ทะลุมิติมาเป็นแพทย์หญิงตัวร้ายพร้อมลูกชายอัจฉริยะ【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 139 พลังของนางเอก

            “เป็นเพราะหม่อมฉันดูแลไม่ดี จึงทำให้เรื่องราวเหล่านี้รบกวนของฮองเฮาเพคะ”ซูเหวินจิ้งกล่าวอย่างแผ่วเบาใบหน้างามสะคราญเงยขึ้นอย่างสง่างามไร้ที่ติ

            ตระกูลซูเลี้ยงดูบุตรสาวได้ดีเยี่ยมนับเป็นแบบอย่างของกุลสตรีอย่างแท้จริง

            “เรื่องเหล่านี้... หาใช่ความผิดของเจ้าไม่” ฮองเฮาโปรดซูเหวินจิ้งยิ่งกว่าผู้ใดในยามนี้น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลงเล็กน้อย “เป็นเพราะหลิงหยางกำเริบเสิบสานเกินไปหลายปีมานี้ ข้าคิดว่านางน่าสงสาร จึงตามใจนางมากไปหน่อย”

            “ท่านหญิงยังเยาว์วัยนักเพียงได้รับบทเรียนบ้างก็จะเข้าใจความปรารถนาดีของฮองเฮาแล้วเพคะ” ซูเหวินจิ้งยืนนิ่ง น้ำเสียงสงบนิ่งอ่อนโยนแฝงไว้ด้วยความสง่างามตามธรรมชาติ

            ในทันใดนั้นนางก็ดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งหมดด้วยความสงบนิ่งและจิตใจที่กว้างขวางราวกับเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด

            หากกู้ชิงเฉิงได้เห็นคงจะถอนหายใจด้วยความชื่นชมในพลังของนางเอก ช่างน่าเกรงขามโดยแท้

            “ยังไม่ลากตัวลงไปอีก” ฮองเฮาขมวดคิ้วก่อนจะมองไปยังองครักษ์ที่อยู่ด้านข้าง

            “แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นชีวิตคนคนหนึ่งเพคะ” ซูเหวินจิ้งกล่าวต่อ“ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นบุตรสาวของท่านเฉาอี้หลางอีกด้วยท่านหญิงไม่ควรเอาแต่ใจเช่นนี้อีก หาไม่แล้วจะทำให้ขุนนางทั้งหลายหมดศรัทธาได้เพคะ”

            เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ใบหน้าของฮองเฮาเคร่งขรึมขึ้น

            นางเงยหน้าขึ้นมองซูเหวินจิ้งอย่างกะทันหันคำพูดเหล่านี้ชัดเจนยิ่งนักเป็นการย้ำเตือนนางว่าควรลงโทษท่านหญิงหลิงหยางอย่างหนัก

            “ท่านป้า” เกอจวิ้นซึ่งซ่อนตัวอยู่ตลอดก็ก้าวออกมา“หลิงหยางก่อความผิดมหันต์จริงขอรับ ท่านป้าโปรดลงโทษนางเถิดขอรับ”

            เมื่อฮองเฮาเห็นเกอจวิ้นนางก็หลับหลับตาลง นางลืมไปเสียสนิทว่าเกอจวิ้นได้กลับมายังเมืองหลวงแล้วนางรู้ถึงนิสัยของหลานชายผู้นี้ดี หากเขาเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ท่านหญิงหลิงหยางคงหนีความตายไม่พ้นเป็นแน่แท้ในใจของนางพลันเย็นเยียบลงไปครึ่งหนึ่ง

            นางถอยหลังไปหลายก้าวแทบจะล้มลง “ข้า... ข้าได้ลงโทษนางแล้วห้าสิบไม้นางคงเหลือชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น”

            “แต่บุตรสาวของท่านเฉาอี้หลางถึงแก่ความตายแล้วขอรับ” เกอจวิ้นกล่าวด้วยความคับแค้นใจ ตระกูลเกอพังพินาศไปสิ้นแล้วเหลือเพียงเขากับหลิงหยางอยู่ในโลกนี้ ทว่าหลิงหยางกลับถูกฮองเฮาเลี้ยงดูจนเสียคนถึงขั้นลืมความแค้นที่ต้องชำระไปสิ้น เพื่อองค์รัชทายาท นางยอมทิ้งทุกสิ่ง

            ท่านเฉาอี้หลางที่คุกเข่าอยู่ถึงกับตัวสั่นเทาก่อนจะมองเกอจวิ้นด้วยความขอบคุณ

            “แล้วเจ้าต้องการอะไรอีก?” โทสะของฮองเฮาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนางจ้องมองเกอจวิ้นอย่างดุดัน

            “หนึ่งร้อยไม้ขอรับ” เกอจวิ้นกล่าวอย่างไม่แยแส

            “นั่น...นางอาจถึงตายเลยนะ” ฮองเฮาร้อนรน “เหตุใดโลกนี้จึงมีพี่ชายที่โหดเหี้ยมเยี่ยงเจ้า”

            ซูเหวินจิ้งเงยหน้ามองเกอจวิ้นครู่หนึ่งนางย่อมรู้ฐานะของเขาจึงรู้สึกชื่นชมอยู่บ้างที่เขาสามารถลงโทษญาติของตนเองได้อย่างเที่ยงธรรม

            นางก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งก่อนจะทำความเคารพ “ฮองเฮาผู้ทรงคุณธรรมย่อมไม่ลำเอียงเข้าข้างผู้ใดเป็นแน่แท้ท่านหญิงหลิงหยางร่างกายอ่อนแอ เพียงห้าสิบไม้ที่ลงไปก็เทียบเท่ากับหนึ่งร้อยไม้ของคนธรรมดาแล้วเพคะ”

            อีกด้านหนึ่งองครักษ์ได้จับหลิงหยางมัดไว้กับม้านั่งยาวแล้ว ก่อนที่ไม้เรียวจะกระหน่ำลงไป

            “กรี๊ดดดด...” ท่านหญิงหลิงหยางถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมจะเคยได้รับความทรมานเช่นนี้ได้อย่างไรนางกรีดร้องไม่หยุดหย่อนด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย

            ฮองเฮาเจ็บปวดใจยิ่งนักนางก้มหน้าลงไม่กล้ามองไปทางนั้น ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของซูเหวินจิ้งสีหน้าของนางก็ยิ่งดูแย่ลง เพราะคำว่า ‘คนธรรมดา’ที่ซูเหวินจิ้งเน้นเป็นพิเศษ ด้วยนิสัยที่ช่างระแวงของฮองเฮาย่อมต้องคิดมากเป็นธรรมดา

            ฮองเฮามองไปยังท่านเฉาอี้หลางที่คุกเข่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกถึงโม่หรั่นถังที่อยู่ไม่ไกลนัก นางกำมือแน่น และกัดฟัน ก่อนจะเอ่ยว่า“หลิงหยางกำเริบเสิบสานจริง ลงโทษหนึ่งร้อยไม้” แน่นอนว่านางย่อมต้องชั่งน้ำหนักถึงผลได้ผลเสียเรื่องราวในวันนี้คงจบลงได้ไม่ดีนัก

            --------

            ภายในรถม้ากู้ชิงเฉิงกอดกู้จิ่งเซวียนไว้ และแอบมองโม่อวี้เฉิน

            “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากสังหารนาง แต่ยังไม่ถึงเวลาอันควร” โม่อวี้เฉินกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “นางวางแผนทำร้ายเจ้ามากมายถึงเพียงนั้นย่อมต้องให้นางชดใช้คืนเป็นพันเท่าพันทวีหากตายไปเช่นนี้ก็ถือว่ายังเบาไปสำหรับนาง”

            เขาก็รู้ดีว่าเมื่อสิบวันก่อนหากจะสังหารกู้ตงหลิงเขาต้องคิดให้ดีก่อน แต่ในยามนี้ ตระกูลกู้ก็ตกต่ำถึงขีดสุดสถานการณ์ผันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนัก

            ตอนนี้ผ้าคลุมหน้าของกู้ชิงเฉิงหลุดออกไปนานแล้วยามนี้จึงเผยให้เห็นใบหน้าขาวผ่องนวลเนียนนางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดจะเย้ยหยันเล็กน้อยว่า “องค์รัชทายาททราบมากน้อยเพียงใดเพคะ?”

            สิ่งใดที่กู้ตงหลิงเคยกระทำต่อนางในอดีตไม่ได้มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น หากเอ่ยออกมา เกรงว่าผู้คนคงไม่กล้าเชื่อ

            “ชิงเฉิง หลายปีมานี้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานนัก” โม่อวี้เฉินพลันคว้ามือของกู้ชิงเฉิงมากอบกุมไว้เบาๆ

            กู้จิ่งเซวียนเหลือบมองท่านพ่อและท่านแม่รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แม้เขาจะไม่เข้าใจถ้อยคำที่ท่านพ่อท่านแม่เอ่ยถึงทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับดูดีนัก

            เขาปรบมือเล็กๆพลางกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่งามขึ้นแล้วท่านพ่อชอบหรือไม่? ข้าก็ชอบท่านแม่ที่งดงาม”

            ถ้อยคำนั้นทำให้โม่อวี้เฉินตัวแข็งทื่อชั่วขณะบรรยากาศภายในรถม้าพลันเย็นยะเยือก

            โม่อวี้เฉินรีบเอ่ยอธิบาย“แม้แม่ของเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร พ่อก็ยังรักนาง”

            เขาหาใช่ผู้ที่ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกหากเขาจะรังเกียจรอยแผลเป็นบนใบหน้าของกู้ชิงเฉิงเขาคงหลีกหนีไปตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่อันหยวนถังแล้ว และคงไม่ตามติดนางเช่นนี้ทว่าภายในใจกลับรู้สึกหวั่นเกรงเล็กน้อย เกรงว่ากู้ชิงเฉิงจะโกรธเคือง

            “แล้วคนโง่งมเล่า ท่านก็ชอบเช่นกันหรือ?” กู้ชิงเฉิงกลับเอ่ยถามกลับทำให้โม่อวี้เฉินตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น

            คำถามนี้เขาไม่รู้จะตอบเช่นไร เขาทราบดีว่ากู้ชิงเฉิงเบื้องหน้าไม่ใช่กู้ชิงเฉิงที่เขารู้จักเมื่อครั้งวันวานอีกแล้วทว่าหากนางยังคงเป็นเช่นเมื่อก่อน เขาก็จะพานางกลับมายังจวนเพื่อลูกและช่วยนางล้างมลทิน แต่เรื่องที่ว่าเขาจะปฏิบัติต่อนางเช่นไร เขาก็ยังไม่แน่ใจ

            “ท่านแม่ไม่ได้โง่งมนะขอรับ” กู้จิ่งเซวียนยื่นมือเล็กๆออกไปโอบไหล่ของกู้ชิงเฉิง “เซวียนเอ๋อร์รักท่านแม่”

            จากนั้นเขาก็จูบที่แก้มของนางหนึ่งครั้งดวงตาของเขาทอประกายระยิบระยับ น่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง

            โม่อวี้เฉินที่นั่งอยู่ข้างๆก็โน้มตัวเข้ามา โดยไม่ได้บอกกล่าว เขาก้มลงจูบที่แก้มของกู้ชิงเฉิงหนึ่งครั้งราวกับผีเสื้อแตะน้ำ ทว่ากลับทำให้กู้ชิงเฉิงตัวแข็งทื่อไปทั้งร่างราวกับกลายเป็นหิน

            “ข้าเองก็ชอบภรรยาของข้า” โม่อวี้เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบา

            ท่าทางของเขาทำให้กู้ชิงเฉิงไม่อาจลงมือตบตีเขาได้เลยแม้แต่จะด่าว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้ ก็ยังรู้สึกว่ามากเกินไปทำได้เพียงแค่กระแอมไอสองสามครั้ง ใบหน้าเล็กๆ แดงระเรื่อเล็กน้อย 

            กู้ชิงเฉิงในสภาพเช่นนั้นดูงดงามยิ่งในสายตาของโม่อวี้เฉิน เขาก็ชอบสถานการณ์เช่นนี้เช่นกันหัวใจเต้นระรัวเร็วขึ้นหลายส่วน ภายในใจพลันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ในที่สุดกู้ชิงเฉิงผู้นี้ก็ไม่ได้หลีกหนีเขาอีกแล้วและไม่ได้เอ่ยถ้อยคำเสียดสีเย้ยหยันเช่นเมื่อก่อน ดูท่าว่าเขาคงต้องพยายามต่อไป

            “งานเลี้ยงน้ำชาในครานี้คงถูกทำลายไม่รู้ว่าฝ่าบาทและฮองเฮาจะกริ้วมากเพียงใด” ใบหน้าของกู้ชิงเฉิงมีรอยแดงระเรื่อนางตั้งใจเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้น และมองออกไปด้านนอก

            “ไม่เป็นไรหรอก” สายตาของโม่อวี้เฉินกลับติดตามไปกับนาง“จบแล้วก็จบไปเถิด ข้าไม่ได้รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมิเช่นนั้นคงไม่ยอมให้เจ้ามาเป็นแน่ ครั้งหน้าข้าจะปฏิเสธ”

            “อย่าเลยเพคะ” กู้ชิงเฉิงกลับหันกลับมา “สถานที่เช่นนี้คึกคักไม่เลวนี่” อย่างน้อยวันนี้กู้ตงหลิงและท่านหญิงหลิงหยางก็ไม่ได้ผลดีอันใดเลยนางยังคงรู้สึกภาคภูมิใจนัก

            “คำพูดของสตรีเหล่านั้น...เจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ ในใจข้า เจ้าดีที่สุดเสมอ”โม่อวี้เฉินผู้นี้ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำหวานซึ้งใดๆทว่าคำพูดที่แสนธรรมดาเหล่านี้ กลับทำให้กู้ชิงเฉิงไม่อาจต้านทานได้

            “อันที่จริงก็เป็นความจริง เมื่อครั้งวันวาน ข้าใช้วิธีที่ต่ำทรามจริงๆจึงได้มีเซวียนเอ๋อร์” กู้ชิงเฉิงไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่ตนเองเคยกระทำ

            แม้จะเป็นการรับกรรมแทนร่างเดิมทว่าเมื่อได้ครอบครองร่างนี้ ก็ต้องรับกรรมเหล่านั้น เป็นเรื่องธรรมดา

            โม่อวี้เฉินกลับฟังแล้วรู้สึกใจหายชั่วขณะหนึ่งก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่าถ้อยคำของกู้ชิงเฉิงนี้เป็นความโกรธเคืองหรือการเยาะเย้ย

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นแพทย์หญิงตัวร้ายพร้อมลูกชายอัจฉริยะ【จบ】 ที่คุณอ่าน