ตอนที่ 7
งานเลี้ยงในเหมันตฤดู (2)
ฐานะของเสี่ยวฟางนั้นเรียกได้ว่ามิใช้แม้แต่คุณหนูตระกูลหวังคนทั่วไปมักมองว่าอนุคือตำแหน่งที่น่าหัวเราะ แม้จะเป็อนุของขุนนางระดับสูง ฉากหน้าคนพวกนั้นจะเรียกฮูหยินอย่างนั้นอย่างนี้ลับหลังกลับลอบเยาะเย้ย ว่าเป็เพียงแค่อนุ
ทว่าเสี่ยวฟางกลับคิดว่าเป็บุตรของอนุเสียยังจะดีกว่าเป็บุตรของคนรับใช้บุตรของอนุยังได้รับการเชิดชูอยู่บ้าง แม้ตำแหน่งจะต่ำต้อยแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าอนุก็นับได้ว่าเป็ฮูหยินท่านหนึ่งที่สมควรได้รับความเคารพแม้คนพวกนั้นจะหัวเราะเยาะลับหลัง แต่ก็ไม่อาจเมินเฉยต่อภรรยาของนายท่านภายในจวนได้
เทียบกันแล้ว บุตรของคนรับใช้ที่ถูกเลี้ยงขึ้นมาให้เติบใหญ่เพื่อเป็สหายสนิทของคุณหนูสายตรงคืออะไร
นอกจากไร้ซึ่งความเคารพ คนพวกนั้นยังคิดว่านางเชิดหน้าชูตาได้ผิดที่ผิดทาง
เฉินเวยหนิงไม่สนใจนางที่เติบใหญ่ด้วยการสั่งสอนดั่งบุตรอีกคนจากตระกูลหวัง ศาสตร์โคลงกลอน การวาดภาพเล่นพิณ เขียนพู่กัน อย่างไรก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าหวังซือเจียสักนิด
ต้องโทษที่หวังซือเจียโดดเด่นเกินไปนอกจากรูปงามงดงามดั่งเซียน์ ความสามารถกลับไม่น้อยหน้า นิสัยก็แสนอ่อนโยนเป็ที่ต้องตาของทุกคน
หากคุณหนูตระกูลเฉินไม่ปากร้ายไปเสียสักหน่อยเสี่ยวฟางก็อาจฝืนนับให้เฉินอวี้เยี่ยนร่วมเป็หนึ่งในสาวงามที่โดดเด่นเทียบเคียงหวังซือเจียทว่านางไร้จารีตมโนธรรมเกินไป ทำให้ความนิยมนอกจากไม่มีแล้ว ยังถือว่าศัตรูรอบตัวนั้นก็ไม่น้อยเลย
กระนั้น นิสัยเสียก็ส่วนหนึ่งไม่มีใครไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเฉินอวี้เยี่ยนนั้นไม่งดงาม
เป็ความงดงามที่ถึงอยากเมินเฉยไม่ใส่ใจทว่าสายตากลับไม่รักดีเผลอจดจ้อง
เสี่ยวฟางนับวันยิ่งพัฒนาความสามารถการเป็สหายของหวังซือเจียข้อดีคือได้ออกงานอย่างโดดเด่นดั่งคุณหนูชนชั้นสูงมีอาภรณ์งดงามให้ใส่ มีอาจารย์มากชื่อเสียงคอยอบรมสั่งสอน หน้าตาก็ชวนมองร่วมกับบุคลิกน่ารักช่างพูดช่างเจรจา เสี่ยวฟางจึงค่อนข้างมีชื่อเสียงในเื่ความสดใสน่าเอ็นดูตรงข้ามกับความงดงามสูงส่งดั่งนางเซียนของหวังซือเจีย
และนางมีความมั่นใจอย่างยิ่งยวดว่านางจะต้องถูกต้องตาไม่น้อยในวันนั้นเมื่อนางสามารถปีนป่ายสูงทะยานขึ้นไปอีกขั้น นางจะกลับมาแก้แค้นพวกคนที่เคยมองเหยียดหยามว่านางเชิดหน้าชูตาเกินไป
ในงานเลี้ยงวันนี้เสี่ยวฟางพบว่านี่คือการรวมตัวที่เกิดขึ้นได้น้อยครั้ง
คุณหนูหวังซือเจียและคุณหนูเฉินอวี้เยี่ยนนั่งร่วมกันในวงสนทนา
ความงดงามโดดเด่นสองขั้วตรงข้ามยามเมื่ออยู่ด้วยกันช่างยากจะละสายตา
หวังซือเจียมักมีรอยยิ้มอ่อนจางแย้มเบาเบาอยู่ใบหน้าหน้าเรียวนางชื่นชอบการสวมชุดดีอ่อนสบายตา ทำให้ยามเหลือบมองผ่านคล้ายกำลังท่องทะยานอยู่ในแดนไร้โลกีย์ถูกปลอบประโลมด้วยความอ่อนโยนของเซียน์
ส่วนเฉินอวี้เยี่ยนมักชอบชักสีหน้าไม่พอใจตลอดเวลากระนั้นกลับเข้ากับใบหน้างามร้อนแรง นางมีั์ตาเรียวหงส์ที่ทำให้ผู้คนคล้ายถูกพรากิญญายามเมื่อสบตาเฉินอวี้เยี่ยนมักใส่อาภรณ์สีม่วงเข้มร้อนแรงเมื่อก้าวเท้าเข้าใกล้ความงดงามยิ่งโดดเด่น ให้ความรู้สึกทรงเสห่น์ยั่วยวนดั่งจิ้งจอกมาร
เมื่อสองร่างแห่งความงามนั่งกระทบไหล่ใกล้เคียงเชิดหน้าพูดคุยสนทนากัน นั่นย่อมคือความโดดเด่นที่ผู้คนล้วนจ้องมอง
ไม่เว้นแม้แต่ชวี่ซื่อจื่อจากจวนเสนาบดีที่ยามเมื่อเขาเหลียวมองมาทางกลุ่มพวกนาง ร่างสูงสีดำก็ถึงกับเดินตรงมาหาทันที
มีหรือเสี่ยวฟางจะมองไม่ออก เฉินเวยหนิงบุตรอนุจากตระกูลเฉินใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าใคร ถึงกับเห็นชวี่ซื่อจื่อเป็คนแรกเท่ากับว่านางมองดูเขาอยู่ตลอด เสี่ยวฟางถึงกับเหยียดยิ้ม พวกเพ้อพกทะเยอทะยานย่อมไม่ได้มีแค่นาง
และเสี่ยวฟางถึงกับหน้าถอดสี เมื่อเห็นว่าหวังซือเจียก็มีปฏิกิริยาไม่น้อย
ปกติแล้วหวังซือเจียมักจะเจอบุรุษจากเหล่าชนชั้นสูงและเหล่าขุนนางมามากเสี่ยวฟางไม่มั่นใจว่าหวังซือเจียชื่นชมใครเป็พิเศษ กลับเพิ่งเคยเห็นหญิงสาวใบหน้าขึ้นสียามเมื่อพบเจอบุรุษและรู้สึกรื่นเริงไม่น้อยที่เห็นเฉินเวยหนิงทำสีหน้าดูไม่ได้ ที่เห็นหวังซือมีปฏิกิริยาต่อบุรุษที่นางหมายปอง
หากหวังซือเจียที่ราวกับนางเซียน์ชื่นชมผู้ใดหญิงสาวคนอื่นจะมีหวังอันใดเหลืออยู่อีก
ตัดภาพมาที่เฉินอวี้เยี่ยนนอกจากเอ่ยปากแสนร้ายกาจนั่นจบ นางก็ดูไม่ได้สนใจใครทำท่าทางเบื่อหน่ายคล้ายอยากกลับเหลือแสน มีพูดคุยกับกวนเฟยโหรวด้านข้างบ้างและจิ้มขนมเข้าปากอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์เท่าใด ขนมบางส่วนเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว คุณหนูผู้นี้ตั้งใจกินเกินไปหรือไม่
หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนทุกคนมองชวี่ซื่อจื่อเป็ตาเดียวบุรุษที่โดดเด่นในเมืองหลวงนับว่ามีมาก แต่โดดเด่น สง่างาม เพียบพร้อมไปทุกสิ่งอย่างชวี่ซื่อจื่อและชินอ๋องนั้นหายากและใช่ว่าจะเจอด้วยได้ง่าย บางครั้งก็คิดว่าเขาน่าจะแต่งเป็ราชบุตรเขยให้องค์หญิงสักคนแน่นอนเพราะฮ่องเต้ก็ดูปราบปลื้มซื่อจื่อผู้นี้ไม่น้อย
ยิ่งเห็นร่างสูงเดินเข้ามาใกล้หวังซือเจียยิ่งเริ่มคล้ายทำตัวไม่ถูก น่าแปลกที่นางเป็เช่นนี้ หวังซือเจียมั่นใจว่าตนเองควบคุมอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยมตอนนี้กลับเกิดรู้สึกประหม่า และคิดว่าเหตุใดชวี่ซื่อจื่อจึงเดินมาทางนี้อย่างมั่นคงไม่เหลียวมองทางอื่นเลย
หรือเขาคิดอยากบอกอะไรกับนางกัน?แต่ว่าตระกูลชวี่กับตระกูลหวัง มีความเชื่อมโยงใดที่ถึงกับต้องมาสนทนากันอย่างโดดเด่นในงานเลี้ยงเช่นนี้
น่ากลัวว่าจะต้องเป็เื่ที่สำคัญมากๆทำให้ชวี่ซื่อจื่อถึงกับไม่สนใจจารีตการพูดคุยกับหญิงสาวตามลำพัง และตรงเข้ามาพูดคุยโดยตรงกับนางเช่นนี้
คนผู้นี้คือชวี่ฮุ่ยิซื่อจื่อจากจวนเสนาบดี
กล่าวตามตรงนางไม่เคยพบเจอเขาในระยะใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน เนื่องจากชายหญิงต้องเว้นระยะห่างกันเป็เื่ปกติแต่ในวันนี้ชวี่ซื่อจื่อถึงกับทำลายจารีตและมาหานาง ทำให้หวังซือเจียยิ่งเริ่มคาดหวังอย่างไม่รู้ตัว
เขาหล่อเหลาสง่างามอย่างที่ตอนมองระยะไกลว่าโดดเด่นแล้วแต่พอได้มองใกล้ๆ กลับรู้สึกเทียบไม่ติด นี่คือใบหน้า์สรรสร้างอันใดกัน
หวังซือเจียลุกขึ้นใบหน้างามขึ้นสีน่าดูชม งดงามเสียจนจนเหล่าชายหนุ่มที่เข้าร่วมงานเลี้ยงทั้งหลายที่กำลังลอบมองอยู่รู้สึกอยากปกป้องนางให้มากขึ้นอีกนิดอยากคว้านางเข้ามาในอ้อมกอด บางคนคิดถึงขั้นหากใบหน้าขึ้นสีนั่นได้ครวญครางอยู่ใต้ร่างของพวกเขาก็คงน่าดูชมไม่น้อย
หลายคนก็หลากความคิด
หวังซือเจียลุกขึ้นแล้ว เสี่ยวฟางเห็นว่านางกำลังเข้าไปทักทายชวี่ซื่อจื่อช่วยไม่ได้ที่ทำให้เสี่ยวฟางต้องกำหมัดแน่น
ทั้งๆ ที่หากนางเข้าไปทักทายอาจกลายเป็นางแพศยา้าเสนอหน้า แต่ทำไมกับหวังซือเจียถึงสามารถเข้าไปทักทายได้อย่างเฉิดฉาย คำนินทาจะไม่ใช่การเสนอหน้ายั่วยวนแต่เป็ชายหล่อเหลาหญิงงดงามที่เหมาะสมดั่งเซียนเอ่ยสนทนากัน
ยามหวังซือเจียก้าวเท้าเรียว เสื้อผ้าสีอ่อนก็พริ้วไหวตามการเคลื่อนไหวดุจนางเซียนก้าวเท้าลงพิภพ ท่าทางงดงามเกินใคร ร่างบอบบางเดินเข้าไปคารวะชายหนุ่มเล็กน้อยใบหน้ายังคงขึ้นสีแดงอ่อนจาง กลีบปากเรียวบางแต้มแย้มสง่า นางเอ่ยถามเสียงแ่
“ชวี่ซื่อจื่อถึงกับเดินมาที่นี่ ท่านมีเื่อันใดหรือเ้าคะ?”
“...” ชวี่ฮุ่ยิชะงักไปเล็กน้อย เพราะเมื่อกำลังจะเดินเข้าใกล้คนในเป้าหมายอยู่ร่อมร่อกลับเจอสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาพูดคุยด้วยเสียก่อน
แต่ไหนแต่ไรเขามักจะติดตามบิดาเข้าร่วมงานเลี้ยงบ่อยๆ ปกติแล้วเขาจะประหยัดถ้อยคำกล่าวยิ่งนอกจากพูดคุยกับตระกูลที่มีความเชื่อมโยงและมีเป้าหมายร่วมกันกับคนอื่นชวี่ฮุ่ยิก็หาได้ใส่ใจ
พูดถึงตระกูลที่โดดเด่น พูดชื่อย่อมนึกออกอยู่บ้างทว่าให้เทียบเป็ใบหน้าคนจริงๆ ชวี่ฮุ่ยิกลับนึกหน้าไม่ค่อยออก
อย่างเช่นคุณหนูตรงหน้า น่าจะเป็ตระกูลชนชั้นสูงที่โดดเด่นผู้หนึ่ง แต่ช่วยไม่ได้จริงๆที่ไม่สามารถจดจำได้ว่าเป็คุณหนูจากตระกูลใด
ส่วนเป้าหมายของเขานั้น ั้แ่แรกที่เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาหานางไม่มีท่าว่าจะหันมามองแม้แต่น้อย เพียงเอ่ยคุยกับสหายข้างกาย ยิ่งพูดคุยขนมชิ้นน้อยบนโต๊ะยิ่งพร่องลง
คุณหนูตระกูลเฉินดูท่าจะชอบขนมหวานไม่น้อย
หวังซือเจียยอมรับว่าตอนนี้มีความคาดหวังค่อนข้างสูง ชวี่ซื่อจื่อรูปงามฐานะสูงส่ง หากมีการเกี่ยวดองกันได้นางย่อมไม่ปฏิเสธ
ชั่วขณะที่อยากจะเอ่ยทักทายและพยายามพูดคุยกับชายหนุ่มให้มากขึ้นอีกหน่อยเสี่ยวฟางก็เดินเข้ามาหา แย้มยิ้มทักทายชวี่ซื่อจื่อเช่นเดียวกันหวังซือเจียขมวดคิ้วงามมุ่น ปกติเสี่ยวฟางเชื่อฟังนางยังกับอะไร ไม่กระทำอันใดที่ทำให้นางลำบากใจแต่ตอนนี้เสี่ยวฟางแทรกเข้ามาทักทายชวี่ซื่อจื่ออย่างยิ้มแย้ม ราวกับไม่เห็นนางที่ยืนอยู่ข้างๆ
มีหรือจะไม่ทราบจุดประสงค์ของบุตรคนรับใช้
เสี่ยวฟางแย้มยิ้มสดใส พูดอย่างกระตือรือร้น “ชวี่ซื่อจื่อ้าอะไรหรือไหม่สามารถบอกเสี่ยวฟางได้เลยนะเ้าคะ”
“ไม่ขอรบกวนคุณหนูทั้งสอง” ชวี่ฮุ่ยิตอบกลับนิ่งเฉย เขาเพียงค้อมทักทายหญิงสาวทั้งสองคนก่อนเดินผ่านไป ทิ้งเสี่ยวฟางและหวังซือเจียให้แย้มค้างไว้เช่นกัน
อวี้เยี่ยนรู้สึกได้ถึงความเงียบที่ผิดปกติคล้ายก่อนหน้านี้เสียงในงานรื่นเริงจะดังมากกว่านี้หรือไม่ ตอนนี้มองทางซ้ายกวนเฟยโหรวก็ถึงกับเงียบลงมองทางขวาก็เห็นเฉินเวยหนิงทำหน้าแดงซับระเรื่อ และที่ทั้งสองคนทำเหมือนกัน คือล้วนมองขึ้นไปเหนือศรีษะของอวี้เยี่ยน
อวี้เยี่ยนเลื่อนั์ตาเรียวหงส์มองตาม ก็พบกับดวงตาคมเข้มอันสง่างามของบุรุษหนุ่มผู้คุ้นตา
ชวี่ฮุ่นิยืนโดดเด่นเป็สง่าอยู่ข้างๆ นาง ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้หันไปมองสาวงามดั่งเซียนของหวังซือเจียแม้แต่น้อยกลับจดจ้องมาที่นางแต่เพียงผู้เดียว เขายังคงคารวะให้นางเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
“คุณหนูเฉิน เจอกันอีกแล้ว” แม้ใบหน้าจะเรียบนิ่ง แต่น้ำเสียงอ่อนลงไม่น้อยยามเปิดบทสนทนา
หวังซือเจียเบิกตากว้างจ้องมอง เสี่ยวฟางหน้าถอดสีตะลึงเพิด เฉินเวยหนิงหันไปมองพี่สาวข้างกายอย่างไม่อยากจะเชื่อกวนเฟยโหรวลอบมองอย่างสนใจ พร้อมคนในงานเลี้ยงที่จ้องนางเป็ตาเดียว เมื่อชวี่ฮุ่ยิเริ่มเอ่ยทักทายนาง
อวี้เยี่ยนกำลังสงสัยไม่น้อย ดูท่าตระกูลชวี่จะไม่ถูกกับตระกูลเฉินไม่น้อยเลยทีเดียวไม่เช่นนั้นทำไมต้องทำให้นางตกเป็เป้ายตาเพ็งเล่ง ดูจากบรรยากาศที่ฉับพลันก็เคร่งเครียดขึ้นมาหญิงสาวไม่น้อยเริ่มแผ่สายตากังขาและไม่พอใจมาให้
ข่าวลือหลังจากนี้ดูอย่างไรน่าจะไม่ใช่เื่ดีอะไรอวี้เยี่ยนสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าต่อไปคำที่ผู้คนจะกล่าวถึงนางจะมีคำว่าอะไรมาบ้าง
ทว่าก็ช่วยไม่ได้ คนบางคนยั่วยวนบุรุษอย่างไรเขาก็ไม่สนใจแต่ถ้านางยั่วยวนบุรุษผู้นั้นได้ ก็นับว่ามีฝีมือ เขาเข้ามาหาข้าเองพวกเ้าจะทำอะไรได้ อวี้เยี่ยนหัวเราะเหอะๆ นางลุกขึ้นค้อมหัวทักทายชวี่ฮุ่ยิ
“ชวี่ซื่อจื่อ? ไม่แน่ใจอยากกล่าวธุระกับผู้ใดหรือไม่ข้าสามารถช่วยแจ้งข่าวแทนให้ได้” จำต้องเลี่ยงวาจาให้ไม่เข้าข้างตนหากเขาถามถึงเฉินชิงเหลียนขึ้นมา นางจะได้ไม่ถึงกับหน้าแตกจนเกินไป
“ข้าแค่เห็นท่าน เลยเข้ามาทักทาย”
ผู้คนแถวนั้นเริ่มแตกตื่นเสียงกระซิบกระซาบเริ่มมีส่งเสียงไปทั่วบริเวณ ชวี่ซื่อจื่อกับคุณหนูตระกูลเฉินรู้จักกัน?สนิทชิดเชื้อถึงขนาดเข้ามาทักทายอย่างเปิดเผย? ข่าวใหญ่ นี่มันข่าวใหญ่ชัดๆ
อวี้เยี่ยนยิ้มอ่อนแรง ซื่อจื่อผู้นี้ปกติก็ฉลาดสุขุมดีแต่บางทีก็เหมือนไม่มีอะไรบรรจุอยู่ในหัวเช่นกัน นับจากนี้หากมารดาของนางขยันวางแผนการร้ายให้เขามาเป็คู่หมั้นนางใครจะมาช่วยเขาได้
แต่ก็ช่วยไม่ได้ อวี้เยี่ยนพอเข้าใจสถานการณ์บางอย่างของชวี่ฮุ่ยิก่อนพบกับเฉินชิงเหลียน ความเข้าใจในตัวสตรีของบุรุษผู้นี้ต่ำเตี้ยนักเนื่องด้วยในจวนตระกูลชวี่เต็มไปด้วยบุรุษ ไร้อนุ สตรีผู้โดดเด่นคือฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียวในจวนนอกจากนั้นพี่น้องของเขาล้วนคือบุรุษ ญาติพี่น้องก็เต็มไปด้วยบุรุษ
ในตอนนี้เขาคงไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของกฏเกณฑ์ระหว่างชายหญิงเท่าใดเพราะปกติแล้วเขาก็ไม่ค่อยไปเกี่ยวข้องเสวนากับหญิงสาวคนใดมากนัก
และการที่เขาเข้ามาพูดคุยกับอวี้เยี่ยน คือความไม่ปกติสูงสุดในสายตาผู้อื่น
อวี้เยี่ยนจับปิ่นสีเงินบนหัวเล็กน้อยให้มั่นคงก่อนนางจะเอ่ยกับชวี่ฮุ่ยิ “ขอชวี่ซื่อจื่อตามข้ามาเหมือนท่านมีเื่อยากถามไถ่”
ในกาลก่อน ่งานเลี้ยงตอนนี้ นางและเขาหาได้มีการสนทนากันเมื่อเขารับรู้ว่านางช่วยทั้งพาเขาขึ้นธารน้ำ และช่วยทำแผลให้ดูมีบุญคุณอย่างล้นเหลือ ทว่าก็ยังไม่สามารถทำให้ชวี่ซื่อจื่อผู้นี้ให้เข้ามาสนทนากับนางอย่างโดดเด่นน่านินทาเช่นนี้
ในกาลนี้คล้ายมีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เกิดขึ้นเมื่อนางยอมรับโดยดีว่าการทำแผลนั่นหาได้มีความเกี่ยวข้องกับนาง เพื่อหวังให้เส้นทางต่อจากนี้เป็ไปอย่างถูกต้องไร้ซึ่งการโป้ปดอย่างจงใจของนางในกาลก่อน
ฉะนั้นอวี้เยี่ยนคาดเดาไม่ออก ชวี่ฮุ่ยิในตอนนี้นั้นกำลัง้าสิ่งใด
ไม่สนใจสายตาสนอกสนใจ ไม่สนใจสายตาตกละตึงไม่สนใจสายตาที่ทำให้หลังของนางเริ่มแผดเผาจากความริษยา สองร่างบอบบางหล่อเหลาเดินไปที่ศาลาเรือนเล็กที่ไม่ลับสายตาจนเกินไปและไม่โดดเด่นจนเกินพอดี มีบ่าวหญิงและชายยืนเฝ้าอยู่นอกศาลาหลังน้อยเพื่อให้เห็นว่าพวกเขาเพียงสนทนากัน
ไม่รู้ในวันพรุ่งนี้เป็ต้นไป จะมีข่าวลือแบบใดรอนางอยู่อวี้เยี่ยนลอบถอนหายใจ
“เชิญชวี่ซื่อจื่อกล่าว” เมื่อนั่งลงเรียบร้อยดีอวี้เยี่ยนก็เอ่ยเสียงเรียบ ั์ตาเรียวหงส์แฝงไปด้วยความสงสัย
“ท่านพ่อของข้ามีความเห็นเื่บุญคุณย่อมทดแทนค่อนข้างหนักเกินไปหน่อยบุญคุณที่คุณหนูช่วยข้าขึ้นจากธารน้ำข้าย่อมจดจำ”
อวี้เยี่ยนคล้ายเริ่มคาดเดาจุดประสงค์การพูดคุยออกก็ไม่ค่อยต่างจากที่นางคิดไว้สักเท่าไหร่ ในกาลก่อน เพราะนางโป้ปดหลอกหลวงเขาไปความสงสัยเช่นนี้จึงไม่ถูกบอกกล่าวออกมา
“ฮ่องเต้มีการให้ยืมหมอหลวงมาตรวจาแของข้าต่อมาพบว่าสมุนไพรที่ข้าถูกรักษาก่อนหน้านี้เป็สมุนไพรหายาก การทำแผลก็เป็ผู้ที่เชี่ยวชาญไม่น้อย”
ชวี่ฮุ่ยิเงียบไป ก่อนเอ่ยต่อ “ไม่รู้จะรบกวนคุณหนูเฉินเกินไปหรือไม่ไม่ทราบว่าท่านพอจะทราบหรือคาดเดาได้หรือไม่ ว่าผู้ที่ทำแผลให้ให้ข้านั้นอาจเป็ผู้ใดหรืออยู่ที่ไหน?”
อวี้เยี่ยนนิ่งไปชั่วอึดใจ จ้องมองชวี่ฮุ่ยิอย่างครุ่นคิด คิดสิ่งหนึ่งในใจเงียบๆ
เฉินชิงเหลียนที่ตอนนี้ถึงแม้อยู่ห่างไกล แต่ตัวตนของนางมักจะถูกคะนึงถึงอยู่เสมอ
ถึงเื่ราวบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เื่ของการทำให้ผู้คนตกหลุมรักและทำให้ผู้คนจดจำน้องสาวต่างมารดาของนางไว้ในส่วนลึกของหัวใจดูเหมือนเื่ราวในส่วนนี้จะยังคงเดิมอยู่
------------------------------
อาหารแมวหมดอีกแล้ว กรี๊สๆ