ตอนที่ 2 (2)
ฉินเฟิงสังเกตเห็นหร่วนจือหวนได้ั้แ่ตอนที่เข้ามาในห้องแล้ว เขาโยนหนังสือวางไว้ข้างตัว จากนั้นก็ใช้ลูกั์ตาสีดำที่เ็าคู่นั้นกวาดมองไปยังพนักงานทำความสะอาดที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนานผู้นี้ ่สิบวันที่ผ่านมานี้เขาได้สืบหาเื้ัของหร่วนจือหวน และคิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายเป็ผีรุ่นเยาว์ที่เพิ่งจะจบจากมหาวิทยาลัยยมโลก ดังนั้นเขาจึงตั้งใจสืบค้นแม้กระทั่งรูปภาพของเขา...ในเวลานั้นเขารู้สึกแค่ว่าอีกฝ่ายรักสวยรักงามเหมือนกับพวกผีผู้หญิงเท่านั้น ที่ถึงจะตายแล้วก็ยังยืนยันจะเปลี่ยนกลับไปเป็รูปลักษณ์สมัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่ดี แต่ดูเหมือนว่า หร่วนจือหวนน่าจะเป็พวกที่มีหน้าเด็กั้แ่กำเนิด มิเช่นนั้นอีกฝ่ายคงไม่กล้ามาพบตัวเองในสภาพนี้เป็แน่
รูปลักษณ์ของคนผู้นี้ถือได้ว่าเจริญหูเจริญตาเป็อย่างยิ่ง เป็ประเภทที่หากไปพบตามร้านเหล้าเข้าละก็ ตัวเองต้องลงมือกับอีกฝ่ายแน่นอน
หลังจากที่ฉินเฟิงสำรวจจนพอใจแล้วเขาก็เบนสายตากลับ น้ำเสียงเย็นะเืราวกับเสียงของพิณคงโหว ทำให้ขจัดความขัดเขินของการพบหน้ากันในครั้งแรกได้เล็กน้อย “นายคือหร่วนจือหวนอย่างนั้นเหรอ”
เมื่อหร่วนจือหวนถูกเรียกชื่อ เขาก็พลันตั้งสติและเกร็งร่างขึ้นมาทันที เขาเอ่ยด้วยเสียงอันดังว่า “ครับผม! สวัสดีครับคุณฉิน ผมหร่วนจือหวนจากบริษัทรับทำความสะอาดบ้านหัวใจกุหลาบสาวน้อย ยินดีที่ได้ให้บริการคุณในวันนี้ครับ!”
เขาดูเป็ผีน้อยอายุเยาว์ ที่เหมือนจะไม่รู้จักด้านชั่วร้ายของโลกิญญาประเภทนั้น
เพียงแค่ประโยคเดียว ฉินเฟิงก็สรุปได้แล้วว่าหร่วนจือหวนก็เป็ผีประเภทเดียวกับชุยเย่ว์ที่ถูกหลอกได้ง่ายๆ ในเมื่อเป็เช่นนี้ เขาจึงไม่แม้แต่เสแสร้ง และเชิญให้ผีตัวนี้กระโจนลงสู่หลุมพรางใหญ่โดยไม่คิดจะปกปิดเจตนาเลยแม้แต่น้อย “เื่ปัดกวาดเอาไว้ก่อน นายมานั่งนี่ พวกเรามาคุยเื่สำคัญกัน”
เขาจะพูดถึงค่าชดใช้ทันทีที่มาถึงเลยอย่างนั้นหรือ
ก็ ก็น่าจะปรกติละมั้ง ใครใช้ให้เขาทำผิดกันละ แค่ฉินเฟิงไม่ได้แจ้งร้องเรียนไปยังบริษัทให้ใก็นับว่าดีมากแล้ว
หร่วนจือหวนวางอุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหมดลงอย่างยอมรับชะตากรรม และเขาก็ะโลงไปในหลุมโดยที่ไม่ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย แถมยังพูดด้วยว่า “คุณฉิน ผมนั่งโซฟาของคุณได้ไหมครับ...หรือจะให้ผมนั่งที่พื้นดี ผมไม่มีปัญหาเลยครับ”
ฉินเฟิงชี้ไปที่ฝั่งตรงข้ามของตัวเองแล้วเอ่ย “นั่งก่อนสิ มีผีที่ไหนเวลาคุยเื่ทางการแล้วต้องก้มหน้าคุยกันบ้างล่ะ”
หร่วนจือหวนนั่งตามตำแหน่งที่ฉินเฟิงกำหนดอย่างเชื่อฟัง แถมยังไม่ลืมเอ่ยรับประกันอีกว่า “คุณฉิน คุณวางใจได้ ผมซักชุดพนักงานของผมมาแล้ว มันไม่ทำให้โซฟาสกปรกแน่นอนครับ”
หากโซฟาสกปรกก็แค่หาคนช่วยเผาตัวใหม่มาให้ตนเองก็สิ้นเื่ จะไปกลัวอะไรกัน
ในสมองของฉินเฟิงมีคำดูถูกลอยขึ้นมาประโยคหนึ่ง แต่ว่าเขาไม่ได้เอ่ยคำพูดนั้นออกมา และเพราะอะไรบางอย่าง ท่าทางที่ว่าง่ายของหร่วนจือหวนกลับทำให้เขาพึงพอใจอย่างน่าประหลาด ด้วยเหตุนี้ เขาจึงใช้วิธีการลงมือที่เรียกได้ว่าค่อนข้างใจกว้างมากกว่าการข่มขู่อีกฝ่าย
“พูดกันตามตรง” ฉินเฟิงปรับแผนการของตัวเองเล็กน้อย พลางเอ่ยว่า “นายชดใช้ของชิ้นนั้นไม่ไหวหรอก ฉันเองก็ไม่อยากทำให้กลายเป็เื่ใหญ่ แค่ลงโทษพอเป็พิธีก็พอแล้ว”
ทันทีที่หร่วนจือหวนได้ฟังก็เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว เขาเป็เหมือนหนูตัวจ้อยที่ถูกงูรัดเอาไว้ก็มิปาน เขาไม่ถามแถมยังไม่กล้าถามด้วยว่าตัวเองไปชนอะไรเข้ากันแน่ และทำได้เพียงเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “อะไร...คือ...การลงโทษ...แบบพอเป็พิธีหรือครับ”
ฉินเฟิงแสร้งทำเป็ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูด ‘วิธีลงโทษ’ นั้นออกมาว่า “นายแค่ทำความสะอาดไปด้วยร้องเพลงไปด้วย ส่วนฉันจะนั่งดูอยู่ตรงนี้จนกว่านายจะทำงานเสร็จ วันนี้พอนายร้องเพลงกับทำความสะอาดเสร็จแล้ว พวกเราก็ถือว่าหมดหนี้ต่อกัน ตกลงไหม”
นี่มันไม่ต่างกับโทษปะาในที่สาธารณะเลยมิใช่หรือ
หร่วนจือหวนอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงสมัยก่อนตอนที่ยังเรียนอยู่ เพื่อนร่วมห้องเคยพูดไว้ว่าบนโลกมนุษย์มีคำกล่าวที่ว่า ‘อย่าได้คบค้าสมาคมกับพวกทนาย’ ทว่าในนรกนั้นมีคำกล่าวว่า ‘อย่าได้คบค้าสมาคมกับิญญาร้าย’ เพราะทนายมักจะเล่นลิ้นกับคุณ ส่วนผีร้ายก็มักจะเห็นคุณเป็เหมือนของเล่น
เห็นได้ชัดว่าิญญาร้ายอย่างฉินเฟิงไม่เพียงแต่เห็นตัวเขาเป็เกมเท่านั้น แถมยังคิดจะถือโอกาสดูการแสดงอีกด้วย
เมื่อฉินเฟิงเห็นสีหน้าที่เผยความลำบากใจของหร่วนจือหวน เขาก็เอ่ยอีกว่า “ทำไม หากนายรู้สึกว่าบทลงโทษนี้เบาเกินไป นายจะร้องเพลงทุกครั้งที่มาเลยก็ได้”
หร่วนจือหวนทำราวกับกลืนบอระเพ็ดลงไป เขาเอ่ยอย่างเยือกเย็นด้วยสีหน้าที่ขมขื่น “คุณฉิน คือผมร้องเพลงไม่ค่อยเก่ง อีกอย่างผมก็ร้องได้เพลงเดียวด้วย”
ขอแค่นายร้องเพลงก็พอแล้ว ฉินเฟิงเอ่ยในใจ ทว่าปากกลับเอ่ยข้ออ้างอีกแบบหนึ่งออกมา “เพราะว่าร้องไม่ค่อยเก่งนั่นละถึงเรียกว่าการลงโทษ ร้องได้เพลงเดียวก็ไม่เป็ไร นายก็แค่ร้องเพลงนั้นซ้ำไปซ้ำมาก็พอ วางใจเถอะ ที่นี่มีเครื่องดื่มให้นายเยอะแยะ ถ้านายคอแห้งอยากจะดื่มตอนไหนก็ดื่มได้เลย”
พอหร่วนจือหวนได้ยินฉินเฟิงเอ่ยคำพูดนี้ เขาก็รู้แล้วว่าไม่มีช่องว่างให้เจรจาได้อีก เขาทำได้แค่ปลอบใจตัวเองคิดเสียว่าแค่ทำเื่ขายหน้าก็สามารถจัดการเื่นี้ให้จบลงได้ อย่างไรเสียทางกุหลาบสาวน้อยก็ได้เพิ่มเงินค่าตอบแทนให้เขาโดยไม่ทันได้รู้ตัวไปแล้ว และนับว่าเป็การแลกเปลี่ยนที่ไม่เลวเลย หากว่าฉินเฟิง้าเงินค่าชดเชยจากเขาจริงๆ ต่อให้เขาขายตัวเองให้อีกฝ่ายก็คงชดเชยได้แค่ไม่กี่เหรียญเท่านั้น
“ในเมื่อคุณฉินพูดเช่นนั้น ตอนนี้ผมจะเริ่มทำงาน...กับร้องเพลงเลยก็แล้วกันครับ”