวานนะครับ ดีขึ้นมากเลย" เสียงทักทายเหล่านี้ดังขึ้นทุกที่ที่เขาผ่าน
เขาได้รับความเคารพจากทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ความไว้วางใจที่เขาได้รับเปรียบเสมือนกุญแจวิเศษที่เปิดประตูทุกบานในคฤหาสน์แห่งนี้ให้กับเขา ไม่มีใครสงสัยในตัวเขาอีกต่อไป ทุกคนมองเขาเป็คนดีที่์ส่งมาช่วยเหลือ
เขาได้รับอนุญาตให้เข้าออกได้ในหลายพื้นที่ที่คนสวนคนก่อนๆ ไม่เคยมีโอกาสได้เหยียบย่างเข้าไป ไม่ว่าจะเป็สวนส่วนตัวด้านหลังเรือนของฮูหยินใหญ่ที่มีกล้วยไม้หายากและดอกไม้นำเข้าจากต่างแดน หรือแม้แต่บริเวณใกล้เคียงกับห้องหนังสือของคหบดีเว่ยที่เต็มไปด้วยหนังสือโบราณและของมีค่า
ลู่เฟิงใช้โอกาสนี้ในการสำรวจและจดจำแผนผังของคฤหาสน์ทั้งหมดไว้ในใจอย่างเงียบๆ เขาเดินไปทุกมุมทุกซอก สังเกตการณ์ทุกรายละเอียด และบันทึกข้อมูลทั้งหมดไว้ในสมองอันปราดเปรื่องของเขา
เขาสังเกตเห็นทางเดินลับที่ซ่อนอยู่หลังชั้นวางหนังสือในห้องสมุด ซึ่งดูเหมือนจะเชื่อมต่อไปยังห้องใต้ดินที่อาจจะเป็ที่เก็บสมบัติ สังเกตเห็นช่องลมที่สามารถใช้แอบดูความเคลื่อนไหวภายในเรือนใหญ่ได้ และสังเกตเห็นตารางการเปลี่ยนเวรยามของทหารองครักษ์ในยามค่ำคืน
เขาพบว่ายามเปลี่ยนเวรกันทุกสี่ชั่วยาม มีจุดอับตาที่ไม่มีคนเฝ้าอยู่ประมาณสิบห้านาทีใน่เที่ยงคืน และมีเส้นทางที่สามารถเข้าออกได้โดยไม่ถูกสังเกตผ่านทางสวนหลังบ้าน ทุกรายละเอียด ทุกข้อมูล ถูกบันทึกไว้ในสมองอันปราดเปรื่องของเขาเพื่อรอวันที่จะนำมาใช้ประโยชน์
นอกจากการสำรวจทางกายภาพแล้ว เขายังใช้ 'หู' ของเขาให้เป็ประโยชน์อีกด้วย ในขณะที่กำลังตัดแต่งพุ่มไม้อย่างขะมักเขม้น เขาแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของเหล่าสาวใช้ที่กำลังพูดถึงความสัมพันธ์อันเ็าของนายท่านและฮูหยินใหญ่
เขาได้ยินว่าคหบดีเว่ยและภรรยาแยกห้องนอนกันมาแล้วสองปี หลังจากที่ฮูหยินใหญ่คลอดลูกตายและไม่สามารถมีบุตรได้อีก ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เ็าลงมาก คหบดีเว่ยใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานธุรกิจและไม่ค่อยกลับบ้าน ส่วนฮูหยินใหญ่ก็หันไปใส่ใจกับกล้วยไม้และงานฝีมือแทน
หรือในขณะที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่ใกล้ๆ โรงครัว เขาก็ได้ยินเื่ราวความรักต้องห้ามระหว่างยามหนุ่มกับสาวใช้คนหนึ่ง เป็เื่ราวที่หวานชื่นแต่เต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะกฎของคฤหาสน์ห้ามคนรับใช้มีความสัมพันธ์รักใคร่กัน
ทุกเื่ราว ทุกความลับ ทุกความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของคนในตระกูลเว่ย ค่อยๆ ถูกปะติดปะต่อขึ้นในใจของเขาดุจจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ เขามองเห็นจุดอ่อน เขามองเห็นความปรารถนาที่ถูกเก็บกด และเขามองเห็นช่องว่างที่เขาสามารถแทรกตัวเข้าไปเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับชีวิตอันน่าเบื่อหน่ายของเขาได้
ในระหว่างการทำงาน เขาเริ่มสังเกตเห็นตัวละครต่างๆ ในคฤหาสน์อย่างละเอียด ยามหนุ่มผู้ชื่ออาซานเป็เด็กหนุ่มซื่อบื้อที่มีใจรักสาวใช้คนหนึ่งชื่อหลิงเอ๋อร์ แต่ความรักของเขากลับไม่กล้าแสดงออกมา เขาเพียงแต่มองเธอจากไกลๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ทุกครั้งที่เธอเดินผ่าน เขาจะหยุดทำงานและมองตามด้วยสายตาที่เศร้าโศก
สาวใช้หลิงเอ๋อร์นั้นมีหน้าตาที่สะสวย ผิวขาวใส ดวงตาโตกลม และมีรอยยิ้มที่หวานซึ้ง มีความเชื่องช้าและอ่อนน้อม แต่ลู่เฟิงสังเกตเห็นว่าในดวงตาของเธอมีประกายไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกเก็บกดอยู่ เธอเป็สาวหนึ่งที่กำลังรอคอยความรักแต่ไม่กล้าขอ บางครั้งเขาจะเห็นเธอมองอาซานด้วยแววตาที่อ่อนโยน แต่ก็รีบหันหน้าหนีเมื่อสายตาสบกัน
นอกจากนี้ยังมีคุณหนู่ใหญ่เว่ยหลิง ลูกสาวของคหบดีเว่ย ผู้ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดีและมีความบริสุทธิ์อย่างสูงสุด เธออาศัยอยู่ในโลกของเธอเองที่เต็มไปด้วยหนังสือและดอกไม้ ไม่รู้ว่าโลกภายนอกเต็มไปด้วยความเป็อันตราย เธอมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามราวกับนางฟ้า ผิวขาวเนียนเหมือนหยก ดวงตาใสวาวเหมือนดาว และมีท่วงท่าที่สง่างามเป็ธรรมชาติ
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะเก็บเครื่องมือกลับเรือนพัก คหบดีเว่ยที่เพิ่งกลับมาจากการตรวจดูกิจการได้เดินผ่านมาพอดี เขาสวมเสื้อผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ดูมีราคา ใบหน้าดูเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก แต่ก็ยังคงมีท่าทีที่สง่างามของผู้นำ
"ท่านตาหลี่" คหบดีเว่ยเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม "ข้าได้ยินเื่ที่ท่านช่วยรักษากล้วยไม้ของฮูหยินแล้ว ต้องขอบคุณท่านมากจริงๆ ที่ช่วยแก้ปัญหากลุ้มใจให้นางได้ นางมีความสุขมากจนนอนหลับได้สนิทเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือน"
"เป็หน้าที่ของข้าขอรับนายท่าน" ลู่เฟิงตอบอย่างนอบน้อม โค้งคำนับจนแผ่นหลังแทบจะขนานกับพื้น "การได้เห็นฮูหยินมีความสุขก็เป็ความสุขของข้าด้วย"
คหบดีเว่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขามองไปยังสวนหย่อมที่บัดนี้ดูสวยงามและมีชีวิตชีวากว่าที่เคยเป็มา ต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้บานสะพรั่ง และทุกอย่างดูเป็ระเบียบเรียบร้อย "การได้มองดูต้นไม้ที่เจริญงอกงามเช่นนี้ ทำให้จิตใจสงบลงได้จริงๆ นะท่านว่าไหม? มันเหมือนกับชีวิตคนเรา ที่ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการดูแลเอาใจใส่ จึงจะสามารถเติบโตและผลิดอกออกผลได้อย่างงดงาม"
ลู่เฟิงเงยหน้าขึ้น สบตากับนายท่านของเขาแล้วกล่าวอย่างเชื่องช้า "นายท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ แต่บางครั้ง พายุที่โหมกระหน่ำก็อาจจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่ต้นไม้จะทานทนไหว หรือบางที อาจจะมีหนอนร้ายที่คอยชอนไชกัดกินอยู่จากภายในโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็ได้ขอรับ"
ในคืนนั้น ลู่เฟิงนอนหลับอย่างสงบและพอใจ ในฝันของเขา เขาเห็นภาพของเหล่าตัวละครในคฤหาสน์ที่กำลังเต้นรำตามจังหวะของเขา เห็นภาพของพวกเขาที่กำลังสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาหวงแหน และเห็นภาพของตัวเขาเองที่นั่งบนบัลลังก์ของอำนาจและการควบคุม ยิ้มรับความเสียหายที่เขาได้สร้างขึ้นมา