บทที่ 16 ถูกบรรพบุรุษสั่งสอน
"นักพรตน้อย ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่อยากตีแต่เอื้อมไม่ถึง ยามนี้หยินหยางแยกจากกันมีใจแต่ไร้กำลัง" บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งตัวสั่นงันงก สำหรับพวกเขาแล้วนักพรตน้อยเปรียบเสมือนยมทูตผู้คุมิญญาของเหล่าผีแก่เลยทีเดียว!
"รอเดี๋ยว!" ซูมู่มู่จุดยันต์กองหนึ่งทันที จากนั้นใช้เถ้าถ่านปั้นเป็อาวุธหยาบ ๆ หลายชิ้น
มีทั้งแส้ ไม้เรียว กระบอง และยังมีกระบองหนาม...
หลังจากปั้นเสร็จซูมู่มู่ก็จุดไฟเผาอีกครั้ง อาวุธเหล่านี้ก็ไปปรากฏอยู่ในมือของบรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง เหล่าิญญาหันมองหน้ากันเอง ยามนี้ไม่ตีไม่ได้แล้ว หากไม่ตีลูกหลานเนรคุณพวกเขาก็คงไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบ
ถ้าต้องเลือกระหว่างลูกหลานเนรคุณกับตนเองย่อมต้องเลือกตนเองเป็ธรรมดาเป็ผีมาหลายปีย่อมตระหนักในข้อนี้ดี
ดังนั้นในคืนนี้ผู้มีหน้ามีตาในตระกูลเมิ่งจึงถูกบิดาแท้ ๆ และปู่แท้ ๆ สั่งสอนไปตาม ๆ กัน
เช้าตรู่วันต่อมา เมิ่งเฮ่อยังไม่ทันตื่นนอนก็ได้ยินเสียงลุงคังวิ่งหน้าตั้งเข้ามาบอกว่า "คุณชายขอรับ! แย่แล้วเกิดเื่ใหญ่แล้วพวกผู้นำตระกูลมากันอีกแล้วแถมแต่ละคนยัง..."
"ท่านไปดูเถิดแล้วจะรู้เอง! ทางด้านฮูหยินก็ด้วย..."
ลุงคังไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เขารู้สึกว่าคนเหล่านี้ดูแปลกยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก เพราะเกรงว่าคุณชายจะเสียเปรียบเขาจึงรีบไปเคาะประตูห้องของซูมู่มู่ คุณหนูน้อยมีความสามารถสูงทั้งยังเป็ที่โปรดปรานของเซียวเหยาอ๋องเฟย คนเหล่านี้ย่อมต้องมีความเกรงใจบ้าง
"ท่านปู่คังข้าจะไปเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ ท่านวางใจเถอะพวกเขาไม่ได้มาหาเื่หรอก" ซูมู่มู่รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตาอย่างง่าย ๆ แล้ววิ่งไปยังห้องโถง
เมิ่งเฮ่อเพิ่งมาถึงเช่นกัน เขามีอาการาเ็ที่หลังจึงไม่กล้าเคลื่อนไหวแรงทำได้เพียงเดินช้า ๆ
"มู่มู่ ตรงนี้มีพ่ออยู่ก็พอแล้ว เ้าไปกินมื้อเช้าเถิดอย่าปล่อยให้ท้องหิวเลย" เขาไม่อยากให้ลูกสาวเห็นความขัดแย้งระหว่างเขากับคนในตระกูล
ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมประนีประนอมอีกแต่จะจัดการทุกอย่างอย่างเด็ดขาด
"ข้ายังไม่หิวเ้าค่ะ ข้าจะอยู่เป็เพื่อนท่านพ่อ" ขณะที่ซูมู่มู่พูดท้องของนางก็ส่งเสียงร้องโครกคราก ช่างน่ากระดากใจยิ่งนัก
"ท่านปู่คัง ข้าอยากทานซาลาเปาไส้เนื้อ รบกวนท่านช่วยยกมาให้ทีเ้าค่ะ" นางเอ่ยขอตรง ๆ เพราะการกินกับการดูเื่สนุกนั้นสามารถทำไปพร้อมกันได้
เมิ่งเฮ่อเห็นลูกสาวเป็ห่วงตนเช่นนี้ก็ไม่อยากให้นางจากไป ยามนี้พ่อลูกได้อยู่ด้วยกันวันหนึ่งก็หมายถึงเวลาที่ลดน้อยลงไปวันหนึ่ง
อีกสิบวันข้างหน้า ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็อย่างไรขึ้นอยู่กับมู่มู่โดยสิ้นเชิง
ดังนั้นเมิ่งเฮ่อจึงนั่งทานซาลาเปาเป็เพื่อนลูกสาวโดยไม่แม้แต่จะชายตามองคนในตระกูลและท่านแม่เลยแม้แต่น้อย
ผู้นำตระกูลที่เดิมทีมีความหวังลึก ๆ ว่าจะรอดพ้น ยามนี้ก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป
"เมิ่งเฮ่อ ข้ายินดีสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้เ้า พวกข้าเหล่าผู้าุโต่างเห็นพ้องกันว่า พวกข้าแก่แล้วควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่ เ้าเลือกผู้าุโตระกูลเพิ่มอีกสักสองสามคน พวกเขาก็ไม่เอาตำแหน่งนี้แล้วเช่นกัน" ประมุขตระกูลเมิ่งรู้สึกปวดหลังอย่างรุนแรง
เมื่อคืนถูกบิดาแท้ ๆ ตีในฝันตลอดทั้งคืนเดิมทีคิดว่าเป็เพียงความฝัน แต่พอตื่นมาให้บ่าวรับใช้ช่วยดูกลับพบว่ามีรอยแส้สีดำเต็มไปหมด
เขาขวัญหนีดีฝ่อแล้ว!
เขากลัวตายจริง ๆ ยามนี้ชีวิตกำลังสุขสบาย เขาไม่อยากตายเด็ดขาด
"ใช่ ๆ ๆ! พวกข้าแก่แล้ว ไม่เหมาะที่จะนั่งตำแหน่งผู้าุโตระกูลอีกต่อไป สำหรับตระกูลของเราแล้วนี่ไม่ใช่เื่ดีเลย!"
"เมิ่งเฮ่อ เ้าจงรับตำแหน่งผู้นำตระกูลคนใหม่เถอะพวกข้าทุกคนจะเชื่อฟัง เ้าสั่งให้ไปทิศตะวันออกพวกข้าไม่กล้าไปทิศตะวันตกเด็ดขาด"
"ขอให้นักพรตน้อยเข้าสู่บันทึกตระกูลด้วยเถอะ พวกข้าผิดไปแล้ว! ข้าขอคุกเข่าให้ท่าน!"
หนึ่งในผู้าุโตระกูลถูกตีไปสองคราเมื่อนึกถึงความเ็ปนั้นเขาก็รีบคุกเข่าลงต่อหน้านักพรตน้อยทันที บิดาและปู่ของเขาบอกว่าต้องได้รับความเมตตาจากนักพรตน้อยมิฉะนั้นจะถูกตามมาตีทุกคืน กระดูกคนแก่เช่นเขาทนรับการทุบตีและดุด่าเช่นนี้ไม่ไหวหรอก
ฮูหยินผู้เฒ่าเมิ่งเดิมทีคิดว่าตนเองน่าสงสารที่สุด เพราะถูกตาแก่ที่ตายไปแล้วบ่นใส่ตลอดทั้งคืนจนปวดหัวแทบตาย แต่พอเห็นสภาพคนอื่นในยามนี้ถึงได้รู้ว่าตาแก่ผู้นั้นยังมีความเมตตานางอยู่บ้าง
"มู่มู่! ย่าเองก็รู้ว่าผิดไปแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ออกคำสั่งเื่ของพ่อเ้าแม้แต่นิดเดียว เ้าอยากให้ย่าทำอะไร ย่าจะทำตามนั้น ย่าจะป้อนข้าวให้เ้าดีหรือไม่?" ฮูหยินผู้เฒ่าเมิ่งมองหลานสาวผู้จ้ำม่ำด้วยสายตาประจบประแจง
แม้จะรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง แต่ยามนี้ต้องก้มหัวให้เพราะหลานสาวคนนี้มีความสามารถ หากทำให้ลูกชายได้เป็ผู้นำตระกูลก็นับว่าเป็เื่ดีอย่างยิ่ง เมื่อลูกชายเป็ผู้นำตระกูลนางก็จะเป็แม่ของผู้นำตระกูลซึ่งย่อมเป็เื่ดี
"ข้าไม่้า" ซูมู่มู่ปฏิเสธคำประจบของท่านย่า
เมิ่งเฮ่อเพิ่งจะเข้าใจว่า 'โชคลาภ' ที่ลูกสาวบอกว่าจะมอบให้เมื่อวานคืออะไร ความสามารถในการพลิกฟ้าพลิกดินเช่นนี้มีเพียงลูกสาวเท่านั้นที่ทำได้ สิ่งที่เขาเตรียมการไว้กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยแม้แต่น้อย
ช่างน่าละอายนัก! ทั้งตำแหน่งขุนนางและความสามารถของเขายังไม่เพียงพอจึงรู้สึกว่าตนไม่คู่ควรจะเป็บิดาของมู่มู่
"เมิ่งเฮ่อ ข้าก็ขอคุกเข่าให้เ้า เ้าจงเป็ผู้นำตระกูลเถิด!" ประมุขตระกูลเมิ่งเห็นว่าจนถึงตอนนี้เมิ่งเฮ่อยังไม่แสดงท่าทีและนักพรตน้อยก็เช่นกัน หลังจากคิดดูแล้วจึงคุกเข่าลง
ทันใดนั้นก็มีเสียงโหยหวนดังมาจากด้านนอก "พี่เมิ่งเฮ่อ ไว้ชีวิตข้าด้วย!"
"เมื่อวานข้าไม่ได้ตั้งใจจะตีท่าน! ข้าก็แค่ทำตามคำสั่งของผู้นำตระกูล"
"ขอร้องล่ะขอรับ ให้ปู่ของข้าไปเถอะ ข้าจะถูกตีจนตายอยู่แล้ว"
ผู้ที่มาคือเมิ่งฉี่ซิง ผู้ที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎประจำตระกูลเมื่อวานนี้ ทั่วทั้งร่างของเขาไม่มีที่ไหนที่ไม่ปวด ทุกคนที่เห็นเขาต่างใกันถ้วนหน้าเพราะบนใบหน้าของเมิ่งฉี่ซิงมีรอยเท้าปรากฏชัดเจน ดวงตาทั้งสองข้างเขียวช้ำมุมปากมีเืไหล ขณะที่พูดฟันยังหลุดออกมาซี่หนึ่ง
"ฉี่ซิง เ้า..." ประมุขตระกูลเมิ่งใจนกลืนน้ำลาย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพวกเขายังถือว่าอาการเบา
"ท่านประมุขขอรับ! ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันแค่นอนหลับอยู่ดี ๆ ก็ถูกปู่ตีจนน่วม ท่านบอกว่าข้าต้องได้รับคำยกโทษจากพี่เมิ่งเฮ่อและนักพรตน้อยให้ได้"
"พอท่านพ่อตื่นมาตอนเช้าก็ตีข้าอีกรอบ เพราะปู่ก็ตีท่านพ่อเหมือนกัน!" เมิ่งฉี่ซิงแทบจะร้องไห้ให้ตาย
เขาเป็เพียงเบี้ยที่ทำตามคำสั่งของผู้นำตระกูลเท่านั้น แม้จะมีความคิดอยากลงมือให้หนักขึ้นเล็กน้อยก็ตาม แต่นั่นก็เป็เพราะผู้นำตระกูลบอกว่าให้ตีให้หนัก
"ท่านนักพรตน้อยพวกข้ารู้ตัวว่าผิดแล้วช่วยบอกให้บรรพบุรุษกลับไปสู่สุคติด้วยเถอะ" ประมุขตระกูลเมิ่งคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าซูมู่มู่
เมิ่งเฮ่อมองดูพวกเขาคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ทำไม จู่ ๆ เขาก็รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมา
"ถ้าท่านพ่อข้ายกโทษให้ ข้าถึงจะยกโทษให้เ้าค่ะ" ซูมู่มู่มอบอำนาจการตัดสินใจให้บิดา
การที่ลูกไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนย่อมเป็ความผิดของบิดานางช่างเป็เด็กที่มีเหตุผลยิ่งนัก นางไม่ได้ลงมือเองเพียงแต่ให้บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งสั่งสอนลูกหลานที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้จักกตัญญูและไร้ความสามารถเหล่านี้ ย่อมไม่มีสิ่งใดผิดเลยไม่ใช่หรือ!
นางกำลังช่วยเหลือคนทั้งตระกูลเมิ่ง นี่คือการสร้างกุศล เมื่อคิดได้เช่นนี้นางก็รู้สึกราวกับได้รับบุญกุศลหลั่งไหลเข้าสู่ตัวซูมู่มู่จึงยิ้มอย่างพึงพอใจยิ่งขึ้น ดูเถิดว่าวิถี์ช่างยุติธรรมยิ่งนักนางกำลังทำความดีอยู่แท้ ๆ!
"ท่านประมุขตระกูล ตระกูลเมิ่งของเราถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ในเมื่อท่านและเหล่าผู้าุโตระกูลรู้สึกว่าอายุมากและไร้เรี่ยวแรง เช่นนั้นก็จงกลับบ้านเกิดไปพักผ่อนในยามชราเถิด เมืองหลวงควรเป็สถานที่ให้คนรุ่นใหม่ของตระกูลเมิ่งได้ต่อสู้ดิ้นรน" เมิ่งเฮ่อช่วยเช็ดมุมปากให้ลูกสาว จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนมองพวกเขา
ประมุขตระกูลเมิ่งไม่คิดว่าเมิ่งเฮ่อจะลงมือเด็ดขาดถึงเพียงนี้ โดยการให้คนแก่ ๆ อย่างพวกเขาออกไปให้หมด
แต่ยามนี้สถานการณ์บีบบังคับ หากพวกเขาไม่ตกลงคืนนี้คงต้องถูกตีอีกแน่นอน