เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 92 เปิดโปงลัทธิเซียนโลหิต

    หลงเฉินเก็บร่างของหวงเฟยหยางและสองผู้คุมกฎของลัทธิเซียนโลหิต  จากนั้นก็ทำความสะอาดสถานที่เล็กน้อย  ก่อนที่เหวินหยาจะมาถึงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


    เมื่อเห็นว่าบริเวณนั้นเสียหายหนักเพียงใดและมีเพียงหลงเฉินอยู่ที่นั่น  เหวินหยารู้สึกได้ทันทีว่ามีบางสิ่งผิดปกติ  เขาจ้องเขม็งมาที่หลงเฉินและร้องถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา


    “หวงเฟยหยางอยู่ที่ไหน?”


    หลงเฉินแสร้งทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์และเอ่ยขึ้น


    “ผู้คุมกฎสองคนนั้นเอาชนะหวงเฟยหยางไม่ได้  พวกเขาจึงรีบหนีไป หวงเฟยหยางเพิ่งจะไล่ตามพวกเขาไปเมื่อครู่นี้เอง  ดูเหมือนท่านจะมาช้าเกินไปนะ”


    เหวินหยาขมวดคิ้วและยังคงมีสีหน้าถมึงทึงขณะจ้องมองหลงเฉิน


    ‘เขาวางแผนยืมมือคนอื่นเพื่อฆ่าหลงเฉินมิใช่รึ?  หรือว่าเขาล้มเหลว? ดูจากอารมณ์ของหวงเฟยหยางแล้ว  ในเมื่อเป้าหมายของเขาคือหลงเฉิน เขาก็ไม่น่าไล่ตามพวกนั้นไปนอกเสียจากว่ามีบางอย่างไม่คาดคิดเกิดขึ้น?’


    เหวินหยามองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัยและเอ่ยขึ้น


    “เหตุใดบริเวณนี้ถึงเสียหายนัก? ข้าได้กลิ่นไฟไหม้ด้วย และข้ายังได้ยินเสียงปะทะกันดังสนั่นแต่กลับมีเพียงเจ้าคนเดียวที่เหลืออยู่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


    แม้เหวินหยาจะใช้เวลาทั้งวันในการคาดเดา  เขาก็ไม่มีทางคิดว่าหลงเฉินคือผู้ที่สังหารพวกเขาทั้งหมดและเก็บร่างของพวกเขาไว้ในถุงมิติอย่างแน่นอน


    ตอนนั้นเอง เหวินหยาก็สังเกตเห็นหลี่หยาน สายตาของเขาพลันแปรเปลี่ยนขณะเดินเข้าไปหาเขาทีละก้าวและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา


    “บอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หากเจ้ารักชีวิตก็บอกความจริงมาเสียดี ๆ!”


    หลงเฉินเองก็มองไปที่หลี่หยานพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ แม้ว่าในแววตาของเขาจะไม่ได้แฝงการข่มขู่  แต่หลี่หยานรู้ว่าหากเขาโกรธขึ้นมา เขาจะกลายเป็นเทพแห่งการสังหารอย่างแท้จริง


    เขามองไปที่สีหน้าเยือกเย็นของเหวินหยา จากนั้นก็มองสีหน้าเพิกเฉยของหลงเฉิน  หลี่หยานตัดสินใจได้ในที่สุดว่าเขาต้องทำเช่นไร  เขาทำท่าทางราวกับหวาดกลัวสุดขีดและเอ่ยขึ้น


    “ร...เรียนคุณชาย  ก่อนหน้านี้คุณชายอีกท่านหนึ่งแข็งแกร่งมากจนผู้คุมกฎทั้งสองของเรารับมือไม่ไหว  ดังนั้นพวกเขาจึงหนีไป  ตอนนั้นเองที่คุณชายท่านนั้นไล่ตามพวกเขาไป!”


    สิ่งที่หลี่หยานพูดนั้นไม่ต่างจากคำพูดของหลงเฉินเลยสักนิด เหวินหยาจึงขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีก


    แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องเชื่อเรื่องนี้  แม้จะรู้สึกคลางแคลงใจเล็กน้อย


    ‘ข้าไม่รู้ว่าหวงเฟยหยางตั้งใจจะทำอะไร  เขาวางแผนจะฆ่าหลงเฉินแท้ ๆ แต่กลับไล่ตามพวกนั้นไปเพียงลำพัง  ข้าคิดไม่ออกเลยจริง ๆ ...’


    “พี่เหวินหยา  พวกเราควรตามเขาไปไหม?”


    จู่ ๆ หลงเฉินก็เอ่ยถาม


    เหวินหยามองหลงเฉินใกล้ ๆ  แต่ไม่ว่าเขาจะมองอย่างไร เขาก็ไม่พบพิรุธเลยแม้แต่น้อย


    ‘เป้าหมายของหวงเฟยหยางคือหลงเฉิน ข้าจะคอยจับตาดูเขาไว้ก่อนก็แล้วกัน  ในเมื่อเขามีทักษะยุทธ์ที่ทรงพลังอย่าง [วงล้อสวรรค์เกิดดับ] เขาก็น่าจะไม่เป็นไร’


    เมื่อคิดได้ดังนั้น  เหวินหยาจึงส่ายศีรษะ


    “ไม่จำเป็นต้องไล่ตามไปหรอก  เจ้าช่วยข้าปล่อยผู้หญิงพวกนั้นก็แล้วกัน  ส่วนคนอื่นก็ฆ่าทิ้งได้เลย...”


    เมื่อหลี่หยานได้ยินว่าพวกนั้นจะฆ่าเขา  เขาก็รีบมองไปที่หลงเฉินซึ่งช่วยชีวิตเขาไว้จากหวงเฟยหยาง จากนั้นหลงเฉินก็พูดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว


    “พี่เหวิน พวกเขาเป็นคนของลัทธิเซียนโลหิต  ข้ามีเรื่องบาดหมางกับคนพวกนี้  หากเราเหลือไว้สักคนเราก็น่าจะสอบสวนเกี่ยวกับลัทธิเซียนโลหิตได้  ข้าหวังว่าพี่เหวินคงจะให้โอกาสข้า!”


    “ลัทธิเซียนโลหิตรึ?”


    เหวินหยาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่เมื่อหลงเฉินพูดขึ้นมา เขาก็ไม่อยากจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากเพียงเพราะแมลงวันไร้ค่าเพียงตัวเดียว


    ผู้ที่มีเรื่องบาดหมางกับหลงเฉินคือหวงเฟยหยาง  และในเมื่อเขาไม่อยู่ที่นี่  เหวินหยาจึงไม่ได้ทำตัวเหมือนหวงเฟยหยาง  เขาเพียงจับตาดูหลงเฉินไว้และไม่ทำอะไรไปมากกว่านั้น


    “ตามใจ”


    เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  เหวินหยามุ่งหน้ากลับเข้าไปในถ้ำ  เขามีเวลาจัดการกับพวกลิ่วล้อแต่ไม่ได้ช่วยเหลือพวกผู้หญิง  ในเมื่อหวงเฟยหยางยังไม่กลับมา  เขาจึงต้องช่วยผู้หญิงพวกนั้นและทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินตามเหวินหยาไป  หลี่หยานก็รีบลุกขึ้นและมองไปที่หลงเฉินด้วยอารามตกใจ    ก่อนจะเดินตามหลังหลงเฉินไปอย่างเชื่อฟัง


    “ข้าจะถามคำถามเจ้าและเจ้าต้องตอบตามความจริง”


    หลี่หยานรีบตอบในทันที


    “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว!”


    ด้วยท่าทีว่าง่ายของเขา  หลงเฉินจึงรู้สึกเบาใจขึ้นมา  ก่อนหน้านี้หลิวหลานได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับลัทธิเซียนโลหิตกับเขามาบ้าง  แต่หลังจากภารกิจนี้จบลง  หลงเฉินก็ไม่เชื่อใจหลิวหลานอีกต่อไป


    ดูก็รู้ว่าหลี่หยานเป็นพวกไม่สู้คน  ดังนั้นหลงเฉินจึงถามเขา


    “ข้าต้องการรู้ที่อยู่ของผู้คุมกฎลัทธิเซียนโลหิตที่ชื่อเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ  เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันอยู่ที่ไหน?”


    คำถามของหลงเฉินนั้นถูกวางแผนเอาไว้อย่างชาญฉลาด  ต่อให้ลัทธิเซียนโลหิตสืบรู้ว่าเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อถูกฆ่าโดยตระกูลหยางแห่งเมืองพฤกษาหมอก  พวกเขาก็ไม่สามารถเชื่อมโยงมาถึงหลงเฉินได้  ตราบใดที่พวกเขายังไม่รู้ ก็จะไม่มีข้อมูลใด ๆ เปิดเผยออกมาเช่นกัน


    หลี่หยานรีบตอบกลับมาโดยเร็ว


    “ผู้คุมกฎเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อหายตัวไปได้เดือนกว่าแล้ว  พวกเราไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหนในตอนนี้  ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านถึงถามหาเขา?”


    หลงเฉินตอบด้วยท่าทีเย้ยหยัน


    “ข้าก็จะฆ่าเขาน่ะสิ ของมันแน่อยู่แล้ว!”


    จากนั้นเขาก็พูดต่อ


    “ข้าจะถามอีกคำถามหนึ่ง เหตุใดลัทธิเซียนโลหิตถึงจับตัวหญิงสาวไปมากมายนัก มีแรงจูงใจอะไรอย่างนั้นรึ?”


    เมื่อเขารู้สึกว่ามันเป็นองค์กรขนาดใหญ่  แน่นอนว่าต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน


    ในเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงร่องรอยของเลือดในพลังปราณของพวกเขา  หลงเฉินจึงรู้สึกว่าจะต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น


    เมื่อถูกถามด้วยคำถามนี้  หลี่หยานก็ขมวดคิ้วและมองหลงเฉินด้วยท่าทีลำบากใจ จากนั้นเขาก็นิ่งไปโดยไม่ตอบคำถาม


    “เจ้าอยากตายนักใช่ไหม?”


    เสียงของหลงเฉินที่หลี่หยานได้ยินนั้นราวกับมีมนต์ขลัง  หลี่หยานเริ่มตัวสั่นงันงกพลางรีบตอบคำถามในทันที


    “ข้าจะบอก ข้าจะบอก แต่ท่านต้องสัญญาว่าจะให้อภัยข้า!”


    หลงเฉินพยักหน้าและเอ่ยขึ้น


    “วางใจเถอะ ข้าไม่ผิดคำพูดเพราะเศษสวะอย่างเจ้าหรอก”


    เมื่อหลงเฉินรับคำ  หลี่หยานจึงเอ่ยตอบ


    “ท่านเจ้าลัทธิมีวิธีการฝึกฝนที่ผิดธรรมดานัก เขามักใช้โลหิตหยินดั้งเดิมจากหญิงสาวจำนวนมากเพื่อสร้างอ่างเลือดขึ้นมา... ”


    “พวกเราเหล่าสาวกลัทธิเซียนโลหิตจะฝึกวิชาภายในอ่างเลือดและได้รับปราณโลหิต  ธรรมชาติของพลังปราณโลหิตนี้เยี่ยมยอดกว่าพลังปราณทั่วไปถึงสองเท่าและนับเป็นกระบวนการที่ล้ำเลิศอย่างยิ่ง  เมื่ออ่างเลือดเดิมถูกใช้จนร่อยหรอ  เจ้าลัทธิจึงตัดสินใจทำพิธีบูชาโลหิตเพื่อเติมเต็มอ่างเลือดขึ้นมาอีกครั้ง  ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงต้องจับตัวหญิงสาวพวกนี้มา...”


    หลังจากได้ยินเช่นนั้นหลงเฉินก็เงียบไปเป็นเวลานาน


    โลหิตหยินดั้งเดิมก็คือเลือดของสาวบริสุทธิ์  หากต้องการสร้างอ่างเลือดให้มีขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับเหล่าสาวกลัทธิเซียนโลหิต  จำนวนหญิงสาวที่พวกเขาต้องฆ่าคงต้องมากมายนับพัน

    …


    หลงเฉินกัดริมฝีปากเมื่อนึกถึงบรรดาหญิงสาวที่น่าเวทนาจากหอนางโลมหยกมรกต


    ก่อนหน้านี้เขาเคยมีสหายอยู่ที่นั่นบ้าง  พวกนางถูกบังคับให้ทำงานที่นั่นเพราะความยากจน  พวกนางได้เรียนรู้วรรณกรรมและศิลปะอีกทั้งยังใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก  เขาไม่คิดเลยว่าพวกนางจะต้องมาตายอย่างน่าอนาถเช่นนี้


    นอกจากนี้ มิได้มีแค่พวกนางเท่านั้นที่ต้องเจอกับความตายอันโหดร้ายทารุณ


    หลังจากได้ฟังเรื่องนี้  ลมหายใจของหลงเฉินเริ่มถี่รัวขึ้น


    เมื่อเห็นท่าทางของหลงเฉิน  หลี่หยานรู้สึกหวาดกลัวจนสติแตก


    “คุณชาย  ท่านสอบสวนเสร็จแล้วใช่หรือไม่? ...ข้าไปได้หรือยัง?”


    หลงเฉินได้สติในที่สุด  ขณะที่เขาเงยหน้าขึ้น หลี่หยานก็ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อเมื่อเห็นว่าดวงตาของหลงเฉินเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงก่ำ


    “เจ้าเองก็เคยลงไปแช่ในอ่างเลือดมาแล้วสินะ?”


    สายตาเย็นชาของหลงเฉินทำให้สีหน้าของหลี่หยานซีดเผือด  ขณะที่เขากำลังจะแก้ต่าง  หลงเฉินก็เหวี่ยงหมัดเข้าที่หน้าผากของเขา หมัดนั้นระเบิดศีรษะจนเหวอะและทำให้เขากระเด็นลอยขึ้นไปในอากาศ  เมื่อตกลงมาสู่พื้น เขาก็ไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย!


    ‘เขาสมควรตายแล้วล่ะ! หลงเฉิน ทำได้ดีมากที่ฆ่าเขาเสีย  คนชั่วช้าเช่นนี้ไร้ซึ่งความปรานีและสามัญสำนึก  สวรรค์จะลงทัณฑ์พวกเขาไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีกแล้ว!’


    เมื่อได้ยินเกี่ยวกับพิธีบูชาโลหิต  หลิงซีในฐานะเด็กสาวก็รู้สึกโกรธแค้นมากกว่าหลงเฉินหลายเท่าตัว


    หลงเฉินไม่เคยเห็นหลิงซีที่ทั้งน่ารักและจิตใจดีมีท่าทีโหดร้ายถึงเพียงนี้มาก่อน!


    “ข้าไม่คิดไม่ฝันเลยว่าโลกนี้จะมีสถานที่โสมมที่ใช้ชีวิตผู้อื่นมาเพิ่มพลังให้กับตัวเอง ผู้ที่เรียกตนเองว่าเจ้าลัทธิเซียนโลหิตและสาวกทุกคนต้องตาย!”


    สุดท้ายแล้ว หลิงซีก็เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้  สำหรับผู้ที่เติบโตมาด้วยความสุขและความดีงามเช่นนางคงนึกไม่ถึงว่าจะมีผู้คนที่โหดเหี้ยมอำมหิตและทำสิ่งที่ไร้หัวใจเช่นนี้อยู่จริง ๆ


    แม้ว่าเขาจะผิดคำพูดและสังหารหลี่หยาน แต่เขาก็ไม่รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย  เมื่อเห็นหลิงซีรู้สึกโศกเศร้าเช่นนี้ หลงเฉินเองก็รู้สึกเศร้าไปด้วย


    “ข้าเข้าใจ  เมื่อใดที่ข้าแข็งแกร่งมากขึ้น ข้าจะไม่ยอมให้คนหรือลัทธิเช่นนี้มีตัวตนอยู่ได้หรอก...”


    เมื่อหลงเฉินให้คำมั่น  หลิงซีจึงรู้สึกดีขึ้นและพูดอย่างกล้าหาญชาญชัย


    “ข้าจะคอยช่วยเจ้าเอง  เราควรหยุดไปพวกเขาก่อนที่จะมีพิธีบูชาโลหิตนะ หากเจ้าปล่อยให้ผู้หญิงพวกนั้นตายละก็  ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้าเลย!”


    “ข้า...บิดาผู้นี้รู้หรอกน่าว่าต้องทำเช่นไร  อีกอย่าง หากพวกนั้นรู้ว่าข้าสังหารผู้คุมกฎไปสองคน  ต่อให้ข้าไม่ออกตามหา  พวกนั้นก็ต้องมาตามหาข้าเองอยู่ดี  หลิงซี ความบาดหมางระหว่างข้าและลัทธิเซียนโลหิตนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปหรอก”


    “ดีมาก”


    ก่อนหน้านี้ ตอนที่หลงเฉินเริ่มตั้งคำถามกับหลี่หยาน  เหวินหยาก็เดินห่างออกไปแล้วและได้ยินหลงเฉินถามคำถามเพียงแว่ว ๆ เท่านั้น  หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจอีก  เขาไม่คิดว่าเพียงไม่กี่อึดใจ หลี่หยานจะถูกซัดจนกระเด็นขึ้นไปและตกลงมาอย่างหมดสภาพ!


    เมื่อหันไปเห็นสภาพอันน่าสยดสยองของหลี่หยาน  เหวินหยาก็ขมวดคิ้วแน่น


    ‘ทันทีที่เขาสอบสวนเสร็จและชายผู้นี้หมดประโยชน์  หลงเฉินก็ตัดสินใจกำจัดเขาทันที?  ช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน หากหวงเฟยหยางไม่ฆ่าเขาละก็ ด้วยพรสวรรค์ของหลงเฉิน  หวงเฟยหยางคงเจอปัญหาใหญ่แน่ ๆ ทว่าเวลาสำคัญเช่นนี้เขาไปไหนกันนะ?’


    ภายในถ้ำลึก  เหวินหยาช่วยหญิงสาวที่ซีดเผือดและกำลังร่ำไห้ได้นับสิบคน  ในเมื่อลัทธิเซียนโลหิตต้องการเพียงโลหิตหยินดั้งเดิมจากพวกนาง  พวกนางจึงไม่ได้ถูกทรมานหรือทำให้เสื่อมเสียแต่อย่างใด


    สายตาที่หลี่หยานมองหลงเฉินก่อนหน้านี้ คงมาจากหญิงสาวพวกนี้ที่หลี่หยานทำได้เพียงมองแต่มิอาจแตะต้อง  มันจึงทำให้เขาไม่สามารถควบคุมความปรารถนาภายในใจได้


    เมื่อสามารถช่วยหญิงสาวเหล่านี้ได้แล้ว  ภารกิจในเมืองหยานลั่วก็ถือได้ว่าสำเร็จลุล่วง  แต่ที่แปลกก็คือหวงเฟยหยางยังไม่กลับมา  เหวินหยารอเขาจนมืดค่ำ  ทว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ที่ภูเขาหยานตะวันออกได้นานกว่านี้  เมื่อนั้นเองที่เหวินหยาตัดสินใจลงเขามา


    “หากเขากลับมาเขาก็คงจะมุ่งหน้าไปยังเมืองหยานลั่วทันที  ข้าไม่รู้เลยจริง ๆ ว่ามีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเขาหรือไม่...”


    ***********************