การสอบเซี่ยนชื่อจะมีขึ้นในวันนี้ ครอบครัวหลัวตื่นแต่เช้า หลัวเซียนถูกจับให้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ชุดผ้าไหมสีครามไปทั้งตัวปักลวดลายเป็ใบของต้นหยางซึ่งปลูกกันมากในบริเวณหมู่บ้านหยางจิ้ง ใบของต้นหยางนั้นมีลักษณะสามเหลี่ยม ปลายแหลม เมื่อเข้าฤดูใบไม้ร่วงจะผลัดใบเป็สีเหลืองส้ม ดูสวยงามไปทั้งหมู่บ้าน
หลัวเซียนเพิ่งได้สวมชุดผ้าไหมเป็ครั้งแรกหลังจากเกิดใหม่ ผ้าไหมนั้นมีราคาสูง แม้หยางซิ่วอิ่งจะทอผ้าไหมเพื่อนำไปขายอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่ามารดายอมสละเงินหลายสิบตำลึงเพื่อตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ตนเองในวันนี้ หลัวเซียนก็อดที่จะสวมกอดมารดาด้วยความซาบซึ้งมิได้
“ดูสิ อาเซียนของข้า พอสวมชุดใหม่แล้วน่ามองยิ่งนัก” หลัวหวินเจ๋อเอ่ยปากชมบุตรชายเป็ครั้งที่เท่าใดแล้วก็ไม่ทราบ หยางซิ่วอิ่งได้แต่อมยิ้มให้กับสามี หลัวเซียนยังคงง่วงนอนอยู่ไม่น้อย หลายคืนที่ผ่านมาหลัวเซียนลอบออกไปที่วัดร้าง แทบจะทุกคืนแต่พรรคกระยาจกกลับไม่มีความคืบหน้าอันใด คนของค่ายดาบใหญ่นั้นนอกจากดื่มกินกับเตร่ดเตร่ไปทั่วเมืองแล้ว ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีก หลัวเซียนได้แต่หวังว่า คนของพรรคกระยาจกจากเมืองซุนยี่จะมาถึงก่อนที่จะเกิดเื่ขึ้นมา
หลัวเซียนตรวจดูเครื่องของที่จำต้องนำไปในการสอบ ไม่ว่าพู่กัน จานฝนหมึก แท่งหมึก กระดาษต่างถูกวางเรียงรายไว้บนเตียง เพื่อตรวจดูเป็ครั้งสุดท้าย การสอบเซี่ยนชื่อนั้นไม่ยากสำหรับหลัวเซียน แต่หากต้องสอบไม่ผ่านเพราะว่าขาดเครื่องเขียนไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ตนเองคงถูกหงสือเมิ่งผู้เป็อาจารย์ดุว่าไปอีกหนึ่งปีเป็แน่
หลัวหวินเจ๋อช่วยบุตรชายหอบเครื่องเขียน ปล่อยให้ภรรยาจูงมือบุตรชายเดินไปที่สนามสอบ ที่พักของบ้านหลัวนั้นอยู่ทางด้านหลังของ สถานศึกษาทั้งสามคนเดินไปไม่นานก็ได้ยินเสียงเด็กชายหลายสิบคน หยอกล้อสนทนากัน คนของหมู่บ้านหยางจิ้งที่มาด้วยกัน ทั้งหยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานต่างก็ยิ้มรับเมื่อเห็นหลัวเซียนเดินมาถึง
“อาเซียน เ้ามาแล้ว”
“อือ”
หลัวเซียนเห็นเพื่อนจากหมู่บ้านเดียวกัน ต่างก็สวมใส่ชุดใหม่ด้วยเช่นกัน แม้มิใช่ชุดผ้าไหมเหมือนกับตนเอง แต่ก็ยังเอ่ยปากชมเชยไม่หยุด การมีชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่งทำให้หลัวเซียนคุ้นเคยกับการสนทนาเพื่อสร้างมิตรสหายอยู่ไม่มากก็น้อย
การสอบเซี่ยนชื่อครั้งนี้มีนายอำเภอของเมืองถงซือเป็ผู้คอยดูแล หัวหน้าสถานศึกษาของเมืองเป็ผู้ตรวจคำตอบ ซึ่งเป็บัณฑิตชิ่วไฉที่คบหาสนิทสนมกับหงสือเมิ่ง ผู้ที่เข้าสอบเซี่ยนชื่อครั้งนี้มีไม่ถึงหนึ่งร้อยคนแต่ก็ขาดไปไม่มากนัก เมื่อเข้ายามเฉิน (辰 เวลา 07.00 - 08.59 น.) เสียงระฆังเริ่มให้เข้าห้องสอบก็ดังขึ้น
เมืองถงซือเป็เมืองเล็ก ผู้คนมิได้ร่ำรวยมากมายนัก สถานศึกษาของเมืองเป็เพียงอาคารไม้ชั้นเดียว ธรรมดาเมื่อมีการเรียนการสอนโถงไม้กว้างขวางจะถูกกั้นด้วยฉากไม้ เพื่อแบ่งออกเป็ห้องเรียน ยามนี้ใช้เป็สถานที่สำหรับสอบจึงยกเอาฉากไม้ที่มีอยู่ออกไป กลับกลายเป็ห้องกว้าง มีโต๊ะเตี้ยวางเรียงรายเป็แถวให้เหล่านักเรียนรุ่นเยาว์ได้สอบพร้อมกัน
หลัวเซียนนั่งลงที่โต๊ะเตี้ยหลังจากได้รับการเรียกชื่อ จากนั้นจึงหยิบวางอุปกรณ์ทั้งสี่ไว้ด้านข้าง รอให้ทุกคนนั่งจนเรียบร้อย ผู้คุมสอบจึงเริ่มแจกหัวข้อการสอบใน่เช้า การสอบเซี่ยนชื่อใช้เวลาสอบเพียงแค่หนึ่งวัน ่เช้าเป็การสอบการใช้พู่กัน คัดลอกคำกลอนจากคัมภีร์ซือจิง (詩經 – คัมภีร์กวี) ่บ่ายจึงเป็การสอบข้อความจากคัมภีร์หลี่จี้ (禮記 – คัมภีร์ว่าด้วยเื่ของจริยะ)
การเขียนพู่กันนั้นดูที่ความสวยงาม การตวัดรอยของตัวอักษร สำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มเขียนอักษรนั้นมักจะเริ่มเรียนการเขียนพู่กันแบบอักษรข่ายซู(楷书 – แบบมาตรฐาน) เน้นความบรรจงอ่านง่าย หากเชี่ยวชาญแล้วจึงสามารถเขียนตัวอักษรแบบหวัดเช่น อักษรเฉ่าซู’ (草书 – แบบหยาบ ย่อ) หรือ อักษรสิงซู(行书 - แบบหวัด)การสอบครั้งนี้ให้ใช้การเขียนแบบข่ายซู จุดประสงค์เพียง้าทราบถึงความรู้ด้านตัวอักษรกับการใช้พู่กันเท่านั้น
หลัวเซียนคัดลอกบทความตามคัมภีร์ซือจิงออกมาหลายบท ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยาม กระดาษขาวนวลก็เต็มไปด้วยตัวอักษรเรียงรายจนเต็มหน้ากระดาษ ลายพู่กันของหลัวเซียนนั้นเส้นหน้าไม่ขาดตอน ตัวอักษรตั้งตรงสวยงามเป็ระเบียบ การใช้พู่กันนั้นต้องใช้แรงที่หัวไหล่ ่แขนและข้อมือ หลัวเซียนรู้วิทยายุทธอันสูงล้ำ การออกแรงให้พอเหมาะพอดีนั้นหาได้ลำบากอันใดไม่ ต่างกับเด็กที่เข้าสอบมากมายที่เขียนผิดเขียนถูก ต้องขีดฆ่าตัวอักษรวุ่นวายจนหน้ากระดาษเต็มไปด้วยรอยเปื้อนของน้ำหมึก หลังจากคัดลอกจบแล้วหลัวเซียนจึงวางพู่กันลง ใช้ที่ทับกระดาษทับกระดาษเอาไว้้ารอคอยให้หมึกแห้ง
อาจารย์ผู้คุมสอบที่เดินตรวจตราอยู่ ลอบมองตัวอักษรบนกระดาษของหลัวเซียนอย่างพึงใจจนต้องยิ้มออกมา หงสือเมิ่งเองก็อยู่ช่วยคุมสอบในครานี้ เพียงแต่ตนเองอยู่ห่างจากศิษย์ที่สอนสั่งเพื่อป้องกันคำครหา หงสือเมิ่งทราบในความสามารถของหลัวเซียนดีกว่าผู้ใด เห็นสหายชิ่วไฉแย้มยิ้มให้กับผลงานคัดอักษรของหลัวเซียนก็ทราบว่าเป็เื่ใด ใบหน้าจึงปรากฏรอยยิ้มภูมิใจ
การสอบใน่หลังเริ่มในยามเว่ย (未 เวลา 13.00 - 14.59 น.) มีเพียงกระดาษเปล่ากับหัวข้อที่ต้องเขียนออกมาเองจากคัมภีร์หลี่จี้ คัมภีร์หลี่จี้นี้มีทั้งหมดสี่สิบเก้าบทว่าด้วยเื่จริยะ ธรรมเนียมความเชื่อ การปฏิบัติตน หลัวเซียนได้หัวข้อในบทที่สี่สิบเอ็ด ว่าด้วยเื่จริยะของบัณฑิต หลัวเซียนท่องจำตำราทั้งสี่ คัมภีร์ทั้งห้าได้ั้แ่เริ่มเรียนกับหงสือเมิ่ง หัวข้อนี้ไม่นับว่ายากมีตัวอักษรไม่ถึงหนึ่งพันตัว หลัวเซียนรำลึกถึงถ้อยคำที่อยู่ในตำรา ไม่นานก็คัดลอกออกมาจากความทรงจำ การสอบใน่บ่ายนี้นับว่ายากพอดู หากผู้เข้าสอบจดจำข้อความในคัมภีร์ไม่ได้
แต่การตรวจข้อสอบก็มักให้ผ่านหากเขียนตำราออกมาได้สักครึ่งหนึ่งของหัวข้อ ผู้เยาว์ทั้งหลายต่างรู้ล่วงหน้าถึงตำราที่จะออกในครานี้ ก่อนสอบยังมีเวลาทบทวนอยู่หลายวัน คนเกือบร้อยคนที่เข้าสอบ ต่างตั้งอกตั้งใจขุดลงไปในความทรงจำ คัดลอกหัวข้อของตนเองอย่างขะมักเขม้น
“พวกเ้า ตรวจทานดูให้ดี อีกไม่นานก็วางพู่กันลงได้ หากตีระฆังถึงสามครั้งแล้วให้วางพู่กันลงในทันที ใครที่ไม่วางจะถูกปรับให้สอบไม่ผ่าน เข้าใจหรือไม่”
เสียงนายอำเภอประกาศก้อง ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา (ราวห้านาที) เสียงระฆังก็ถูกตีออกมา พอครบสามครั้งเสียงถอนหายใจพร้อมกับเสียงวางพู่กันลงบนโต๊ะก็ได้ยินจนทั่ว หลัวเซียนวางพู่กันลงไปเกือบครึ่งชั่วยามก่อนแล้ว เวลานี้เพียงหันมองเพื่อนที่มาหมู่บ้านเดียวกัน หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานทั้งสองคนมีสีหน้าไม่เลว คงไม่น่าจะมีปัญหากับการสอบ
หลัวเซียนชมชอบการใช้ชีวิตในหมู่บ้านหยางจิ้ง วันทั้งวันไม่ต้องกังวลกับเื่ราวการแก่งแย่ง ไม่ต้องคอยออกหน้าประลองกับยอดฝีมือที่มักมาหาเื่กับพรรคห้าเซียน การเรียนหนังสือแม้จะน่าเบื่อไปสักหน่อย แต่ก็ไม่แย่จนเกินไป อีกทั้งบิดามารดายังตั้งความหวังให้หลัวเซียนสอบได้เป็ขุนนาง การทุ่มเทหลายปีที่ผ่านมาของคนทั้งสอง หลัวเซียนไม่กล้าไม่พยายามที่จะมุ่งมั่นไปในทางสายใหม่ ที่ตนเองไม่นึกฝันมาก่อน
เมื่อหลัวเซียนเดินออกมาจากห้องสอบ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่บิดามารดาต่างชะเง้อมองมา ดูท่าทางกระวนกระวาย หลัวเซียนซอยเท้าน้อย ๆ วิ่งไปหา
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
“อาเซียน เหนื่อยหรือไม่ เย็นนี้ข้าจะพาเ้าไปกินแต่ของที่เ้าชอบ” หลัวหวินเจ๋ออุ้มบุตรชายด้วยสองมือ ชูขึ้นสูงแววตาเปี่ยมไปด้วยความยินดี อาเซียนของข้าต้องทำได้ดีเป็ที่แน่นอนอยู่แล้ว
“ท่านพ่อวางข้าลงได้แล้ว”
หยางซิ่วอิ่งทักทายบิดามารดาของ หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซาน ชักชวนคนของหมู่บ้านหยางจิ้งที่มาด้วยกันสิบกว่าคนรวมถึงสองพ่อลูกหงสือเมิ่งไปรับประทานอาหารที่โรงเตี๊ยมด้วยกัน ผลสอบจะประกาศในอีกสองวันให้หลัง คนของหมู่บ้านหยางจิ้งจะอยู่จนถึงวันประกาศผลสอบก็จะเดินทางกลับ
โรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวของเมืองถงซือในวันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน หลังการสอบในทั้งวัน เพื่อให้กำลังใจบุตรหลานที่มาสอบ แม้หลายครอบครัวจะมีเงินไม่มากนัก แต่ครอบครัวที่ส่งบุตรหลานให้ร่ำเรียนหนังสือได้ จะอย่างไรยังคงมั่งมีกว่าชาวบ้านที่ทำไร่ไถนาทั่วไป อาหารของโรงเตี๊ยมมีหลากหลาย ราคาไม่สูงจนเกินไป เสียงพูดคุยยินดีดังไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม บรรยากาศเช่นนี้ช่างทำให้ผู้คนรู้สึกยินดีไปด้วย หลัวเซียนรับประทานจนอิ่มหน่ำ ผู้ใหญ่กำลังเพิ่งเริ่มดื่มสุรา งานเลี้ยงสำหรับเด็กกำลังกลับกลายเป็การดื่มกินของผู้ใหญ่ไปทีละน้อย
“อาเซียน ปล่อยให้บิดาเ้าดื่มกับท่านลุงท่านอาทั้งหลายไปเถอะ ค่ำจนป่านนี้แล้ว ข้าจะพาเ้ากลับไปพักผ่อน”
หลัวเซียนไม่ปฏิเสธมารดา ทั้งยังชักชวนหยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานกับสตรีในหมู่บ้านเดียวกันหลายคนกลับไปด้วยกัน อย่างไรคืนนี้หลัวเซียนคงต้องกลับไปที่วัดร้างนอกเมืองอีกสักครั้ง
ปลายยามซวี (戌 คือ 19.00 - 20.59 น.) บิดาของหลัวเซียนจึงกลับมาพร้อมกับคนของหมู่บ้านหยางจิ้ง พอเข้ามาถึงก็ล้มตัวลงนอนไม่ทันได้ล้างหน้า หยางซิ่วอิ่งได้แต่ลุกออกไปนำน้ำร้อนเข้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ สักพักก็ได้ยินเสียงกรนเบา ๆ
หลัวเซียนรอจนแน่ใจว่ามารดาหลับลงแล้ว จึงค่อย ๆ หลบออกจากเรือนที่พัก คำคืนนี้เหล่าบิดามารดาของเด็กที่เข้ามาสอบต่างก็ฉลองไปก่อนล่วงหน้า คนครึ่งเมืองคงหลับใหลไปด้วยความเมามาย จนหลัวเซียนไม่ต้องกังวลมากนักยามที่ลอยตัวกระโจนลิ่วไปมาอยู่บนหลังคาบ้าน ใช้เวลาไม่นานหลัวเซียนก็มาถึงยังวัดร้าง
ตอนนี้ไม่จำเป็ต้องลอบเข้ามาทางหลังคาวัดที่ผุพังอีกแล้ว หลัวเซียนใช้ผ้าสีดำปกปิดใบหน้า เดินประตูวัดที่ห้อยร่องแร่งไปอย่างไม่รีบร้อน ดูเหมือนว่าจะมีคนมากกว่าเดิม
หลัวเซียนยังมีกำลังภายในไม่มากพอ เมื่อมาถึงบริเวณวัดร้างจึงไม่ทราบว่าภายในวัดมีคนชุมนุมอยู่มากกว่าคืนก่อนหลายสิบคน เมื่อเห็นหลัวเซียนเดินเข้ามา คนของพรรคกระยาจกที่ไม่คุ้นหน้า ต่างก็ลุกขึ้นยืน
“ท่านนี้คงเป็ผู้าุโที่สือเจ๋อ กล่าวถึงแล้ว ผู้เยาว์เฉิงหลิงเซียวเป็หัวหน้าสาขาพรรคกระยาจกประจำเมืองซุนยี่”
วาจาแม้กล่าวเรียกหลัวเซียนเป็ผู้าุโแต่น้ำเสียงและแววตาหาเป็เช่นนั้นไม่ หลัวเซียนทราบดีว่าคนเหล่านี้ไม่แน่ว่าให้ความวางใจกับผู้าุโที่ไม่มีที่มาซ้ำยังปิดหน้าปิดตา ผู้คนในยุทธภพมีมากมาย ผู้ที่เจตนาดีกับพรรคกระยาจกแม้มีมากแต่ผู้ที่มีเจตนาก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สือเจ๋อกับพวกไม่กี่สิบคนเพราะครั่นคร้ามกับฝีมือที่หลัวเซียนแสดงออก หลายวันที่ผ่านมาจึงรับคำให้ความร่วมมือ แต่เฉิงหลิงเซียวมีศักดิ์ฐานะในพรรคมีเชือกถึงสี่ปม คนที่นำมาจากเมืองซุนยี่มีกว่ายี่สิบคน ไม่เกรงว่าจะพ่ายแพ้
“เ้าเรียกว่าเฉิงหลิงเซียว มีสี่ปมสินะ”
“ผู้าุโกล่าวถูกต้อง”
“เด็กน้อยเยาว์วัย ออกท่องยุทธภพไม่กี่สิบปี ถือตัวว่าอยู่ในพรรคอันดับหนึ่ง มีตาหามีแววไม่ หากไม่เห็นแก่หน้าประมุขพรรคเ้า หงซือกวานที่ยังถือว่าเป็ผู้เยาว์ของข้า ชีวิตน้อย ๆ ของเ้าคงไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้ว”
ที่หลัวเซียนกล่าวไม่ถือว่าผิดสักเท่าใด หงซือกวานเป็ประมุขพรรคกระยาจกรุ่นที่ยี่สิบแปด แต่หลัวเซียนในชาติก่อนเคยต่อยตีกับประมุขพรรคกระยาจกรุ่นที่ยี่สิบสองนามว่า เฉินกง ตอนนี้ตนเองอายุเจ็ดขวบแล้วจะเป็ไร เ้าคนหลายสิบคนนี่หาได้ล่วงรู้ไม่
แต่ในสายตาของเฉิงหลิงเซียว คนตรงหน้าไม่ว่าดูเช่นไรก็เด็กน้อยอายุไม่เกินสิบปีชัด ๆ ทั้งรูปร่างทั้งน้ำเสียงยามที่กล่าววาจา เฉิงหลิงเซียวโมโหนักที่สือเจ๋อถูกเด็กผมเหลืองนี่หลอกเอาได้ วันนี้เฉิงหลิงเซียวคงต้องลงมือสั่งสอนแทนอาจารย์ของเ้าเด็กนี่เสียหน่อยแล้ว