ขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังปรับพื้นฐานพลังขั้นสุดท้าย ในเวลานี้ ณ ตระกูลเทพมารโลหิตก็กำลังตามหาจางหลินกันอย่างบ้าคลั่ง เนื่องจากประมุขตระกูลเทพมารโลหิตอยากจะพบเขา
"นี่ก็ออกค้นหาเกือบปีแล้ว จางหลินคนนั้นไปอยู่ที่ไหนกัน"บนยอดขุนเขาลูกหนึ่ง หญิงสาวเผ่าเทพมารโลหิตกล่าวขึ้นด้วยด้วยความสงสัย นางไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจางลี่ ที่ได้รับคำสั่งจากบิดาให้ตามหาจางหลิน เนื่องจากอีกไม่นานประลองชิงพื้นที่ทรัพยากรณ์ของสิบตระกูลใหญ่กำลังจะเริ่มแล้วและพวกเขาอยากจะให้จางหลินเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วยเพื่อเพิ่มโอกาสชนะ
"นั่นจางหลิน!!"
เจ็ดวันต่อมาหา ทหารยามที่เฝ้าหน้าประตูชี้นิ้วไปบนฟ้าด้วยความตื่นเต้น สิ่งที่เห็นคือชายหนุ่มที่หน้าตาไม่ได้หล่อเหลาอะไรมากมาย ทว่ากลับดูทรงพลังยิ่ง ใช่! ชายคนนั้นคือลั่วอู่หลินในคราบของจางหลินที่ปรับพื้นฐานเสร็จสิ้นแล้วนั่นเอง
"เจ้าพวกนั้นมันแตกตื่นอะไรกัน"ลั่วอู่หลินบินผ่านทหารยามเหล่านั้นก่อนที่จะหันมองด้วยความแปลกใจ
ทว่าในเวลาต่อมาเขาก็รู้แจ้ง เนื่องจากมีผู้อาวุโสระดับเทพราชันหลายคนบินขึ้นมาขวางทางเขาเอาไว้ ใบหน้าแสดงออกถึงความดีใจที่ลั่วอู่หลินได้กลับมา
"ศิษย์จางหลินท่านประมุขอยากจะพบเจ้า ตามพวกเรามา"กล่าวจบผู้อาวุโสทุกคนก็บินไป ทางด้านลั่วอู่หลินก็ไม่รอช้าบินตามไปเช่นเดียวกัน ต่อมาไม่นานเขาก็มาถึงยังขุนเขาของประมุขนิกาย
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายพาเขาเข้ามาในห้องโถงบัลลังก์ที่ตอนนี้มีชายผมสีดำดวงตาสีแดงโลหิตตามแบบฉบับของเผ่าพันธุ์เทพมารโลหิตทั่วไปกำลังนั่งบนบัลลังก์ ด้านข้างของชายคนนั้นคือจางลี่ที่ถือกระบี่โลหิตสวรรค์เอาไว้ตลอดเวลา
"ท่านประมุขพวกเรานำตัวเขามาแล้วขอรับ เช่นนั้นพวกเราขอตัว"ผู้อาวุโสกล่าวจบก็พากันแยกย้ายกันกลับไป ปล่อยให้ลั่วอู่หลินเผชิญหน้ากับสองพ่อลูกเพียงลำพัง
"ศิษย์จางหลินคาราวะ ท่านประมุข"ลั่วอู่หลินทำตามแบบที่มันควรจะเป็น
ประมุขตระกูลอย่างจางต้าไป๋พยักหน้าก่อนจะกล่าวถาม "เกือบหนึ่งปีเจ้าไปอยู่ไหนมา ปล่อยให้พวกเราตามหาแทบพลิกแผ่นดิน"
"ขออภัยขอรับ เนื่องจากศิษย์กำลังจะบรรลุขั้นเซียนจึงไม่อยากที่จะให้ตระกูลเดือดร้อนเพราะทัณฑ์สวรรค์ ก็เลยไปหาที่เงียบสงบเพื่อบรรลุระดับขอรับ"ลั่วอู่หลินกล่าวตอบออกไปอย่างไม่ลังเล
จางต้าไป๋ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตรวจสอบการบ่มเพาะของชายหนุ่มในทันที ทว่าเขากลับตรวจสอบได้แค่ระดับเซียนปฐพีขั้นต้นเท่านั้นแทนที่จะเป็นขั้นกลาง นั่นเพราะลั่วอู่หลินใช้จิตสำนักแห่งพระเจ้าบดบังเอาไว้ ภายใต้จิตสำนึกอันยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์นี้มีหรือที่อีกฝ่ายจะตรวจสอบเขาได้หากเขาไม่ยินยอม
"เยี่ยม! ยอดเยี่ยม!! ลี่เอ่อร์เองก็บรรลุขั้นเซียนเช่นกัน แค่มีพวกเจ้าสองคนการแย่งชิงพื้นที่ในครั้งนี้พวกเราอาจจะได้พื้นที่ดีๆก็เป็นได้"จางต้าไป๋กล่าวอย่างดีใจ ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็ใช้วิชาอ่านภาพความทรงจำในหัวของอีกฝ่ายทำให้เข้าใจเรื่องราวต่างๆมากขึ้น
"ที่แท้ท่านประมุขก็ตามหาข้าเพราะเรื่องศึกชิงพื้นที่นี่เอง ข้าจะทำอย่างเต็มที่ไม่ทำให้ท่านประมุขต้องผิดหวัง"ลั่วอู่หลินกล่าวด้วยความจริงจัง เมื่อจาต้าไป๋เห็นอีกฝ่ายรู้เรื่องโดยที่เขาไม่ต้องอธิบายให้มากความก็ยิ่งพึงพอใจเข้าไปใหญ่ เด็กคนนี้ถือว่าหัวไวเอาการ
"ดีมาก ในเมื่อเจ้าเข้าใจแล้วก็ไปพักเถอะ พึ่งเลื่อนขั้นมาคงอยากผ่อนคลาย"
"เช่นนั้นศิษย์ขอตัวก่อน"ลั่วอู่หลินโค้งตัวเล็กน้อย จากนั้นก็บินออกจากขุนเขาประมุขตระกูลในทันที ตอนนี้จึงเหลือแค่เพียงจางลี่และจางต้าไป๋เท่านั้น
"ลี่เอ่อร์ สัมผัสถึงโลหิตบรรพบุรุษจากเขาได้หรือเปล่า"จางต้าไป๋หันไปกล่าวกับบุตรสาว แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการส่ายหัวเบาๆของนาง
"ลูกไม่รู้สึกถึงแรงกระตุ้นอะไรเลย น่าจะไม่ใช่เขา"จางลี่กล่าวตอบไปตามตรง ทำให้จางต้าไป๋ถึงกับถอนหายใจออกมา ถ้าไม่ใช่จางหลินแล้วใครกันนะที่ได้ถือครองโลหิตบรรพบุรุษ นี่คือสิ่งที่ค้างคาใจที่สุดของพ่อลูกคู่นี้แล้วก็ว่าได้
ตัดกลับมายังลั่วอู่หลิน เขากลับมายังถ้ำบำเพ็ญของตนเองก็ไม่รอช้าเข้าไปยังหออคอยมหาสมบัติในทันที ในเวลานี้ชั้นแรกของหอคอยนอกจากบ้านของเทียนหลินที่ทั้งครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว ก็เหลืออยู่แค่ตงฟางเวี่ยเอ่อร์ที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับลูกสาวของเขาอย่างลั่วซีเซียนเท่านั้น ส่วนคนอื่นไม่ต้องถามให้มากความเพราะพวกนางถ้าไม่ก็บ่มเพาะพลังก็ทำงานอดิเรกของตนเองอยู่ที่ชั้นอื่นๆ
ลั่วอู่หลินยกยิ้ม เขาลอยไปหาตงฟางเซียเอ่อร์ในทันที และยังไม่วายดึงตัวนางมาไว้บนตักอย่างที่เคยทำ จนหน้าของนางแดงระเรื้อในทันที ส่วนลั่วซีเซียนที่เห็นว่าบิดาของนางมาก็หัวเราะคิกคักและวิ่งขึ้นไปยังหอคอยขั้นที่สองอย่างรู้งาน
ตงฟางเซี่ยเอ่อร์หันไปหาชายหนุ่มและถลึงตาใส่ "ขนาดข้าอยู่ในร่างนี้ เจ้าก็คิดจะล่วงเกินข้า!"
"นั่นเพราะราชินีองค์นี้งดงามเกินไปอย่างไรล่ะข้าจึงไม่อาจหักห้ามใจได้"
"หึ วาจาเช่นนี้เจ้าก็กล้าพูดออกมาได้ ปล่อยข้าได้แล้วไม่เช่นนั้นข้าจะกัดเจ้าอีกครา"
"ฮ่าๆๆก็เอาสิ ถึงอย่างไรเจ้าก็กัดข้าไม่เข้าอยู่แล้ว"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างมั่นใจ ตงฟางเซี่ยเอ่อร์เมื่อได้ยินก็เบือนหน้าหนีในทันที ให้ตายสิ ตลอดชีวิตของนางพึ่งจะมีผู้ชายคนนี้ที่อาจหาญกล้าท้าทาย
"ตกลงว่าจะเอาอย่างไร เจ้าจะยินยอมเป็นภรรยาข้าหรือไม่?"ลั่วอู่หลินกระชับอ้อมกอดและกล่าวถามอีกครั้ง
"หึ ยอมก็ได้ แต่เป็นแค่ในนามเท่านั้น รอจนกว่าเจ้าจะสามารถชนะข้าได้จริงๆโดยไม่ใช่พลังบรรพบุรุษได้ ข้าจึงจะยอมรับเจ้าเป็นสามีอย่างแท้จริง"ตงฟางเซี่ยเอ่อร์กล่าวตอบ
ลั่วอู่หลินได้ยินก็ถึงกับถอนหายใจยาว "เห้อ ในเมื่อเจ้ายอมรับข้าให้เป็นสามีแค่ในนาม ข้าเองก็จะแค่ผูกพันธะแห่งโชคชะตาเอาไว้ก่อน การทำเช่นนี้จะทำให้เจ้าใช้พลังบรรพบุรุษได้ห้าในสิบส่วน รอจนกว่าข้าจะชนะเจ้าได้ค่อยถ่ายทอดพลังที่แท้จริงให้ แบบนี้ดีหรือไม่?"
"แล้วแต่เจ้า!"ตงฟางเซี่ยเอ่อร์กล่าวตอบรับ
ลั่วอู่หลินได้ยินเช่นนั้นก็จับมือนางเอาไว้ ในเวลาต่อมาหลังมือซ้ายของนางก็ปรากฏสัญลักษณ์รูปวงกลมคล้ายกับพระจันทร์เต็มดวง พร้อมพลังของนางที่กลับคืนมาแถมมันยังก้าวหน้าจนเหลืออีกเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้นก็จะบรรลุระดับข้ามสวรรค์ได้
"ตอนนี้เจ้าอยู่ในระดับครึ่งก้าวข้ามสวรรค์แล้ว น่าเสียดายจริงๆหากได้พลังบรรพบุรุษจันทราฉบับเต็มไปก็คงบรรลุขั้นได้แล้วแท้ๆ"ลั่วอู่หลินกล่าวหยอกล้อ ทำให้ตงฟางเซี่ยที่เมื่อครู่อารมณ์ดีถึงกับถลึงตาใส่
"แล้วนี่จะอยู่ที่นี่ต่อหรือกลับเผ่าปีศาจจันทรา?"ชายหนุ่มกล่าวถามอีกครั้ง
"จะอยู่ที่นี่อีกสักวันสองวัน ข้ายังต้องสอนจิ้งจอกน้อยบ่มเพาะพลัง แล้วเจ้าก็ไม่ต้องเปิดมิติให้ข้าเพราะข้าเปิดมิติกลับเองได้"นางตอบออกมาเช่นนั้น ลั่วอู่หลินก็ไม่ได้คัดค้าน แม้จะเป็นภรรยาแค่ในนามแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา ด้วยฐานะนี้ลั่วอู่หลินย่อมเคารพการตัดสินใจของนาง