บทที่ 22 ข้ารับใช้ผู้มีพร์ของตระกูลมู่หรง
บนถนนกลับบ้าน
แม้ว่าเมืองมณฑลหนานซาน จะเป็เมืองที่ใหญ่ที่สุดซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 200,000 คน แต่ในที่ที่สวยงามย่อมมีที่สกปรกเสมอ เพื่อความปลอดภัยของเยี่ยหลาน จึงเลือกถนนที่ค่อนข้างห่างไกลผู้คน หวังว่าจะกลับถึงบ้านได้อย่างราบรื่น
บนถนนที่มืดมิด เล่ยถิงมองไปที่เยี่ยหลานผู้ถือโคมไฟส่องสว่างก่อนที่จะถามว่า “เยี่ยหลาน เ้าอยากเป็ผู้ฝึกยุทธืหรือไม่”
“อยากเ้าค่ะ!”
เยี่ยหลานตอบอย่างหนักแน่น
เล่ยถิงยิ้มอย่างสบายใจ “พร์ของเ้าคงไม่เลว ก่อนหน้านี้ข้าอยากสอนเ้า แม้แต่เยี่ยิไคยังแอบเอาวิชาที่เหมาะสมกับเ้ามาให้ แต่เ้ากลับไม่มีท่าทีจะฝึกฝน แล้วทำไมตอนนี้เ้าถึงเปลี่ยนใจล่ะ”
เยี่ยหลานตอบว่า “คุณชายเป็ผู้มีความทะเยอทะยานสูง หากข้าไม่สามารถก้าวตามท่านได้สักวันหนึ่งก็จะตามไม่ทันและจำเป็ต้องแยกจาก ตัวข้าเองไม่อยากจากท่านเ้าคะ และไม่อยากเป็ภาระของท่านด้วย!”
เมื่อพูดถึงตอนท้ายดวงตาของเยี่ยหลานเริ่มเปล่งประกายลึกลับ
เล่ยถิงมองไปที่เยี่ยิไคผู้ถือโคมนำทางเช่นกัน สังเกตเห็นรอยยิ้มพึงพอใจที่มุมปากของเขาจึงพยักหน้าพูดว่า “ดีมาก กลับไปข้าจะหาคัมภีร์วิชายุทธ์ที่เหมาะสมให้แก่เ้า”
“ขอบคุณเ้าค่ะ!”
เยี่ยหลานยิ้มอย่างสดใสให้กับเล่ยถิง ทำให้เขารู้สึกหลงใหล
แต่เยี่ยิไคกลับไม่เข้าใจบรรยากาศ เขาเอ่ยเตือนอย่างกะทันหันว่า “คุณชายขอรับ ดูเหมือนพวกเราจะถูกจับตามองซะแล้ว!”
“อืม!”
เล่ยถิงรู้สึกถึงพลังลมปราณที่ลึกลับคอยติดตามตนเองมานานแล้ว แต่แรกเดิมทีเล่ยถิงไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะพลังนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมาก ไม่ต้องพูดถึงเล่ยถิงแม้แต่เยี่ยิไคก็รับมือได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้กลับต่างออกไป สิ่งที่ติดตามหลังพวกเขาไม่ใช่พลังลมปราณที่อ่อนแอเพียงหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็พลังลมปราณอย่างน้อย ๆ ก็ขั้นเบิกภพระดับหกหลายคน หนึ่งในนั้นมีระดับสูงถึงขั้นเบิกภพระดับหก
“ท่าไม่ดีแล้ว!”
เล่ยถิงรู้สึกถึงพลังลมปราณของศัตรูที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงรีบร้องบอก “เยี่ยิไค เ้าพาเยี่ยเหลานออกไปก่อน! ข้าจะคอยถ่วงเวลาไว้เอง!”
แต่เยี่ยิไคกลับดื้อดึงไม่ยอมไป “ไม่ขอรับ! คนที่ควรอยู่ถ่วงเวลาคือข้าต่างหาก!”
เล่ยถิงพาเยี่ยหลานวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว พลางตอบกลับ “อย่ามาพูดมากน่า! ถ้าเ้าอยู่ต่อ เ้าต้องตายแน่ ๆ มีแต่ข้าเท่านั้นที่จัดการพวกมันได้!”
ตูม!
ร่างคนผู้หนึ่งะโลงมาขวางทางของพวกเล่ยถิง
ไม่นานคนที่เหลือก็ตามมาถ้าไม่ใช่มู่หรงชุนก็ไม่มีใครอีกแล้ว เขา หัวเราะเยาะ “จะหนีงั้นหรือ? ถ้าพวกเ้าคิดว่าหนีรอดก็เชิญ?”
ร่างที่ะโลงมาเมื่อครู่ค่อย ๆ เดินออกมาจากความมืด มองไปที่ เล่ยถิงอย่างเศร้าใจ “ไม่คิดเลยว่าขยะจากตระกูลเล่ยจะมีค่าถึง 1 เม็ดโอสถร้อยลมปราณ!”
เล่ยถิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกหนักใจ
ส่วนเยี่ยิไค เมื่อเห็นคนผู้นั้นเขาก็ร้องอุทานด้วยความใ “ท่านคือ หลี่จิง!”
“ใช่แล้วข้าเอง!”
หลี่จิงไม่ปฏิเสธพลางยิ้มเ็าพูดว่า “ข้าหยุดอยู่ที่ขั้นเบิกภพระดับที่หกมาตั้งสามปี อีกก้าวเดียวก็จะทะลวงผ่านไปได้แล้ว ตอนนี้มีโอสถร้อยลมปราณของนายน้อยชุน แน่นอนว่าอาจะถึงระดับแปดได้เลยกระมั่ง! ครั้งนี้ต้องขอบคุณเ้าจริง ๆ!”
หลี่จิงเป็ข้ารับใช้ของตระกูลมู่หรง แต่เขาเป็คนมีพร์เหมือนกับเยี่ยิไค หลังจากที่ถูกตระกูลมู่หรงฝึกฝนอย่างหนัก ในที่สุดก็ฝึกฝนจนถึงขั้นเบิกภพระดับหกด้วยวัยเพียง 25 ปี ทำให้ตระกูลมู่หรงมีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อย
เนื่องจากมีภูมิหลังและเส้นทางการฝึกฝนที่คล้ายคลึงกัน เยี่ยิไคจึงเข้าใจหลี่จิงเป็อย่างดี
มู่หรงชุนตะคอกด้วยใบหน้าที่เ็าราวกับคนตาย “หลี่จิง อย่ามาพูดให้มาก จัดการพวกผู้ชายให้พิการส่วนผู้หญิงนั่นข้าจะจัดการเอง”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ดวงตาของมู่หรงชุนก็เต็มไปด้วยความคิดชั่วร้ายโดยไม่ปิดบัง มุมปากยังมีรอยยิ้มน่ารังเกียจ
เล่ยจิงหัวเราะเยาะ “ไอ้ขยะไร้ค่าของตระกูลเล่ยเพื่อตอบแทนความใจกว้างของเ้า ข้าจะทุบขาแขนเ้าให้พิการและปล่อยให้เ้าได้ชมนายน้อยชุนขืนใจสาวใช้ของเ้ากับตา”
เยี่ยหลานอดสั่นสะท้านไม่ได้ ใบหน้าอ่อนนุ่มซีดลงในทันที
เล่ยถิงจูงเยี่ยหลานไปด้านข้างใช้ร่างกายที่ไม่สูงใหญ่นักของเขาปกป้องไว้ จากนั้นพูดกับเยี่ยิไคว่า “เยี่ยิไค เ้าต้องพาเยี่ยหลานหนีไป อย่ามาทำให้ข้าเสียสมาธิ!”
“ได้ขอรับ คุณชาย”
เยี่ยิไคตระหนักดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะดื้อรั้น จึงรับคำสั่งของเล่ยถิงอย่างว่าง่าย พร้อมกันนั้นเขาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเล่ยหนานเทียนทันที แม้ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
“ดูเหมือนเ้ายังไม่ตื่นอีกนะ!”
หลี่จิงเดินเข้ามาช้า ๆ ไม่มีทีท่าจะปล่อยพลังลมปราณออกมาเลยแม้แต่น้อยดูเหมือนไม่ได้สนใจเล่ยถิงเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายเขาก็ยิ้มอย่างเหี้ยมโหดและพูดว่า “ข้าจะทำให้เ้าได้ััถึงความแตกต่างอันมหาศาลระหว่างขั้นเบิกภพระดับสี่กับระดับหก!”
เมื่อพูดจบหลี่จิงก็ะเิพลังลมปราณออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะก้าวเพียงก้าวเดียว แต่สามารถข้ามระยะทางได้ถึงหนึ่งจั้ง*[1] พร้อมกับพลังอำนาจที่น่าใถาโถมใส่เล่ยถิง แม้แต่เยี่ยหลานและเยี่ยิไคที่อยู่ด้านหลังเล่ยถิงก็อาจจะโดนไปด้วย
“วิชาทลายภูผา!”
เล่ยถิงใอย่างหนัก จึงใช้ฝ่ามือเมฆาอัคคีผลักออกไปเต็มกำลัง
อย่ามองว่า ‘วิชาทลายภูผา’ กับ ‘หมัดทลายภูผา’ ต่างกันแค่ตัวอักษรเดียวเท่านั้น ‘ท่าทำลายูเา’ เป็วิชาขั้นสูงที่สมบูรณ์ซึ่งหาได้ยากและมีค่ามหาศาล แม้แต่ในตระกูลมู่หรงก็ยังถือเป็สมบัติล้ำค่าที่หาได้ยาก ส่วน 'หมัดูเาถล่ม' เป็เพียงวิชายุทธ์ราคาร้อยกว่าตำลึงที่หาซื้อได้ทั่วไป ระดับจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ตูม!
เล่ยถิงะโดังลั่นถอยหลังไปสองก้าว หากไม่ใช่เพราะเยี่ยิไคที่อยู่ด้านหลังเป็ตัวกลางช่วยเล่ยถิงลดแรงกระแทกบางส่วน ไม่อย่างนั้นเล่ยถิงคงต้องถอยไปอีกหลายก้าว
'วิชาทลายภูผา' ขึ้นชื่อในเื่ความดุดันและโเี้ ว่ากันว่าหากฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดแล้วแม้แต่กำปั้นก็สามารถทำลายูเาได้ ถึงหลี่จิงจะยังไม่ถึงขั้นเกินจริงขนาดนั้น ทว่าพลังหมัดของเขาก็เหนือกว่าเหิงกังหลายเท่าอย่างไม่ต้องสงสัย ถือเป็ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่เล่ยถิงเคยเผชิญมา
“ทำได้ไม่เลวเลย”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่การโจมตีของหลี่จิงกลับไม่ได้หยุดลงเลยแม้แต่น้อย
ในชั่วอึดใจ พลังลมปราณของเขาก็พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ร่างกายทั้งร่างเหมือนก้อนหินขนาดั์ที่ร่วงลงมาจากูเา กลิ้งไปมาส่งเสียงคำรามอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ในขณะเดียวกันมู่หรงชุนและเหล่าสมุนของเขาก็เคลื่อนไหวแล้ว เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่เล่ยถิงแต่เป็หญิงที่ เล่ยถิงปกป้องอยู่
“เ้าอยากตายหรือไง!”
หลี่จิงอาจจะสามารถกดดันเล่ยถิงได้บ้าง แต่มู่หรงชุนและพวกสมุนที่มีพลังอยู่ในขั้นเบิกภพระดับสี่และระดับห้าที่เขาหามาได้ จะสามารถทำให้เล่ยถิงหวาดกลัวได้อย่างไร
เล่ยถิงเคลื่อนตัวไปด้านข้างอย่างสบาย ๆ ด้วยท่าทางที่อันตรายอย่างยิ่ง แทรกเข้าไปในกลุ่มสี่คนของมู่หรงชุน ในกลุ่มสี่คนนี้มีสองคนที่อยู่ระดับสี่ และอีกสองคนอยู่ระดับห้า ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีใครเทียบเท่ากับเหิงกังได้ แต่ก็ได้เปรียบเพราะมีจำนวนคนที่มากกว่า พวกเขาสังเกตเห็นเล่ยถิงที่พุ่งเข้ามา จึงละทิ้งเปาหมายอย่างเยี่ยหลานและเยี่ยิไคที่กำลังวิ่งหนีอย่างสุดกำลัง ต่างก็ใช้วิชายุทธ์พุ่งเข้าโจมตีเล่ยถิง
กล่าวกันว่าสองหมัดยากจะต้านทานสี่มือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครั้งนี้ที่เป็แปดมือ สี่วิชายุทธ์ที่ไร้ความปรานี
ฝ่ามือเมฆาอัคคี!
สามฝ่ามือเมฆาอัคคีไร้ซึ่งการยั้งมือ!
วิชายุทธ์แรกหมัดดินะเิของผู้มีพลังขั้นเบิกภพระดับห้า ฝาามือที่สอง เล่ยถิงฟาดลงตรง ๆ บนมือของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกภพระดับห้าจนหักสะบั้น ฝ่ามือที่สามเป็การป้องกัน รับมือกับกระบวนท่าของมู่หรงชุนแลผู้ฝึกยุทธ์เบิกภพระดับสี่ที่เหลืออีกคนเข้าไป
“ยังกล้าหันไปมองทางอื่นอีกงั้นหรือ!”
หมัดที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของหลี่จิงนั้นโเี้ ถึงแม้ว่าเล่ยถิงจะพยายามขัดขวางอย่างสุดกำลังใน่เวลาสุดท้าย แต่ก็ยังถูกชกจนกระอักเืออกมาในทันที
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกภพระดับหก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ที่ระดับห้าจะเปรียบเทียบได้
ถึงแม้ว่าเล่ยถิงจะได้รับาเ็สาหัส แต่ว่าเยี่ยิไคและเยี่ยหลานก็หนีไปได้สำเร็จและหายลับไปจากปลายถนน เพียงเล่ยถิงสามารถซื้อเวลาได้อีกสักหน่อย ด้วยความสามารถของเยี่ยิไค เชื่อว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่อีกสองคนคงไม่มีทางไล่ตามทัน
“ฆ่า เ้าเล่ยถิงก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”
[1]
1 จั้ง มีระยะประมาณ 3 เมตร