"โอ้ยเจ็บตาโว้ย!!! มึงจะไปไหน..? มึงกลับมานี่เลยนะ!!!"
เสียงของชายหนุ่มที่กำลังโกรธจัด ดังสะท้อนลงมาตามบันได ทำให้เรารู้ว่าผู้ชายคนนั้นพยายามจะเดินตามลงมา เราพยายามลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อ แต่ว่าก่อนที่จะวิ่งออกมาจากห้องขยะนั่น เราก็คิดได้แล้วว่าจะต้องหนียังไง
เราไม่ได้วิ่งลงบันไดต่อไปที่ชั้นสอง แต่เลือกที่จะวิ่งไปตามทางเดินของชั้นที่สามแทน ส่วนนึงก็เพราะถ้าผู้ชายคนนั้นเดินตามมา เรายังจะพอขอความช่วยเหลือ จากคนที่อยู่ในชั้นสามนี้ได้
แต่อีกใจนึงเราก็ไม่กล้าร้องะโ ขอความช่วยเหลือเลยในทันที เพราะเรากลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ ว่าเรากำลังวิ่งหนีไปทางไหน แล้วจะตามเสียงของเรามา
เราวิ่งโดยพยายามเก็บเสียงฝีเท้า พร้อมกับคอยหันไปมองที่ด้านหลังอยู่บ่อยๆ จนไปถึงบันไดอีกฝั่งนึง ซึ่งบันไดทางด้านนี้ คือบันไดที่เราใช้เดินขึ้นลงเป็ประจำ เพราะบ้านของเราอยู่ฝั่งนี้
แผนการหนีที่เราคิดเอาไว้ มาจากการเล่นวิ่งไล่จับกันของเด็กๆบนแฟลต ที่เราเคยเล่นกับไอ้ตี๋แล้วก็เด็กคนอื่นที่อยู่ในแฟลตเดียวกัน แผนที่เราคิดเอาไว้คือ เราจะวิ่งไปตามทางเดินของชั้นสาม
แล้วค่อยวิ่งย้อนกลับขึ้นไปที่ชั้นห้า ก็จะถึงบ้านของเราพอดี แต่ว่าปัญหาอย่างเดียวของแผนนี้คือ ชั้นสี่ ถ้าผู้ชายคนนั้นรู้จักบ้านของเรามาก่อน ก็เป็ไปได้ที่มันจะมาดักรอเรา ก่อนที่เราจะกลับไปถึงบ้าน
เราค่อยๆพยายามชะเง้อมองและเดินให้เบาที่สุด ในการเล่นไล่จับของเด็กบนแฟลต การวิ่งหรือการเดินเสียงดัง ก็สามารถทำให้เดาตำแหน่งทิศทางของคนๆนั้นได้
ตอนที่เราตกบันไดลงมาจากชั้นสี่ เราได้ลื่นล้มที่พื้นของชั้นสามอีกครั้ง เพราะมันมีแอ่งน้ำมัน ๆ อยู่แอ่งหนึ่ง เราคิดว่ามันน่าจะเป็ฉี่ แต่ไม่รู้เป็ของคนหรืออะไร เพราะบางครั้งก็จะมีหมาจรแอบขึ้นมาฉี่ และตอนที่เราลื่นล้ม เราก็เลยถอดรองเท้าแตะออกในตอนนั้น
การวิ่งมาที่บันไดทางฝั่งนี้ เราวิ่งด้วยปลายเท้ามาตลอด เพื่อป้องกันเสียงจากการวิ่ง หัวใจของเราเต้นใจแรงจนทำให้เหงื่อออกมามาก เม็ดเหงื่อเม็ดใหญ่ค่อยๆไหลไปตามคอของเรา ฝ่ามือและฝ่าเท้าก็เริ่มชื้นมากขึ้น
เราพยายามเก็บเสียงหายใจ และเงียบฟังเสียงของชั้นบน ค่อยๆชะเง้อมองดูที่บันไดของชั้นสี่
'ไม่มีเสียงอะไรเลย..'
แต่ว่าปัญหาไม่ได้มีแค่ชั้นสี่ แต่คือบันไดชั้นลอยก่อนถึงที่ชั้นห้าด้วย
เราค่อยๆไต่บันไดขึ้นมาที่ชั้นสี่ พลางมองตามช่องบันได พยายามสังเกตทั้งแสงทั้งเงา ว่ามีคนแอบอยู่ที่บันไดมั้ย เราก็เพิ่งได้รู้ว่า ผลจากการเล่นไล่จับของเด็กๆ จะสามารถเอามาใช้ได้จริง ในสถานการณ์แบบนี้ด้วยเหมือนกัน
'ชั้นลอย.. ไม่มีคน... ต่อไปชั้นห้า'
เรากลั้นใจและทำแบบเดิมเพื่อขึ้นไปที่ชั้นห้า เราค่อยๆย่องขึ้นไป แต่ว่าในตอนนั้นเอง
"ไนท์!!!!"
"อ๊ากกก!!" เราใจนหลุดะโแหกปาก
เพราะอยู่ดีๆพี่ลูกเป็ดที่กำลังนั่งเล่นอยู่ที่โซฟาข้างบ้านของเรา ก็ะโเรียกชื่อเราออกมาดังลั่น
"ทำอะไร? ย่องขึ้นมาเงียบๆทำไม พี่ใหมดเลย!!"
"พี่ลูกเป็ด! ..ฮืออออออ!!!"
"ไนท์เป็อะไร? เป็อะไร อยู่ดีๆร้องไห้ทำไม?!!"
เราไม่ตอบอะไร ไม่ใช่เราไม่อยากพูด แต่ว่าเราพูดอะไรไม่ออก
เหมือนกับเราลืมวิธีพูดไปแล้ว ก็เลยได้แต่ร้องไห้ เื่ในวันนั้นเราไม่เคยบอก หรือเล่าใครฟังเลย นอกจากพี่ลูกเป็ด ไม่นานหลังจากวันนั้นเราได้เจอผู้ชายนั้นอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่ามันจะทำเป็ไม่รู้จักเรา ก่อนที่มันจะหายไปเพราะน่าจะถูกจับจากคดียาเสพติด
แต่ตอนขึ้นมหาลัยก็มีเหตุการณ์ ที่ทำให้เราต้องเล่าให้เจ้ฟัง ซึ่งเจ้เป็คนที่เราสนิทมากๆ (เจ้มีศักดิ์เป็ลูกพี่ลูกน้องของแม่เลี้ยงเรา ทำให้เจ้เป็คนที่สองที่ได้รู้เื่นี้)
เพราะผู้ชายคนนั้นได้ถูกปล่อยตัวออกมา และมันก็พยายามมาหยอกมาแซว มาตามเกาะแกะเรา เจ้ก็นึกว่าเราเล่นด้วยกับมัน เพราะเจ้เห็นเรายิ้มแปลกๆ เราก็เลยต้องเล่าให้เจ้ฟัง พอเจ้ได้ฟังแล้ว หลังจากวันนั้นไอ้นั่นมันก็ไม่กล้ามายุ่งกับเราอีกเลย
เวลาผ่านไปแต่เราไม่เคยลืมเื่วันนั้นเลย แต่ด้วยความที่ยังเป็เด็ก ก็เลยมักจะมีเื่ใหม่ให้สนใจได้ง่ายๆเสมอ
วันหนึ่งใน่ปิดเทอม
วันนั้นเป็วันที่ย่าไม่อยู่บ้าน ด้วยความเบื่อเราก็เลยไปหานุ๊ก แล้วก็กะว่าจะหาชวนคนอื่นไปเดินเล่นกัน แต่ปรากฏว่าวันนั้นไม่เจอใครเลย นอกจากอยู่กันสองคนกับนุ๊ก
"ไปเดินห้างกันมั้ย?"
"ไม่เอาอ่ะ ไปสองคนไม่สนุก"
"งั้นไปไหนดี?"
"ไม่รู้ว่ะคิดดิ.."
'อ่ะกูต้องคิดอีกละ' เราได้แต่บ่นอยู่ในใจพร้อมๆกับใช้ความคิด
"ไปเล่นที่บ้านกูมั้ยล่ะ? วันนี้ย่าไม่อยู่"
เนื่องจากในตอนหลังครอบครัวย่าเล็กย้ายออกไปอยู่ต่างจังหวัด ทำให้ที่บ้านมีแค่เราอยู่กับย่าสองคน ส่วนแม่ที่ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ก็ย้ายออกไปอยู่กับพวกป้าๆ ที่เป็ญาติที่มาจากทางอีสานด้วยกัน
"เออก็ได้" นุ๊กตอบตกลง
การที่เด็กเล่นกันอยู่แค่สองคน มันเลยค่อยข้างน่าเบื่อ เพราะไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นมากนัก เราเล่นของเล่นกันหลายอย่าง รวมถึงเล่นเกมตลับที่ไปยืมมาจากบ้านไอ้โตด้วย แต่ว่าเล่นกันไปสักพักก็เบื่ออีก
"เบื่อแล้วอ่ะ เล่นไรต่อดี" นุ๊กถามอย่างเซ็งๆ
เราที่ใช้สมองมาตลอดก็คิดหาวิธีอยู่ไม่ได้หยุด
"เล่นซ่อนแอบมั้ยล่ะ?"
"ห๊ะ..ซ่อนแอบกันสองคนเนี่ยนะ! แล้วจะเล่นยังไงอ่ะ?"
"ก็แอบแค่ในบ้านห้ามออกข้างนอก"
"แค่เนี๊ยะ?"
"อือ.. ก็แค่นี้แหละ" เราอธิบายอย่างสั้นๆ เพราะก็ไม่รู้เล่นอะไรแล้ว
‘ทำไมไอ้นี่มันขี้เบื่อง่ายจริง’
"อืมก็ได้ แล้วใครจะเป็คนหาก่อน?"
"กูเอง มึงไปแอบก่อนได้เลย" พูดจบเราก็เดินเอาหน้าไปพิงประตูบ้านที่ปิดอยู่
เนื่องจากบ้านเราเป็ห้องแฟลตเล็กๆ แอบกันไปไม่กี่ครั้งที่ซ่อนก็หมดแล้ว จนในที่สุดก็เป็รอบที่เราต้องไปแอบ และนุ๊กเป็คนหา
"มึงแอบเสร็จยัง? จะหาแล้วนะ!!"
"เดี๋ยวดิวะ มันไม่มีที่จะแอบแล้วเนี่ย!"
"เร็วๆ กูหาแล้วนะ!"
"เออๆรู้แล้วน่า อย่าเพิ่งๆ"
"ช้าจังวะ"
'แอบที่ไหนดีวะ เออเอาแบบนี้แล้วกัน มันต้องฮาแน่ๆ' เราคิดในใจ
ก่อนที่เราจะกางที่นอนที่พับอยู่ แล้วนอนลงก่อนที่จะม้วนตัวเองกับที่นอน เหมือนกับตัวเองเป็ซูชิโรล
"คิกๆๆ เออหาเลย!!" เราพยายามกลั้นขำพร้อมกับหดหัวกลับเข้าไปในที่นอน
แต่ด้วยความที่ร่างกายเราโตขึ้นมาบ้างแล้ว แขนขาก็เลยเริ่มยาวขึ้น เลยทำให้มีเท้าบางส่วนยื่นออกมาจากที่นอน เสียงฝีเท้าของนุ๊กหายไปสักพัก ก่อนที่จะมีแรงกระแทกบางอย่าง กระแทกลงมาตรงที่นอนที่เราซุกอยู่
"โอ้ยย ง่วงนอนจังเลยโว้ย!"
"ฮึๆๆ..ฮ่าๆๆๆ มึงเห็นได้ไง ฮ่าๆๆ"
"เห็นอะไรกูไม่เห็น กูง่วงนอน"
"เจอแล้วก็ลุกไปได้แล้ว.. กูหนัก!"
"กูไม่ลุก กูง่วง!"
ด้วยความที่เราหนักจากแรงกดทับจากตัวไอ้นุ๊ก ทำให้เราเริ่มหายใจไม่ออก เราเลยจะโผล่หน้าออกมาดู ว่ามันทำอะไรอยู่ทำไมไม่ยอมลุกไปสักที แต่ว่าหัวของเราที่โผล่ออกมาจากที่นอน กลับโผล่มาเจอเข้ากับหน้าของมันพอดี
นั่นเลยทำให้หน้าของเราสองคนใกล้กันมาก ใกล้จนสามารถััถึงลมหายใจอุ่นๆของอีกฝ่ายได้ และด้วยความที่หน้าของเราอยู่ใกล้กันมาก ก็เลยทำให้มองตาของกันและกันไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ตอนนั้นเองที่มันเกิดความรู้สึกแปลกๆ หัวใจของเราอยู่ดีๆมันก็เต้นแรงขึ้น แรงขึ้น.. มันเต้นแรงมากๆ แรงจนเราเริ่มปวดหน้าอก แต่ตอนนี้เราไม่มีเวลาสนใจตัวเองมากนัก เพราะว่าอยู่ดีๆ ไอ้นุ๊กมันก็ค่อยๆยื่นหน้าเข้ามาใกล้เรามากขึ้น
ใกล้จนปลายจมูกของเราเริ่มแตะกันแล้ว ลมหายใจอุ่นๆของมัน ทำให้ภาพของวันที่เราอยู่ในห้องขยะแว่บเข้ามาในหัว
"ลุก!! ไอ้นุ๊กกูบอกให้ลุก!!"
"กูไม่ลุก!"
คำพูดของมันที่อยู่ใกล้หน้าเรามาก ๆ ทำให้เรารู้ว่ามันพูดจริงทำจริง
มันเป็สายตาที่จริงจังแบบแปลก ๆ แบบที่เราก็ไม่เคยได้เห็นจากมันมาก่อน ด้วยความที่แขนเราถูกที่นอนม้วนทับอยู่ทำให้เราดิ้นรนขัดขืนอะไรไม่ได้ จะดิ้นก็ไม่ได้ ทำได้แค่แหกปาก
"ไอ้นุ๊กลุกขึ้น ถ้าไม่ลุก กูจะโกรธจริงๆแล้วนะ!!"
เราเริ่มมีความโกรธจริง ๆ แต่เราก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเรากำลังโกรธเพราะอะไร พอได้ยินแบบนั้น สีหน้าของนุ๊กเปลี่ยนไป
"เออกูไปก็ได้.." นุ๊กลุกขึ้นแล้วก็วิ่งออกจากบ้านเราไป
"เฮ้ยย..กูแค่บอกให้ลุกแล้วนี่มึงจะไปไหน?!"
"........."
"ไอ้นุ๊ก!!! เฮ่ย! ไอ้นุ๊กกก!!"
นุ๊กไม่พูดอะไรตอบกลับมาอีก เอาแต่วิ่งลงบันไดแล้วหายไป
ส่วนเราหลังจากที่ไปะโแหกปากตรงบันได ก็ยังไม่ได้วิ่งตามไป เพราะเราก็ใกับตัวเราเอง เราไม่รู้ว่าเรากำลังเป็อะไร แต่การวิ่งจากไปของนุ๊กทำให้เราได้แต่ยืนนิ่ง คิดหาคำตอบกับตัวเอง ในความคิดแรกคือเรากลัวว่าเราจะป่วยหรือเป็โรคอะไรร้ายแรงรึเปล่า เพราะต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เราก็ไม่เคยหัวใจเต้นแรงจนน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน
'นี่เราเป็อะไรวะเนี่ย ทำไมหัวใจมันเต้นแรงจนเหมือนกับจะะเิแบบนี้ แล้วไอ้นุ๊กมันจะวิ่งหนีไปทำไมวะ?'
หัวใจเราเต้นแรงจนเรารู้สึกปวดหน้าอก และต้องใช้เวลานวดหน้าอกอยู่สักพักหนึ่ง มันถึงจะค่อย ๆ กลับมาเต้นเป็ปกติเหมือนเดิม
'เมื่อกี้ที่เจ็บหน้าอกเพราะว่า.. เรากำลังมองหน้าไอ้นุ๊ก...'
'แล้วมันยังไงต่ออ่ะ? ทำไมถึงมาเจ็บที่หน้าอกได้?'
เรามายืนคิดอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน มองไกลออกไปยังห้างขนาดใหญ่ที่อยู่หน้าปากซอย พยายามคิดทบทวนหาคำตอบของเหตุการณ์ที่เกิดก่อนหน้านี้ พยายามนึกย้อนไปที่ความรู้สึกในตอนนั้น
'เรามองมัน มันมองเรา แต่ว่าเราก็ไม่ได้เกลียดหรือโมโหมันจริง ๆ นี่หว่า..'
'..แต่เรากลัวว่า ถ้ามันเข้ามาใกล้เราแบบนี้แล้ว มันก็จะอาจจะเกลียดเรา แบบที่พวกตอนอนุบาลของป้าบัวทำกับเรา..'
'..แล้วเราก็มีความกลัวด้วย กลัวว่าต้องทำอะไรแบบในห้องขยะนั่น..'
'..แต่ทั้งหมดคือเราไม่ได้รังเกียจมัน แล้วเราก็รู้สึกดีมากด้วย..'
'..ออกจะไปทางชอบซะอีก ที่มันมาอยู่ใกล้ๆ หรือว่า...'
'...เราจะชอบไอ้นุ๊ก?'
"นี่เราชอบไอ้นุ๊กจริงๆหรอเนี่ย.. แต่น่าจะใช่แล้วล่ะ เรา… ชอบไอ้นุ๊ก!!"
เราใกับความคิดของตัวเองจนเผลอหลุดพูดออกมา ทำให้เรายกมือขึ้นปิดปากตัวเอง พร้อมกับมองไปรอบๆ ว่าจะมีใครมาได้ยินเสียงที่เผลอพูดออกมาของเรามั้ย พอได้สติเราก็วิ่งไปที่บ้านของนุ๊ก แต่ว่านุ๊กก็ไม่อยู่บ้าน
'สงสัยมันจะโกรธเราจริงๆซะแล้ว' เราได้แต่คิดในใจพร้อมกับเดินกลับมาที่บ้านด้วยความรู้สึกที่แปลก ๆ ของตัวเอง